กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1106.1 สอนหมัดถ่ายทอดมรรคาทาได้ทั้งสองอย่าง
คนที่ยืนอยู่บนยอดเขาก็คือดวงจิตดวงหนึ่งของเฉินผิงอันกับผู้ ครองกระบี่
ก่อนหน้านี้เดินทางไปนอกฟ้ าด้วยกัน เร่งรุดไปยังสถานที่หลอม กระบี่ลับแห่งหนึ่ง
ปฐมบรรพบุรุษส านักการทหารหลุดหัวเราะพรืด “แสร ้งท าท่าทาง ในที่สุดก็เหมือนคนแล้ว”
เป็ นทั้งคาชมที่ใหญ่ที่สุด แล้วก็เป็ นทั้งคาเหน็บแนมที่แรงที่สุด ด้วยเช่นกัน
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “เพราะดื้อดึงถือทิฐิจึงเป็ นเช่นวันนี้ สหายร่วม ทางล้วนโรยร่วงจนเหลือเพียงเงาอดีต ปีนั้นหากไม่เป็ นเพราะท่านกับ ผู้ฝึกกระบี่กลุ่มนั้นอยากจะยึดครองสรวงสวรรค์เก่า แยกย้ายเดินคน ละทางกับบรรพจารย์สามลัทธิ เป็ นเหตุให้โลกมนุษย์เกิดความ แตกแยกเป็ นครั้งแรก หาไม่แล้วส านักการทหารของพวกท่านก็คงได้ ก่อตั้งลัทธิกันไปนานแล้ว และท่านก็ไม่ต้องถึงกับถูกผู้คนร่วมสังหาร ก่อนแล้วค่อยโดนจับขังมานานเป็ นหมื่นปีเช่นนี้ ทุกวันนี้มาลองคิดดู เสียใจภายหลังหรือไม่เล่า?”
ปฐมบรรพบุรุษสานักการทหารก้าวยาวๆ เดินขึ้นเขาไป เอ่ยเย้ย หยันว่า “สถานะเปลี่ยนไปแล้ว น้าเสียงก็เปลี่ยนไปด้วย ผู้ฝึ กยุทธ
ขอบเขตปลายทางที่สถานะบริสุทธิ์คนก่อนไม่กล้าพูดกับข้าแบบนี้ หรอกนะ บนฟ้ าล่างฝน ฮ่าๆ ฝนตกขึ้นฟ้ า บรรพจารย์สามลัทธิไม่ กลัวจริงๆ หรือว่าเมื่อเวลานานวันเข้า เจ้าจะถูกมรรคาหล่อหลอม? ไม่อาจท าลายสรวงสวรรค์บนฟ้ าได้ พวกเขาก็ได้แต่นั่งล้อมวงกันเฝ้ า โจวมี่กับเทพใหม่กลุ่มนั้นโดยที่ทาอะไรไม่ได้ สองฝ่ ายเจ้ามองข้า ข้า มองเจ้า ถลึงตามองกันไปมา ผลกลับกลายเป็ นว่าโลกมนุษย์มี ดินแดนอีกแห่งผุดขึ้นมา จะไม่กลายเป็ นคว่าเตาตัวเองหรอกหรือ?”
