กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1073.2 นํ้าใสภูเขาเขียวบุปผาบานสะพรั่ง
เห็นได้ชัดว่าหลัวอี๋ฮว่อกวานและเจออินโหวอู่สี่ ทั้งสองคือหนึ่งใน ตัวสํารองสิบคนของใต้หล้าเหมือนกัน แต่คําประเมินที่สวี่อิงหนิงมีต่อ หลัวอี๋กลับสูงกว่า
สวีซวี่หยวนพยักหน้า “คือเหตุผลข้อนี้”
สวีเหมียนเอ่ยเสียงเบาว่า “หลัวอี๋คือสิงห์ร ้ายเห่อเหิมที่มีความ องอาจของวีรบุรุษอย่างที่หาได้ยาก มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบ ย้อนกลับมามองอู่สี่กลับชอบเก็บงําคําพูดไว้ในใจตัวเองมากกว่า ซวี่ หยวน วันหน้าเจ้าจะใกล้ชิดหรือห่างเหินกับพวกเขาก็ต้องตัดสินใจ เอาเอง”
ฮว่อกวานหลัวอี๋อยู่บนหลังม้ามาทั้งชีวิต อีกทั้งบนเส้นทางการ ฝึกตนยังได้ครอบครองสมบัติหนักอยู่ในมือ คือระฆังจักรพรรดิของ ลัทธิเต๋า เล่าลือกันว่าคือหนึ่งในสมบัติลํ้าค่าที่มรรคาจารย์เต๋าสร ้าง ขึ้นกับมือตัวเอง
ระฆังโบราณแกะสลักสองคําว่า “เทียนติง”
ทว่าของชิ้นนี้หมุนเวียนเปลี่ยนมือไปตลอดทางอยู่ในใต้หล้ามืด สลัว เต้ากวานที่ผ่านมือมีสูงมีตํ่า ไม่ตํ่ากว่าสิบคน แต่กลับไม่มีใคร สามารถหลอมของชิ้นนี้ได้เสียที
กระทั่งมาถึงมือของหลัวอี๋ คงเป็ นเพราะก่อนหน้านี้เขาเคยได้ ตําราเต๋าไท่ชิงมาเล่มหนึ่ง ตอนนั้นหลัวอี๋ยังเป็ นแค่ขอบเขตถํ้าสถิต แต่กลับสามารถหลอมมันได้สําเร็จ เรียกสมบัติชิ้นนี้ออกมา เท่ากับ ขว้างเปลวเพลิงออกไปหมื่นลี้
สวีซวี่หยวนเอ่ยอย่างหงุดหงิด “รู ้แล้วน่า รู ้แล้วน่า ชอบสั่งสอน ข้าแบบนี้เสมอ พี่หญิงใหญ่ หากท่านไม่มีข้อเสียข้อนี้ก็จะเป็ นคน สมบูรณ์แบบได้จริงๆ แล้ว!”
สวี่อิงหนิงจุ๊ปาก “เจ้าคนขี้ประจบ”
เดินอยู่บนเส้นทางสีเหลืองทองที่ดอกกุ้ยร่วงโรยเต็มพื้น ทันใด นั้นเสียงระฆังกังวานก็ดังขึ้นมา
เข้าสู่ดินแดนแห่งความสงบบริสุทธิ์ จิตใจเกิดความชื่นบาน
พระพุทธองค์ถ่ายทอดพระธรรมผ่านการหยิบบุปผาชี้ดวงจันทร ์ นักพรตบรรลุธรรมผ่านระฆังเช ้าและกลองเย็น
พี่สาวน้องชายสามคน คิดกันไปคนละอย่าง
แม้จะบอกว่าไม่อยู่ในหน้าที่นั้นก็ไม่คิดจะจัดการงานในตําแหน่ง นั้น แต่ยืนอยู่ในตําแหน่งของพวกเขา ขอแค่ใต้หล้าโกลาหลขึ้นมา มี หรือจะอยู่อย่างสงบเพียงลําพังได้?
