กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1116.3 ภูเขาและทะเลเคลื่อนไหวอย่างน่าอัศจรรย์
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทที่ 1116.3 ภูเขาและทะเลเคลื่อนไหวอย่างน่าอัศจรรย์
เฉินชิงหลิวยังคงเอาสองมือไพล่หลัง สีหน้าเป็ นปกติ เพียงแต่ว่า ในดวงตามีแววดูแคลนเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน ยกเท้าข้างหนึ่งเหยียบ ลงบนธรณีประตู จุ๊ปากเอ่ย “แข็งแกร่งกว่าปีนั้นเล็กน้อย แค่หลบซ่อน ตัว ไม่ได้หนีไปไหน”
มังกรยักษ์สีขาวหิมะชูหัวที่สูงจั้งกว่าขึ้นมา ทว่าเพียงแค่การ กระทาที่เล็กน้อยนี้กลับเหมือนได้เผาผลาญพลังใจและตบะของมันไป จนหมดสิ้น
นางจ้องเขม็งไปที่…เพชรฆาตคนนั้น!
แค้นเลือดลึกล้าดุจมหาสมุทรก็หนีไม่พ้นเช่นนี้เอง
เฉินชิงหลิวยิ้มบางๆ “สิ้นหวังมากเลยใช่ไหม เป็ นขอบเขตสิบสี่ แล้ว แต่พอได้เจอข้ากลับค้นพบว่าแม้กระทั่งตัวเองจะเงยหน้าขึ้นก็ยัง ยากลาบากถึงเพียงนี้? ความหวังน้อยนิดเลือนรางสลายหายไปแล้ว ก็น่าจะเป็ นความสิ้นหวังที่แท้จริงแล้ว”
หวังจูพอจะรักษาจิตวิญญาณที่แท้จริงเสี้ยวหนึ่งไว้ได้อย่างพร่า เลือน นางเปิดปากพูดด้วยน้าเสียงแหบพร่า “เจ้าฆ่าข้า เจ้าก็ต้อง ขอบเขตถดถอย!”
้
กฎของศาลบุ๋น? ถูกลิขิตมาแล้วว่ามิอาจขัดขวางคนพิฆาต มังกรผู้นี้ได้
อีกทั้งหวังจูก็ไม่มีทางส่ายหางขอความสงสารจากศาลบุ๋น เด็ดขาด
เฉินชิงหลิวหัวเราะหยัน “วิถีทางโลกในทุกวันนี้ไม่เหมือนในอดีต ขาดมังกรที่แท้จริงหรือ? สังหารหวังจูไปคนหนึ่งก็ย่อมมีมังกรตัวที่ สองมาชดเชยตาแหน่ง มีเรื่องให้ต้องทากันแล้ว”
ศึกพิฆาตมังกรเมื่อสามพันปี ก่อน ฆ่าล้างจนใต้หล้าไม่เหลือ มังกรที่แท้จริง ถ้าสวรรค์หลีจูถูกสร ้างขึ้นมาจากความว่างเปล่า
เฉินชิงหลิวถอนตัวออกไปได้สาเร็จ นับแต่นั้นก็หายสาบสูญ ทว่าต่อให้เขาจะไม่ได้ปรากฏตัวอีก สามพันปีที่ผ่านมา บนโลกมนุษย์ ก็ยังไม่มีเผ่าพันธุ์มังกรตัวใดที่กล้าข้ามผ่านบ่อสายฟ้ าไปแม้แต่ครึ่ง ก้าว บนโลกมนุษย์ก็ยังไม่มีเผ่าพันธุ์มังกรตัวใดที่กล้าข้ามผ่าน
“เดิมทีก็แค่ผ่านทางมา ก็เลยแวะมาเป็ นแขกที่นี่เท่านั้น แต่ ประโยคนี้ของเจ้ากลับพูดได้ไม่น่าฟังเอาเสียเลย”
เฉินชิงหลิวยิ้มบาง “ถ้าอย่างนั้นก็เอาหัวนี้ของเจ้ามาลองขัด เกลาคมกระบี่ยาวสามพันปีดูสักหน่อยดีไหม?”