โจวมี่ขึ้นฟ้ า เฉินผิงอันอยู่บนพื้นดิน ต่างก็ครอบครองกันไปคน ละครึ่ง
แน่นอนว่าไม่ได้บอกว่าโจวมี่หรือเฉินผิงอันจะต้องเป็ นผู้ครอง สรวงสวรรค์เก่าที่ “พลิกตัวกลับมา” ในอีกหมื่นปีให้หลัง เจี่ยเชิงแห่ง ไพศาลก็ดี เฉินผิงอันแห่งตรอกหนีผิงก็ช่าง ล้วนเดินทีละก้าวจนมี สภาพการณ์อย่างในทุกวันนี้ ก็เหมือนกับว่าพวกเขาสองคนแบ่ง ทรัพย์สมบัติกันไปอย่างเท่าเทียม
ปฐมบรรพบุรุษสานักการทหารถูกกระบี่หนึ่งฟันมาจากยอดเขา ร่างจึงถอยกลับไปที่ตีนเขาอีกครั้ง บุรุษร่างกายาเพียงแค่ยื่นมือ ออกไปคว้า กระชากปราณกระบี่เปี่ยมพลังเหมือนแม่น้าแห่งกาลเวลา ที่รับมือได้ยากเส้นนั้นออกมาจากบนโลก โยนทิ้งไปไกลๆ ไม่รู ้ว่าห่าง ไปไกลกี่หมื่นลี้มีเสียงสะเทือนเลือนลั่นที่ฟ้ าพลิกแผ่นดินตลบดังมา บุรุษร่างก าย าไม่แม้แต่จะหันไปมอง เพียงแค่เดินขึ้นเขาไปต่ออีกครั้ง
ครั้งนี้เขาไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแค่เดินไปถึงกึ่งกลางภูเขาอย่าง เงียบๆ ผลคือถูกแสงกระบี่ที่ยิ่งใหญ่ไพศาลดุจน้าตกดุจธารสวรรค์ ไหลชัดลงมาที่ล่างภูเขา ชัดจนเขาหวนกลับไปที่ตีนเขาอีกครั้ง
ปราณกระบี่รวมตัวกันไม่แยกสลาย ปูแผ่เต็มไปทั่วพื้นที่ในภูเขา ปฐมบรรพบุรุษส านักการทหารใช ้สองหมัดเปิ ดทาง ต่อยจนเกิดรู ใหญ่ยักษ์รูหนึ่ง เดินทวนกระแสขึ้นไปเบื้องบนพูดกลั้วหัวเราะเสียงดัง ว่า “เบาหวิว นุ่มนิ่มไร ้เรี่ยวแรง เมื่อเทียบกับหมื่นปี ก่อน ปณิธาน กระบี่ไม่เพิ่มกลับยังลดลง ดูท่าศึกระหว่างผู้สวมเสื้อเกราะก่อนหน้านี้ จะถูกท าลายพลังจิตไปไม่น้อย ฮ่า หมากัดกันขนร่วงเต็มพื้น น่า สงสารน่าเวทนา ข้าหรือจะเทียบกับคู่สุนัขชายหญิงอย่างพวกเจ้าได้ ผู้แบกรับดวงจิตของผู้ครองสรวงสวรรค์ครึ่งตัว กับเจ้าของคนใหม่ผู้ ครองดินแดน “ลั่วพั่ว” อีกครึ่งหนึ่ง บวกกับผู้ครองกระบี่ที่เคยมีพลัง พิฆาตสูงที่สุด…”
กระบี่ที่สามฟันร่างของบุรุษกายาออกเป็ นสองส่วน เพียงแต่ว่า ฝ่ายหลังกลับคืนมามีรูปโฉมแบบเดิมได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็ไม่เดินขึ้น เขาต่อ ไม่พูดอะไรเช่นกัน เพียงแค่ยืนนิ่งอยู่ที่กึ่งกลางภูเขาอย่างนั้น
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ส่งกระบี่ไปสามที ถือว่ามีมารยาทครบถ้วน แล้ว”
สตรีร่างสูงใหญ่ผงกศีรษะรับพร ้อมยิ้มบางๆ
ปฐมบรรพบุรุษสานักการทหารถึงได้เดินกลับขึ้นเขาอย่างผึ่ง ผายอีกครั้งด้วยอารมณ์อัดอั้น เพียงแต่เขานึกเรื่องสองเรื่องขึ้นมาได้ จึงอดทนเอาไว้ ลูกผู้ชายแบ่งแยกบุญคุณความแค้นชัดเจน พอมอง เฉินผิงอันอีกทีก็รู ้สึกสบายตาขึ้นหลายส่วน
เฉินผิงอันเองก็มองประเมินปฐมบรรพบุรุษส านักการทหาร จู่ๆ ก็ รู ้สึกประหลาดขึ้นมา
ได้ยินว่าอดีตชาติของคนผู้นี้ เมื่อหมื่นปีก่อนเขาขึ้นชื่อว่าไม่เคย เห็นหัวใครอยู่ในสายตา เคยเอ่ยถ้อยคาห้าวเหิมที่ทาให้อารมณ์คน พลุ่งพล่านไว้มากมาย แล้วก็เคยเอ่ยค าพูดกาเริบเสิบสานที่ทาให้คน ต้องอ้าปากค้างไว้มากมาย