คิดไปคิดมาก็มีแต่ความกลัดกลุ้ม สิ้นเปลืองความคิดอย่างยิ่ง
สวีซวี่หย่วนพลันเอ่ยว่า “ก่อนที่ข้าจะไปกานหู ได้ไปที่ภูเขาตี้เฝ่ ย มาก่อนรอบหนึ่งเพื่อฟังคําบรรยายของเจ้าตําหนักเกา จากนั้น ระหว่างที่นั่งเรือไปยังทะเลสาบกานหูก็ได้ยินข่าวสองอย่าง พวกท่าน ก็น่าจะรู ้แล้วกระมัง?”
สวีเหมียนอืมรับ
สวี่อิงหนิงเอ่ยชื่นชมจากใจจริง “เจ้าตําหนักเกาช่างกล้าแกร่ง เด็ดเดี่ยวเสียจริง! ไม่เสียแรงที่มีฉายาว่า ‘จวี้เยว่!”
ที่แท้ช่วงท้ายของการถ่ายทอดความรู ้ เกากูก็ได้ป่าวประกาศสอง เรื่อง เกาฝูที่เป็ นลูกศิษย์ของเขาจะรับหน้าที่เป็ นเจ้าขุนเขาของภูเขา ตี้เฝ่ย
จากนั้นจะให้นักพรตต่างถิ่นที่มีชื่อว่าเหมาจุย รับหน้าที่เป็ นเจ้า ตําหนักคนใหม่ของตําหนักหัวหยาง
อันที่จริงต่างก็เป็ นเรื่องแปลกในเรื่องแปลก
เกาฝูคือลูกศิษย์คนเล็กของเกากู แม้ว่าจะไม่ใช่ลูกศิษย์ปิดสํานัก แต่เกาฝูก็เป็ นที่ยอมรับจากทั้งในและนอกตําหนักหัวหยางว่าเป็ นผู้มี พรสวรรค์ด้านการฝึกตน ตามหลักแล้วเกาฝูที่ทุกวันนี้ขอบเขตยังไม่ สูงมากพอมารับตําแหน่งเจ้าตําหนัก ต่อให้จะค่อนข้างถูไถ แต่ก็ยัง ดีกว่าให้ “เหมาจุย” ที่ไร ้ชื่อเสียงเข้ามาเป็ นเจ้าตําหนักหัวหยาง ให้ เกาฝูรับหน้าที่เป็ นเจ้าขุนเขาของภูเขาตี้เฝ่ ย ในบางความหมายแล้ว อันที่จริงก็คือการ “ขับไล่” เกาฝูให้ออกไปจากตําหนักหัวหยางแล้ว
สวีเหมียนอธิบายว่า “เหมาจุยผู้นั้น ข้าเดาว่ามีโอกาสมากที่เขา จะเป็ นเจินเหรินกระดูกขาว”
สวีซวี่หยวนโบกห่านขาวใหญ่สามตัวที่อยู่ในมือ “ทําข้าโมโห แทบตายแล้ว”
ใต้หล้ามืดสลัว เนื่องจากไม่มีคํากล่าวเกี่ยวกับเมธีร ้อยสํานัก ผู้
ฝึกตนในใต้หล้าล้วนเป็ นนักพรตทั้งหมด
ระบบการสืบทอดของผู้ฝึ กตนสําคัญตรงที่ว่าตู้ซือ (ชื่อเรียก อาจารย์ผู้มอบธรรมโองการ หรืออาจารย์ผู้ชี้ทางสว่างในลัทธิเต๋า) คือใคร มาจากอารามเต๋าแห่งใด
คําสุภาษิตบอกไว้ว่าผู้ฝึกยุทธกราบอาจารย์เหมือนไปเกิดใหม่ จําเป็ นต้องปฏิบัติต่ออาจารย์ดุจบิดา ถ้าอย่างนั้นนักพรตของใต้หล้า มืดสลัวหาตู้ซือก็มีความสําคัญอย่างมากเช่นเดียวกัน
ยกตัวอย่างเช่นที่ใต้หล้าไพศาล หร่วนฉงเจ้าสํานักคนแรกของ สํานักกระบี่หลงเฉวียนมาจากศาลลมหิมะหนึ่งในศาลบรรพชนของ สํานักการทหารแจกันสมบัติทวีป แม้ว่าเขาจะเป็ นผู้ฝึ กกระบี่ แต่ สถานะในระบบของหร่วนฉงยังคงถือว่าเป็ นผู้ฝึกตนสํานักการทหาร และยังมีจอมยุทธพเนจรสวี่รั่วที่ก็เป็ นผู้ฝึกกระบี่เหมือนกัน แต่ก็ยังถือ ว่าเป็ นลูกศิษย์ของสํานักโม่