ดวงตาสีทองคู่นั้นของมังกรที่แท้จริงสีขาวหิมะเผยความลังเล อย่างเห็นได้ชัด หนวดมังกรสองข้างส่ายสะบัดเชื่องช ้ากระเพื่อมแผ่ ให้เกิดแสงสีทองบริสุทธิ์เป็ นระลอก
้
เฉินชิงหลิวมีฉายาอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครรู ้นั่นคือ “ชิงจู่” คนพิฆาตมังกรผู้นี้ยิ่งได้ครอบครองกระบี่บินตัวอักษรเดียวที่ถูก อ าพรางเอาไว้ ทว่ากลับไม่ได้เป็ นเช่นนี้ตั้งแต่แรก แต่เกิดจากผู้ฝึก กระบี่ที่ใช ้ศึกเลี้ยงศึก หล่อหลอมคมกระบี่ค่อยๆ ขัดเกลาไปทีละนิด วิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตของกระบี่บินก็คือคาคาเดียวเท่านั้น
ฟัน
เฉินชิงหลิวยื่นมือข้างหนึ่งออกไปคว้า น้าทะเลมากมายหาที่ สิ้นสุดไม่ได้ในอาณาเขตของจวนวารีพลันแห้งขอด สุดท้าย กลายเป็ นกระบี่ยาวสีเขียวเล่มหนึ่ง
กระบี่ยาวเล่มนี้ยกตั้งขึ้น เฉินชิงหลิวประกบสองนิ้วดีดไปเบาๆ ตัวกระบี่สั่นสะเทือน ส่งเสียงร้องดังไม่หยุด
หวังจูได้แต่ต้านทานพลังอานาจประหนึ่งบารมีแห่งวิถีสวรรค์ที่พุ่ง มาข่มทับขุมนั้นเอาไว้ แต่ก็ถูไถเต็มทีแล้ว เพียงแต่นางจะไม่ยอมยื่น คอรอให้อีกฝ่ ายมาตัดเด็ดขาด นางยกกรงเล็บออกไปจิกพื้นของ ต าหนักใหญ่เต็มแรง
เฉินชิงหลิวส่ายหน้า “ขอบเขตสิบสี่ใหม่เอี่ยมอย่างพวกเจ้า อ่อน หัดสิ้นดี”
้
หวังจูถูกสยบก าราบจนต้องถอนร่างจริงออกไป กลับคืนสู่ร่าง มนุษย์อีกครั้ง เลือดสดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด ขดตัวอยู่บนเก้าอี้ มังกร
และเวลานี้เอง เฉินชิงหลิวกาลังจะข้ามผ่านธรณีประตูเข้ามา ใช ้ กระบี่ตัดหัวแมลงน่าสงสารตัวนั้น แต่จู่ๆ เขากลับหยุดฝีเท้า ยิ้มด่าว่า “ตาเฒ่าอวี๋ เจ้านี่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น เสียจริง”
ที่แท้ข้างกายก็มีบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งเพิ่มมา เขาเองก็แต่งกาย ด้วยชุดเขียวของลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อเช่นเดียวกัน
เขาก็คือเฉินผิงอัน
เฉินชิงหลิวร ้องเอ๊ะ “พวกเจ้าสองคนไม่ใช่ว่าคลายพันธะสัญญา กันไปนานแล้วหรอกหรือ?”
เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มรับ “ถูกผูกพันธะสัญญาโดยไม่รู ้ตัว รอ กระทั่งคืนสติ พันธะสัญญานั้นก็คลายลงด้วยตัวเองแล้ว”
เฉินชิงหลิวเหล่ตามองเจ้าขุนเขาหนุ่ม จุ๊ปากพูด “เจ้าหนุ่ม มีคน รักอย่างหนึ่งเหยาอยู่แล้วยังไม่รู ้จักพออีกหรือ? เคี้ยวอยู่ในปาก ยัง คิดถึงอาหารที่อยู่ในหม้ออีก ไม่ดีกระมัง?”