ยกตัวอย่างเช่นประโยคที่บอกว่า “รอให้ข้าบุกเบิกวิถีวรยุทธที่ สมบูรณ์แบบเส้นหนึ่งได้เสียก่อน หมื่นเผ่าพันธุ์ในโลกมนุษย์ก็ สามารถติดตามข้ากลายเป็ นเทพที่มีเนื้อหนังไปด้วยกัน ไม่ต้องกิน ปราณวิญญาณฟ้ าดินต่างข้าวอีกต่อไป แล้วก็ไม่ต้องกราบไหว้ใคร ไม่ต้องตั้งกระถางธูปบูชา ก่อตั้งลัทธิเช่นนี้จึงจะคู่ควรให้เรียกขานว่า บรรพจารย์
หรือยกตัวอย่างเช่น “ขอแค่ให้ได้ยกระดับวิถีวรยุทธให้สูงขึ้นอีก ขั้น แค่มือเดียวก็สามารถซ ้อมมรรคาจารย์เต๋าให้น่วมได้แล้ว
“การประชุมในวันนี้ ผู้ฝึกกระบี่ที่ไม่ยอมต่าศักดิ์ด้อยกว่าใครอีก ต่อไป ยินดีไปหลอมกระบี่ที่ซากปรักสรวงสวรรค์ตั้งตนเป็ นเจ้าของ
พื้นที่ มาๆๆ มายืนอยู่กับข้า มาประมือกับบรรพจารย์สามลัทธิที่อยู่ฝั่ง ตรงข้ามสักหน่อย
ปฐมบรรพบุรุษสานักการทหารผู้นี้แม้ว่าจะพ่ายแพ้ แต่ก็ไม่เคยขี้ ขลาดมาก่อนจริงๆ
สตรีร่างสูงใหญ่ยิ้มเอ่ย “ข้าขี้หลงขี้ลืม เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ามาที่นี่ คล้ายจะผิดต่อกฎระเบียบ จอมปราชญ์น้อยเริ่มไม่พอใจแล้ว เตือนให้ ข้ารีบจากไปโดยเร็ว”
ปฐมบรรพบุรุษส านักการทหารเอ่ยแนะน าว่า “จะไปไหนล่ะ อยู่ ที่นี่แหละ ตีกับจอมปราชญ์น้อยสักรอบ ทาตามมารยาทของเมื่อหมื่น ปีก่อน ใครชนะก็ฟังคนนั้น”
เฉินผิงอันกล่าว “ถ้าอย่างนั้นเจ้ากลับไปก่อน”
สตรีร่างสูงใหญ่พยักหน้า “นายท่านอย่าลืมสัญญาหกสิบปี”
เฉินผิงอันยิ้มตอบ “ข้าความจาดี”
ปฐมบรรพบุรุษสานักการทหารรอให้ผู้ครองกระบี่หนึ่งในห้าเทพ สูงสุดไปจากดวงดาวบรรพกาลที่เป็ นทั้งกรงขังเป็ นทั้งพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมแห่งนี้แล้ว ในที่สุดก็โล่งอกได้เสียที
เพราะถึงอย่างไรการร่วมสังหารครั้งนั้นก็ทาลายรากฐานมหา มรรคาของเขาไปมาก ทาให้เขาสูญเสียร่างจริงไปอย่างสิ้นเชิง พอมา เจอสามกระบี่ที่ “นุ่มนิ่ม” นั่นอีกก็ทาให้เขารู ้สึกเจ็บหนักอย่างที่ไม่
เคยรู ้สึกมานานมากแล้ว นั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเขาแล้วเริ่มดึงเอา เศษซากปราณกระบี่ที่เหมือนวิญญาณร ้ายตามติดพวกนั้นออกไป ทุกครั้งที่โยนปราณกระบี่เส้นหนึ่งออกไปข้างนอก บางทีอาจจะมีวิถี กระบี่บรรพกาลหลายชนิดซุกซ่อนอยู่ พอโยนออกไปก็ก่อให้เกิดร่อง ลึกยาวหลายล้านลี้หลายเส้นอยู่ห่างจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ดวงดาวแห่งนี้ไปไกล สุดท้ายดีดนิ้วเอา “วิถีกระบี่” บริสุทธิ์เสี้ยว สุดท้ายทิ้งไป กระแทกให้เกิดหลุมลึกยาวหลายร ้อย…..หากไม่เป็ น เพราะมีหลี่เซิ่งคอยช่วยอาพรางปรากฏการณ์บนท้องฟ้ า เกรงว่าพวก ผู้ฝึ กลมปราณของส านักหยินหยาง ส านักห้าธาตุและกอง โหราศาสตร ์ในโลกมนุษย์ก็คงจะต้องเจ็บตัวกันแล้ว
เฉินผิงอันกล่าว “อวี๋สืออู้แห่งภูเขาเจินอู่ยินดีจะคืนโชคชะตาบู๊ สามส่วนนั้นให้กับผู้อาวุโส ผู้อาวุโสจะช่วยเห็นแก่ที่ว่าได้เดินน้อยลง สองก้าวนี้ ตอนที่เอา “โชคชะตาบู๊” พวกนั้นกลับมา ช่วยรักษาสติ และความทรงจาของอวี๋สืออู้ไว้ได้หรือไม่ พยายามไม่ท าร ้ายไปถึง รากฐานจิตวิญญาณของเขา?”