หลักการเดียวกัน อารามเสวียนตูคือสายของเซียนกระบี่ลัทธิเต๋า ต่อให้จํานวนผู้ฝึกกระบี่ในอารามจะมีเยอะมาก เรียกได้ว่าเป็ นอันดับ
หนึ่งในใต้หล้า แต่กลับยังเป็ นนักพรตบนทําเนียบที่ถูกต้องตาม กฎระเบียบ
หรือยกตัวอย่างเช่นเหยาชิงเสนาบดีรูปงามแห่งราวงศ์ชิงเสินที่ ศึกษาวิชาความรู ้หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังใกล้ชิดกับลัทธิ ขงจื๊อและสํานักนิติธรรม แต่ใครเล่าจะกล้าพูดว่าเหยาชิงไม่ใช่เต้า
กวาน?
สวีซวี่หยวนตามหาตู้ซือ ตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียวในใจเขา อันที่ จริงก็คือเกากู “จวี่เยว่” แห่งภูเขาตี้เฝ่ย
น่าเสียดายที่อีกฝ่ ายมองความคิดของเขาออก เกากูไม่รู ้สึกว่า เขาจะสามารถสืบทอดระบบของตําหนักหัวหยางได้ แล้วก็ไม่อาจ แบกเสาคานใหญ่ระบบสายเต๋าของภูเขาตี้เฝ่ยได้เช่นกัน
เดิมทีหากอิงตามการคํานวณและวิเคราะห์ล่วงหน้าของสวีซวี่ หยวน ขอแค่ได้เข้าไปอยู่ในตําหนักหัวหยาง ต่อให้จะมิอาจรับ ตําแหน่งเป็ นเจ้าตําหนัก ในอนาคตเขาก็ยังเป็ นเจ้าขุนเขาคนใหม่ ของภูเขาตี้เฝ่ยได้
รองลงมาก็คืออู๋โจวผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่
บิดาของสวีซวี่หยวนก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน ผลคือแม้แต่ประตู ใหญ่ของพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่เร ้นลับแห่งนั้น สวีซวี่หยวนก็ยังเข้า ไปไม่ได้ ชัดเจนว่าไม่ถูกใจในคุณสมบัติของเขา
สุดท้ายจึงจะเป็ นหวังซึ่งนักพรตซานอิน โชคดีที่ยังพอถูไถไปได้ แม้จะเหมือนคนป่วยหนักที่หาหมอส่งเดช แต่จะดีจะชั่วสวีซวี่หยวนก็ ยังเจอ “หมอที่มีชื่อเสียง ตัวจริงไม่ใช่หรือลงหลักปักฐานอยู่ที่นั่นนาน หลายปี เป็ นลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อ อันที่จริงอาจารย์และ ศิษย์สองฝ่ ายถูกชะตากันมาก มรรคาไม่ถ่ายทอดให้กันง่ายๆ แต่ก็ยัง มอบตําราเล่มที่สามที่ “มีจิตวิญญาณ” เล่มนั้นให้กับสวีซวี่หยวน
สวีซวี่หยวนกล่าว “พี่หญิงใหญ่ พี่หญิงรอง พวกท่านคิด อย่างไร?”
สวีเหมียนกล่าว “เป็ นลูก ถึงอย่างไรก็ต้องทําหน้าที่ที่ลูกควร กระทํา แล้วนับประสาอะไรกับที่เรื่องที่ปี นั้นถํ้าสวรรค์ชิงหนีถูกปิด ภูเขา ข้าก็ต้องขอคําอธิบายให้จงได้”
สวี่อิงหนิงเอ่ย “ข้าไม่เหมือนกัน ฟังคําแนะนําของท่านพ่อ หาก ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวได้ก็จะไม่มีทางเดินไปบนเส้นทางดินโคลนเละเทะ สายนั้นเด็ดขาด”
สวีเหมียนถาม “ซวี่หยวน เจ้าเจอกับหยางชิงแล้ว นางมีท่าที อย่างไร?”