เฉินผิงอันไม่รู ้ว่าควรจะหัวเราะหรือร ้องไห้ดี นี่มันอะไรกับอะไรกัน
้
“อยากช่วยนาง? จะช่วยอย่างไร? ก่อก าเนิดเล็กๆ ก่อก าเนิดน้อย คนหนึ่งที่กระโดดข้ามขอบเขตหยกดิบเป็ นเซียนเหรินก็กล้ามา ปรากฏตัวที่นี่แล้วหรือ?”
เฉินชิงหลิวหมุนตัว สะบัดกระบี่ยาวในมือง่ายๆ “ไม่พูดถึง ขอบเขตหรือว่าพูดถึงขอบเขตล่ะ?”
เฉินผิงอันมองหวังจูบนบัลลังก ์มังกรที่อยู่ในห้อง หวังจูสีหน้าแข็ง ค้างเป็ นน้าแข็งท่าทางไม่ค่อยรับน้าใจเท่าใดนัก
เฉินชิงหลิวถือกระบี่ด้วยมือข้างเดียว เดินก้าวไปทางเฉินผิงอัน ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “คิดแล้วก็ไม่เข้าใจ อยากรู ้จริงๆ ว่าเจ้าจะขวาง อย่างไร อาศัยว่าพวกเราแซ่เฉินเหมือนกันหรือ?”
เฉินผิงอันประสานมือคารวะ “บังอาจขอให้ผู้อาวุโสเก็บกระบี่”
อยู่ดีๆ หวังจูก็โมโหเดือดดาลอย่างไม่ทราบสาเหตุ กรีดร ้องเสียง แหลม “อย่าไปขอร ้องเขา!”
ตอนยังเยาว์ขอร ้องคนอื่น ตอนเป็ นหนุ่มสาวก็ขอร ้องคนอื่น ทุก วันนี้ยังจะขอร ้องคนอื่นอีกหรือ?!
ข้าหวังจูเป็ นขอบเขตสิบสี่แล้ว โชคชะตาของเจียวหลงในใต้หล้า มารวมอยู่บนร่าง เป็ นตายต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง ยังต้องให้เจ้ามา ยุ่งวุ่นวายอีกหรือ?!
้
เฉินผิงอันเหลือบตามองไปในต าหนักใหญ่ เอ่ยอย่างไม่สบ อารมณ์ว่า “หุบปากของเจ้าไปซะ”
หวังจูโมโหจนสั่นเพิ่มไปทั้งร่าง
เฉินชิงหลิวหัวเราะร่วนเอ่ยเตือน “เฉินผิงอัน คิดให้ดีล่ะ วันนี้เป็ น ศัตรูกับข้า ราคาที่ต้องจ่ายมีไม่น้อย โรคแฝงที่จะทิ้งไว้เบื้องหลังยิ่งมี มากกว่า”
เฉินผิงอันแววตาเด็ดเดี่ยว พูดเนิบช ้าว่า “เกี่ยวกับหวังจู อาจารย์ฉีได้ฝากความหวังไว้ให้ อย่างน้อยข้าต้องปกป้ องมรรคาให้ นางหนึ่งครั้ง อย่างน้อยที่สุดหากดูจากตอนนี้ หวังจูที่ออกมาจากถ้า สวรรค์หลีจูก็ไม่เคยมีการกระทาใดๆ ที่ล้าเส้น ตอนนี้ผู้อาวุโสจึงยังไม่ มีความจาเป็ นที่จะต้องออกกระบี่พิฆาตมังกร”
“อ้อ?” เฉินชิงหลิวกระตุกมุมปาก “ฉีจิ้งชุนบอกเจ้าเองกับปากหรือ?” เฉินผิงอันส่ายหน้า “อาจารย์ฉีไม่จ าเป็ นต้องพูดออกมา”