อันที่จริงนี่ตกเป็ นที่ต้องสงสัยว่าพูดเรื่องแทงใจคนอื่น การสละ ร่างครั้งแรกในโลกมนุษย์ก็คือการร่วมสังหารแยกศพครั้งนั้น พอเจอ หน้าก็คุยเรื่องนี้ ก็เหมือนการสาดเกลือลงบนบาดแผลจริงๆ
ปฐมบรรพบุรุษส านักการทหารวางสองหมัดไว้บนหัวเข่า ถึงกับ ไม่มีท่าทีว่าจะเดือดดาลเลยแม้แต่น้อย เอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า “เจ้า สามารถเสนอข้อเรียกร ้องอีกอย่างหนึ่งได้”
ความนัยนอกเหนือจากคาพูดนี้ก็คือเห็นด้วยกับเรื่องนี้แล้วหรือ?
พูดคุยได้ง่ายขนาดนี้เชียว? ถ้าอย่างนั้นพวกเราที่เป็ นผู้เยาว์ก็ ควรจะต้องชวนคุยให้มากขึ้นหลายประโยคสินะ?
แม้เฉินผิงอันจะมึนงง แต่ก็ยังครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนเอ่ยว่า “เผยเฉียนลูกศิษย์ใหญ่เปิดขุนเขาของข้า นางมีความสามารถที่มอง อะไรผ่านตาแล้วไม่เคยลืม แตกต่างจากผู้ฝึ กลมปราณทั่วไป ผู้ อาวุโสมีวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีๆ หรือไม่?”
ปฐมบรรพบุรุษสานักการทหารที่หันหลังให้กับเฉินผิงอันเอ่ยด้วย น้าเสียงเนิบช ้าว่า “เปลี่ยนข้อเรียกร ้องใหม่”
แม้เฉินผิงอันจะรู ้สึกเสียดาย แต่ก็ทาอะไรไม่ได้ ได้แต่เปลี่ยน ข้อเสนอใหม่ “ผู้อาวุโสลงจากภูเขาไปแล้ว มีเวลาว่างก็สามารถไปนั่ง อยู่ที่พื้นที่มงคลรากบัวของผู้เยาว์ได้”
ปฐมบรรพบุรุษส านักการทหารหัวเราะหยัน “เจ้าหนูเจ้าคิดว่าข้า เป็ นใคร จะให้เอาอย่างเทพภูเขาที่หาตอไม้ไว้นั่งหรือ?”