เล่าลือกันว่าเจ้าหอที่มีฉายาว่าเสิ่นโหลวผู้นั้นเชี่ยวชาญวิชา พยากรณ์ดาวจื่อเวยและวิชาพยากรณ์เทพไท่อี่ ผู้คนให้การยอมรับ ว่าเป็ นอันดับหนึ่งในใต้หล้า
นักพรตที่สามารถทํานายดวงชะตาจึงย่อมต้องเขียนวิจารณ์คํา ชะตาได้อย่างละเอียดประเภทนี้ หากไม่ไปมีเรื่องด้วยได้ย่อมดีที่สุด หากพัวพันกันขึ้นมา อันที่จริงจะยุ่งยากยิ่งกว่ามีศัตรูเป็ นผู้ฝึกกระบี่ ขอบเขตเดียวกันเสียอีก
สวีซวี่หยวนพลันหัวเราะ “พี่หญิงใหญ่ ข้าเคยได้ยินมาว่าท่านที่ อยู่นอกฟ้ าไปขอตราประทับและพัดพับจากซิ่วไฉเฒ่าหรือ”
เต้ากวานสองสายของถํ้าสวรรค์ชิงหนีและพื้นที่มงคลเทียนหร่าง ฝ่ ายหลังจะเลื่อมใสเฉาสือมากกว่า ส่วนฝ่ ายแรกจะถูกใจเฉินอิ่นก วานมากกว่า
สวี่อิงหนิงยิ้มเอ่ย “เป็ นเรื่องจริง ข้าเป็ นพยานให้ได้เลย นอกจาก ตราประทับและพัดพับแล้ว พี่หญิงใหญ่ของเจ้าคนนี้ยังทําหน้าหนา ขอตําราตราประทับร ้อยเซียนกระบี่และตําราตราประทับสองร ้อย เซียนกระบี่มาจากเหวินเซิ่งด้วย”
สวีเหมียนกล่าวอย่างอ่อนใจ “ข้าก็แค่ช่วยขอของพวกนี้มาให้ เค่อชิงสองคนของถํ้าสวรรค์ชิงเทียน”
สวี่อิงหนิงจุ๊ปาก “ก็ไม่ได้โกหก แล้วก็ไม่ใช่ความจริงด้วย”
สวีซวี่หยวนพยักหน้า “ก่อนหน้านี้ได้ยินเรื่องนี้มาจากเหลยอวี่ ข้าก็เหมือนโดนฟ้ าผ่าเสียใจอย่างสุดซึ้ง ไม่คิดไม่ฝันว่าพี่หญิงใหญ่ที่ เคยบอกว่าชีวิตนี้จะไม่แต่งงานกับใครถึงกับมีใจนึกอยากออกเรือน แล้ว”
สวีเหมียนคร ้านจะอธิบาย
สวีซวี่หยวนแค่นเสียงหยัน “หากเขาเฉินผิงอันคิดจะมาเป็ นพี่เขย ของข้าก็ต้องผ่านด่านว่าที่น้องภรรยาในอนาคตอย่างข้าไปให้ได้ เสียก่อน! เขาเป็ นผู้ฝึกกระบี่ไม่ใช่หรือ ข้าก็จะต้องถามกระบี่กับเขา สักครั้ง”
สวีเหมียนเอ่ยอย่างฉุนๆ ปนขัน “พูดจาเหลวไหล”
สวี่อิงหนิงเอ่ยสัพยอก “ทําไมเจ้าไม่บอกว่าเขาเป็ นผู้ฝึ กยุทธ ขอบเขตปลายทางแล้วจะถามหมัดกับเขาครั้งหนึ่งล่ะ?”
สวีซวี่หยวนส่ายหน้า “ข้าไม่ได้โง่สักหน่อย ขนาดถามกระบี่ยัง ใจฝ่ อเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงถามหมัดแล้ว รู ้แล้ว ไม่สู้ถามสุราพร ้อมทั้ง ประชันบทกวีไปพร ้อมกันเลยดีไหม?”
สวีซวี่หยวนพลันหัวเราะก๊ากอยู่กับตัวเอง “สตรีแก่กว่าสามปี เหมือนได้กอดทองคํา“ได้ยินมาว่าเฉินผิงอันเพิ่งจะอายุสี่สิบต้นๆ หาก เขาแต่งกับพี่หญิงใหญ่เขาจะได้กําไรเป็ น
ทองคํากี่ก้อนกันนะ?!”
สวี่อิงหนิงพยักหน้า “สินสอดของพี่หญิงใหญ่เจ้าคือถํ้าสวรรค์ชิง เทียนทั้งแห่งเชียวนะคํากล่าวนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว ก็แค่ต้องระวังว่าจะ ถูกหนิงเหยามาถามกระบี่”
สวีเหมียนอับอายจนพานเป็ นโกรธ ถลึงตากล่าว “พวกเจ้าสอง คนหุบปากเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
สวีซวี่หยวนพูดเสียงเบา “ก่อนหน้านี้ไม่นานได้ยินท่านพ่อพูดถึง เรื่องเก่าในวันวานเรื่องหนึ่ง บอกว่าตอนที่อายุยังน้อยพี่หญิงใหญ่เคย ไปเยือนสถานที่เล็กๆ แห่งหนึ่งที่ชื่อว่าโจวเฉิง ได้เจอกับยอดฝีมือไม่ ทราบนามที่สามารถดูโหงวเฮ้งทํานายตัวอักษรได้ เขาช่วยทํานาย ดวงชะตาให้กับพี่หญิงใหญ่ ตัวอักษรที่เขาเขียนเกี่ยวกับชะตาของพี่ หญิงใหญ่ที่แผงดูดวง บอกว่าพี่หญิงใหญ่รูปลักษณ์เกิดจากจิตใจ ลายมือสะท้อนตัวตน ทักษะเล็กน้อยด้านวรรณกรรมเป็ นจุดพลิก เปลี่ยนที่สําคัญที่นําไปสู่หนทางแห่งสัจธรรม สุดท้ายเขาเขียนคํา ทํานายไว้ว่า “สวีเหมียน ลมปราณนุ่มใส แต่ฐานกระดูกเย็น จิต วิญญาณใสสะอาดมากพอจะเป็ นเซียน ความเย็นนั้นมากพอนําไปสู่ ความตาย” โชคดีที่ปีนั้นพี่หญิงใหญ่มีโชคช่วยสติปัญญาจึงแจ่มชัด ไม่ได้เห็นเขาเป็ นนักต้มตุ๋น ยินดีจ่ายเงินฝาดเคราะห์ โชคดีที่อีกฝ่ าย เองก็ยินดีจะบอกวิธีแก้ไขปัญหา บอกกับพี่หญิงใหญ่ว่าวันหน้าอย่า ไปยุ่งเกี่ยวกับความขุ่นมัวในโลกโลกีย์ การฝึกบําเพ็ญตนก็ไม่ควร สงบว่างเกินไปนัก ถึงได้มีผลสําเร็จอย่างในทุกวันนี้”
สวี่อิงหนิงกลั้นขํา “อันที่จริงปีนั้นตัวอักษรที่นางเขียนไม่ได้ยาว ขนาดนี้ แค่สองคําเท่านั้น สองคําที่นางคิดมาโดยตลอดว่าสามารถ ทนต่อการไตร่ตรองทบทวนได้มากที่สุดในโลก…”
สวีเหมียนเอ่ยอย่างเดือดดาล “สวี่อิงหนิง เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะฉีก ปากเจ้า!”
สวีอิงหนิงร ้องโอ้โห “ข้าตกใจแทบตายแล้ว ใครบางคนคิดจะ ลงโทษพี่น้องเพื่อคุณธรรมเสียแล้ว”
สวีซวี่หยวนยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “พี่หญิงใหญ่ พี่หญิงรอง พวกท่านรู ้ หรือไม่ว่าอะไรคือรักแรกพบ? ก็คือเดินอยู่บนถนน แค่เห็นใครบางคน แวบเดียวก็เหมือนพุ่งเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเขาแล้ว”
สวี่อิงหนิงถามอย่างสงสัย “ซวี่หยวน เจ้าเกิดรักแรกพบกับหยาง ชิงหรือ?”