ฟังจากน้าเสียง เห็นได้ชัดว่าไม่ยินดีจะไปช่วย “นั่งพิทักษ์ภูเขา สายน้า” ให้กับพื้นที่มงคลรากบัวแล้ว
ในเมื่อเฉินผิงอันเจรจาเรื่องของอวี๋สืออู้กับผู้อาวุโสท่านนี้ได้ เรียบร้อยแล้ว อันที่จริงนี่ก็มากพอจะให้เขาประหลาดใจแล้ว เดิมนึก ว่าจะต้องผ่านการพิจารณาหลายรอบเสียอีก เขาถึงขั้นเตรียมใจรับ ผลลัพธ ์ที่เลวร ้ายที่สุดว่าหากพูดไม่เข้าหูกันคาเดียวก็จะฉีกหน้า
แตกหักกันทันทีไว้แล้ว ในเมื่อทาตามเป้ าหมายได้สาเร็จ เฉินผิงอันก็ ไม่คิดได้คืบจะเอาศอกอีก
หยุดแต่พอสมควร
คาดไม่ถึงว่าปฐมบรรพบุรุษส านักการทหารจะไม่คิดปล่อยเฉิน ผิงอันจากไปง่ายๆ คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไป คิดว่าที่นี่คือสถานที่ อะไร? คือห้องส้วมที่มีสิ่งของครบถ้วนหรือ?
เฉินผิงอันเองก็ไม่คิดอะไรมาก ในเมื่อมาแล้วก็ทาใจให้สงบ เขา จึงถือโอกาสมองประเมินผู้ฝึ กยุทธสิบเอ็ดคนที่ยืนตระหง่านอยู่บน ยอดเขาแห่งนี้เสียเลย เฉินผิงอันที่ถูกลูกศิษย์ใหญ่ของตัวเองเบียดให้ พ้นจากต าแหน่งของปราณโชติช่วงขอบเขตสิบ ไม่ได้เป็ นเงามืดใต้ โคมไฟอีก อันที่จริงไม่ได้รู ้สึกแปลกใจสักเท่าไร จะบอกว่าในใจไม่มี ความเสียดายเลย นั่นก็คือหลอกตัวเองทั้งยังหลอกคนอื่น แต่ถึง อย่างไรก็มีความยินดีมากกว่า
ทว่าเฉินผิงอันขอบเขตเก้าที่สวมชุดสีแดง ไฉนถึงถูกเบียดตกไป ด้วย? เพราะถึงอย่างไรตาแหน่งที่เฉินผิงมั่นใจอย่างแท้จริงว่าจะไม่ ขยับเขยื้อนไปไหนก็คือตนในตาแหน่งนี้หมื่นปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีใคร ทาได้มาก่อน” และนี่ก็เป็ นเรื่องจริง แม้กระทั่งเฉินผิงอันที่ระมัดระวัง รอบคอบก็ยังรู ้สึกว่าตัวเองคนนี้มีหวังว่าอย่างน้อยที่สุดภายในเวลา หลายร ้อยปีจะสามารถทาได้ถึงขั้นว่า ไม่มีใครจะทาได้อีก
ไม่ว่าจะอย่างไร เวลาสั้นๆ ไม่ถึงหนึ่งปีกลับต้องเสียตาแหน่งบน ยอดเขาไปถึงสองต าแหน่งติด เฉินผิงอันย่อมอดจะรู ้สึกกลัดกลุ้ม ไม่ได้ เขานั่งยองเอามือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ มองไปยังผู้มาที หลังที่มาแย่งตาแหน่งของตัวเองไป
อีกฝ่ ายจ าได้ง่าย ในบรรดาสิบเอ็ดต าแหน่งมีแค่ผู้ฝึกยุทธแปลก หน้าคนนี้โผล่มาเท่านั้น อีกฝ่ ายนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ยึดเอวตรง สองมือวางทับซ ้อนกันไว้ตรงหน้าท้องกล้ามเนื้อของแขนสองข้างเป็ น มัดๆ มองเห็นใบหน้าไม่ชัด แต่เพียงแค่เพราะเส้นผมยาวระพื้น ถึงขั้น ที่ว่าบดบังใบหน้าทั้งหมดไป พายุหมัดของคนผู้นี้ยิ่งใหญ่ไพศาล เส้น ผมทุกเส้นเหมือนน้าตกสายหนึ่งที่ไหลลงสู่เบื้องล่าง เมื่อคนผู้นี้ หายใจ เส้นผมแต่ละเส้นก็จะพลิ้วไสวตามไปด้วย
เส้นเอ็นและกระดูกในเรือนกายแข็งแกร่ง ปณิธานหมัดทั่วร่าง แกร่งกล้า คู่ควรกับคากล่าวที่ว่าน่าอกสั่นขวัญผวา
เฉินผิงอันเพ่งมองอย่างละเอียดก็ยิ่งรู ้สึกเหลือเชื่อมากกว่าเดิม ที่ แท้บนผมทุกเส้นมีผีร ้ายวิญญาณอาฆาตหลายหมื่นตนไต่อยู่เต็มไป หมด?