สวีซวี่หยวนเพียงยิ้มไม่เอ่ยอะไร
สวีเหมียนกล่าว “เลิกพูดเรื่องไร ้สาระพวกนี้เถอะ ตั้งใจศึกษา ตําราลับเล่มที่สามที่สหายไท่อี๋มอบให้เจ้าดีๆ แม้ว่าในนามจะเป็ น ตําราแพทย์ แต่กลับชี้ตรงไปสู่มหามรรคา”
สวีซวี่หยวนร ้องหึ “พูดจากใจจริงนะ มาตกอยู่ในมือข้าก็ถือว่า นางมาเจอกับคนไม่ดี ก็เหมือนประโยคที่นางพรํ่าบ่นซํ้าไปซํ้ามานั่น แหละ ได้แต่ร ้อนใจแต่ทําอะไรไม่ได้ ไฉนถึงใช ้หลักการเหตุผลที่ ละเอียดอ่อนและลึกซึ้งที่สุดมาถ่ายทอดความรู ้ให้แก่คนที่คุณสมบัติ ตื้นเขินสติปัญญาตํ่า หากหลักการเหตุผลและวิชาความรู ้ยังไม่เสื่อม ถอยก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว”
สวีซวี่เหมียนถอนหายใจ “จะวุ่นวายก็วุ่นวายไปเถอะ หนีไม่พ้น ว่าสิงห์ร ้ายผู้เห่อเหิมสังหารวีรบุรุษ ทั้งสองฝ่ ายสร ้างชื่อเสียงขจรไกล ถึงอย่างไรก็ล้วนอยู่ที่การกระทํานี้ ล้วนเป็ นผู้กล้าในโลกกันทั้งนั้น”
“จูโหม่วเหรินกล่าวไว้ได้ดี ไม่ใช่ว่าปัญญาชนไร ้อิสระที่สุด นี่ไม่ ถูกต้อง ต้องบอกว่าคนจนต่างหากที่ไร ้อิสระที่สุด”
“ดังนั้นจึงยังคงเป็ นปัญญาชนยากจนที่ด่าฟ้ าด่าดินที่มีอิสระที่สุด ไม่ว่าอะไรก็ไม่เข้าใจทั้งนั้น ไม่ว่าอะไรก็กล้าพูดออกมา”
“ไม่ต้องไปสนใจแล้ว สนแค่ห่านตุ๋นดีกว่า!”
สวี่อิงหนิงกล่าวอย่างตกตะลึง “จะฆ่าเอาเนื้อมาตุ๋นกินจริงๆ หรือ?”
สวีซวี่หยวนกลอกตามองบนใส่ “ไม่อย่างนั้น? อุตส่าห์ขโมยมา อย่างยากลําบาก แล้วจะให้ข้าเอาอย่างอาจารย์ เอาพวกมันมาบูชา เป็ นบรรพบุรุษ ปรนนิบัติพวกมันเป็ นนายท่านใหญ่หรือไร?”
สวี่อิงหนิงหันไปมองสวีเหมียน
สวีเหมียนยิ้มบางๆ “ข้าจะไปเตรียมเครื่องปรุงอย่างพวกอบเชย โป๊ ยกั๊ก พริกหอม เต้าเจี้ยว นํ้าส้ม นํ้ามันงามาก็แล้วกัน”
สวี่อิงหนิงรีบเอ่ยคล้อยตามทันใด “ใส่เหล้าเข้าไปด้วย รสชาติจะ ดียิ่งกว่าเดิม”
……
แยนโจว
สํานักต้าเฉา หน้าประตูถํ้าแห่งหนึ่งที่เป็ นพื้นที่ต้องห้าม หน้าผา หินมีตัวอักษรขนาดใหญ่สีแดงสดแกะเป็ นคําว่า “ชะตารักลู่ไถ’ เป็ น การสลักแบบตัวอักษรเว้าลงไป
ทว่าเหยาชิงที่อ่านตํารามามากมายรู ้ดีว่าก่อนหน้าสี่ตัวอักษรนี้ เคยแกะสลักตัวอักษรขนาดใหญ่สี่คําแบบนูนสูงว่า “อู่ติงเจาเกอ” เพียงแต่ว่าถูกคนรุ่นหลังใช ้อาวุธปาดให้ราบเรียบไปแล้ว
หลังจากนั้นมาแยนโจวถึงได้มีภูเขาเหลี่ยงจิง บรรพจารย์ผู้ บุกเบิกภูเขาก็คือเจาเกอที่มีชาติกําเนิดมาจากสตรีสักการะสวรรค์
เหยาชิงถูกเชื้อเชิญให้มาช่วยปกป้ องมรรคาอยู่ที่นี่
บนลานกว้างหยกขาวที่ตั้งอยู่บนยอดเขาเดียวดายแห่งหนึ่ง นอกจากหนึ่งคนกับโต๊ะหนึ่งตัวแล้วก็ไม่มีอย่างอื่นอีก
บนโต๊ะมีตําราอยู่สี่ห้าเล่ม กาเหล้าหนึ่งใบ ตะเกียบหนึ่งคู่และ กับแกล้มแกล้มสุราอีกสองสามจาน
หลายวันมานี้เหยาชิงช่วยเฝ้ าด่านให้ผู้อื่นอยู่ที่นี่เพียงลําพัง นอกจากบางครั้งจะอ่านหนังสือดื่มเหล้ากินอาหารแล้ว นักพรตที่ถูก เรียกขานอย่างน่าฟังว่าเสนาบดีรูปงามผู้นี้ก็อยู่นิ่งเฉยเหมือนเทวรูปที่ ปั้นมาจากดินเหนียว
ระหว่างนั้นก็มีบรรพจารย์ที่มาจากสํานักต้าเฉาและภูเขาเหลี่ยง จึงมายืนอยู่ริมขอบของค่ายกลอยู่ไกลๆ พยายามที่จะสอบถามเรื่อง การปิ ดด่านจากเหยาชิง อย่าว่าแต่เหยาชิงจะพูดคุยด้วยเลย แม้กระทั่งเหลือบตามองเขาก็ยังไม่ทํา
ก่อนจะมาที่สํานักต้าเฉา เหยาชิงก็ได้บอกกล่าวกับฮ่องเต้ และป๋ ายโอ่วที่เป็ นราชครูไว้ก่อนแล้วว่า ช่วงระหว่างที่ตนออกเดิน ทางไกล ต่อให้ฟ้ าถล่มลงมาก็ไม่ต้องคิดจะส่งข่าวใดๆ ไปให้กับเขา
ราชวงศ์ชิงเสินตั้งอยู่ที่ปิ้งโจว เป็ นหนึ่งในสิบราชวงศ์ใหญ่ที่กอง กําลังแคว้นแข็งแกร่งอย่างถึงที่สุดในใต้หล้ามืดสลัวเช่นเดียวกับ ราชวงศ์ชื่อเจินของหรู่โจวและราชวงศ์เสวียนหวงของโยวโจว
โยวโจวอยู่ในการดูแลของหอปี้อวิ๋น ส่วนปิ้งโจวนั้นอยู่ในการ ดูแลของนครชิงชุ่ย
เสนาบดีรูปงามเหยาชิงมีนามว่าจือเหม่ย ฉายา “โส่วหลิง” เป็ น เสนาบดีมาสามสมัยอายุขัยการฝึกตนของเหยาชิงไม่เกินหนึ่งพันปีก็ ถูกมองเป็ นผู้ฝึกตนบนยอดเขากลุ่มเล็กที่มีหวังจะเลื่อนเป็ นขอบเขต สิบสี่มากที่สุดเหมือนกับเกากูที่มีฉายาว่า “จวี้เยว่” แล้ว
ได้รับการยอมรับว่าเป็ นผู้ฝึ กตนบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ นี่ หมายความว่าเหยาชิงอยู่ห่างจากการผสานมรรคาขอบเขตสิบสี่อีก แค่ครึ่งก้าวเท่านั้น