ปฐมบรรพบุรุษสานักการทหารยิ้มเอ่ย “แพ้ให้นางในชั้นของยอด เขาถึงปลายทางก็ปกติมาก”
“ยิ่งเป็ นช่วงหลัง พวกนางมีแต่จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ เส้นทางการเรียนวรยุทธในใต้หล้าไม่มีทางปล่อยให้เด็กปากไม่สิ้น
กลิ่นน้านมอย่างเจ้ากับเฉาสือแบ่งความโดดเด่นมีหน้ามีตาอย่างถึง ที่สุดกันไปแค่สองคนแน่นอน”
“ครึ่งหมัดก่อนหน้านี้ รสชาติเป็ นเช่นไร?”
เฉินผิงอันตอบตามตรง “มีรสชาติยอดเยี่ยมเหมือนกินหม้อไฟ กับเหล้า”
บุรุษร่างกายาหัวเราะเสียงดังกังวาน “ดี คากล่าวนี้ดี เมื่อเวลา การลงโทษครบก าหนดได้หวนกลับโลกมนุษย์อีกครั้ง จะต้องกินหม้อ ไฟกับเหล้าสักมื้อแน่นอน”
เฉินผิงอันถามหยั่งเชิง “ขอแค่ผู้อาวุโสไม่ถือสา ไม่สู้ให้ผู้เยาว์ กลับภูเขาไปเตรียมหม้อไฟกับสุราเอาไว้ แล้วพาร่างจริงมาที่นี่ กิน กันให้อิ่มหนาสักมื้อ?”
ปฐมบรรพบุรุษสานักการทหารจุ๊ปาก “ขอแค่มีเรื่องให้ได้เปรียบ เจ้าก็ไม่ยอมปล่อยไปเลยจริงๆ นะ ติดตามอยู่ข้างกายเจ้าจะเรียนรู้ได้ ดีหรือ?”
เฉินผิงอันประหลาดใจยิ่งนัก ทาไมครั้งนี้ที่สองฝ่ ายกลับมาพบ เจอกันบนยอดเขาอีกครั้ง ปฐมบรรพบุรุษสานักการทหารถึงได้พูดจา มีความนัย แฝงกลิ่นอายแปลกๆ อยู่ตลอด?
ขนบธรรมเนียมของภูเขาลั่วพั่วข้าเป็ นอย่างไร เจ้ามีคุณสมบัติ มาชี้ไม้ชี้มือด้วยหรือ?
ชายฉกรรจ์ร่างกายาเอ่ย “เวลาร ้อยปีต่อจากนี้ ผู้ฝึกตนขอบเขต สิบสี่จะมีค่อนข้างเยอะ เพียงแต่ไม่รู ้ว่าพันปี ในอนาคต สุดท้ายจะ เหลืออยู่สักกี่คน”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ต่างคนต่างอาศัยความสามารถเดินไปเบื้อง หน้า ถึงเวลานั้นบุปผาจะผลิบานหรือไม่ จะออกผลหรือไม่ อนาคต เป็ นเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน”
แบกรับชื่อจริงเผ่าปีศาจ จากนั้นผสานมรรคากับกาแพงเมือง ปราณกระบี่ครึ่งหนึ่ง อันที่จริงชุดคลุมอาคมคราบร่างเขียนตัวนี้ของ เฉินผิงอันสามารถตั้งชื่อว่า “เฟิงเจิ้ง” (แต่งตั้งให้ถูกต้อง) ได้แล้ว
ผลคือการต่อสู้กับหม่าขู่เสวียนท าให้ชุดคลุมอาคมฉีกขาด และ ที่ใต้หล้าเปลี่ยวร ้างก็มีปลาหลุดลอดหว่างแหที่มีโอกาสให้ฉกฉวยอยู่ หลายตัว
นาทีถัดมา ดวงจิตนี้ของเฉินผิงอันก็กลับคืนสู่ร่างจริง อยู่ในเรือน แห่งหนึ่งของเนินฝูเหยา สามารถยืนพิงราวรั้วมองไกลๆ ไปเห็นภูเขา เที่ยวอวี๋ได้
บนยอดเขา ชายร่างกายาลุกขึ้นยืน มายังที่แห่งหนึ่ง เขา จาเป็ นต้องทรุดตัวลงนั่งยองแล้วก้มหน้าลงถึงจะมองสบตากับอีกฝ่ าย ได้พอดี
แม่นางน้อยที่ตัวดาเหมือนถ่านคนนั้น นางยกสองแขนกอดอก เอียงหัวคล้ายกับว่าคลางแคลงไม่เข้าใจอย่างยิ่ง เจ้าคนโง่ตัวใหญ่ผู้นี้
หรือว่าจะคุยโวให้อาจารย์พ่อของข้าฟังไปอย่างนั้นเอง อันที่จริงกิน เผ็ดไม่ได้ ดื่มเหล้าไม่เป็ น แค่คิดถึงว่าต้องกินหม้อไฟกับเหล้าก็รู ้สึก ทนไม่ไหวแล้ว? ฮ่า ตัวใหญ่เสียเปล่า ไร ้ประโยชน์จริงๆ เทียบกับ อาจารย์พ่อของข้าแล้วด้อยกว่าหนึ่งแสนแปดพันลี้
ชายร่างกายาที่มีสายตาอ่อนโยนอยากจะยื่นมือไปลูบศีรษะ น้อยๆ ของนาง แม่นางน้อยถลึงตาตวาดใส่ว่าอย่ามาแตะข้าผู้อาวุโส นะ
บุรุษที่เคยแทนที่ตาแหน่งของนักพรตคนแรกของโลกมนุษย์เดิน ขึ้นสวรรค์ต่อไปอีกครั้งยกฝ่ามือที่สั่นสะท้านน้อยๆ ปิดใบหน้าตัวเอง
……
จูเหลี่ยน ฉางมิ่งผู้คุมกฏแห่งภูเขาลั่วพั่ว เว่ยเสินจวินแห่งขุนเขา เหนือ
พวกเขาพร ้อมใจกันปรากฏตัว สาหรับทั้งสิบหกคนแล้วก็ถือว่า น่าตกใจมากพอแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมาเยือนของเย่โหยวเสิน จวินแห่งขุนเขาเหนื อที่ทั้งอยู่เหนือการคาดการณ์แล้วก็ทั้ง สมเหตุสมผล
ภูเขาเที่ยวอวี๋ แปดคนฝึกวรยุทธ กับอีกแปดคนที่ฝึกบาเพ็ญตน แยกกันอยู่
มาถึงบนภูเขาจูเหลี่ยนก็พาพวกเขาไปหาที่พักของตัวเอง เรือน พักสะอาดสะอ้านเรียบร ้อย แค่นี้เท่านั้น ทั้งไม่หรูหราแล้วก็ไม่มีกลิ่น อายเซียน
บรรพจารย์ผู้คุมกฏไม่มีกฎระเบียบหรือข้อห้ามอะไร แค่บอกให้ พวกเขาทาหน้าที่ของตัวเองให้ดี สามารถท าตัวตามสบายๆ ได้ ส่วน อะไรที่ถือว่าเป็ นหน้าที่ของตัวเอง อะไรคือคาว่าสบายๆ ล้วนไม่ได้ อธิบาย
อาจารย์หลักรองสองคนที่รับผิดชอบสอนหมัดให้กับคนทั้งแปด คือเจิ้งต้าเฟิงกับเฉินยวนจี พวกเขาต่างก็พักอยู่ในภูเขาด้วย
ตอนแรกอาจารย์เจิ้งอยากเป็ นเพื่อนบ้านกับอาจารย์เฉิน แต่ไม่ ส าเร็จ
และชายฉกรรจ์ที่ไม่เหมือนยอดฝีมือแม้แต่น้อยผู้นี้ พอเจอหน้า กันก็พูดกับพวกเขาอย่างน่าเชื่อถือ บอกว่าตัวเองคือปรมาจารย์ วิถีวรยุทธที่มีอยู่น้อยนิดในแจกันสมบัติทวีปคุณสมบัติในการฝึ ก หมัดยอดเยี่ยม สอนหมัดก็ยิ่งเป็ นเลิศ
พวกเจ้าต้องรู ้จักทะนุถนอมเห็นค่าให้ดี