เฉินชิงหลิวยิ้มบางๆ “ขอบเขตเซียนเหริน ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ไม่สู้เจ้าเรียกซิ่วไฉเฒ่ามาเป็ นคนกลางไกล่เกลี่ย? ขณะเดียวกันข้าก็ มีคาแนะนาว่า ทางที่ดีที่สุดให้พาหลี่เซิ่งมาพร ้อมกันด้วย”
เฉินผิงอันเงียบงัน
้
เฉินชิงหลิวรออย่างอดทนอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะหยัน “คน คนหนึ่งไฉนถึงมีชีวิตได้น่าสงสารถึงเพียงนี้”
ส่ายหน้าแล้วเฉินชิงหลิวก็สะบัดข้อมือ กระบี่ยาวเล่มนั้นสลาย กลายเป็ นน้าทะเล “จะไม่รังแกเด็กรุ่นเยาว์ก็แล้วกัน จะถือเสียว่าเจ้า หนูเจ้าติดค้างการถามกระบี่ขอบเขตเดียวกันกับข้าครั้งหนึ่ง”
เฉินชิงหลิวมองหวังจู เอ่ยสัพยอกว่า “บุญคุณช่วยชีวิตสองครั้ง ไม่ควรใช ้เรือนกายตอบแทนสองครั้งหรอกหรือ? ข้าสามารถช่วยดู ต้นทางให้ได้นะ”
หวังจูยกแขนที่สั่นสะท้านขึ้น ก้มหน้าลง ใช ้ชายแขนเสื้อชุดคลุม มังกรเช็ดคราบเลือดบนใบหน้า
เฉินชิงหลิวเอาสองมือไพล่หลัง เอ่ยว่า “เซียนกระบี่ใหญ่เฉิน ไป เดินเล่นเป็ นเพื่อนข้าหน่อยดีไหม?”
เฉินผิงอันพยักหน้า
คาถามแรกของเฉินชิงหลิวอยู่เหนือการคาดการณ์ “ที่กาแพง เมืองปราณกระบี่ เฉินชิงตูเคยวิจารณ์ถึงเวทกระบี่สูงต่าบ้างหรือไม่?”
เฉินผิงอันตอบไปตามสัตย์จริง “เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสไม่เคย พูดถึงผู้อาวุโส”
เฉินชิงหลิวนวดคลึงปลายคาง “ช่างท าให้ไฟโทสะของคนลุก โหมจริงๆ”
้
เฉินผิงอันหัวเราะ
เฉินผิงอันถามอย่างใคร่รู ้ “มีเรื่องหนึ่งอยากจะถาม บนเส้นทาง การฝึกตนของผู้อาวุโสโจวจื่อเคยเล่นงานท่านหรือไม่?”
เฉินชิงหลิวหัวเราะฮ่าๆ “ข้าคนนี้ไม่ชอบกินอิ่มว่างงานแล้วยุ่ง เรื่องคนอื่นไม่เข้าเรื่องอีกทั้งข้าเองก็ไม่อาจกลายเป็ นผู้ฝึ กกระบี่ บริสุทธิ์ขอบเขตสิบห้าได้ เพราะข้าไม่บริสุทธิ์มากพอ”
เฉินชิงหลิวเปลี่ยนคาถามใหม่ “เมื่อครู่นี้ข้าร่ายเวทกระบี่ โชคชะตาน้าออกไป เจ้าคิดว่าห่างชั้นจากเฉินชิงดูแค่ไหน?”
เฉินผิงอันตอบไปตามตรง “หากไม่พูดถึงพลังพิฆาต ในด้านของ วิถีกระบี่ ต่างคนต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หากพูดถึงเวทกระบี่ก็มี ยังมีความต่างอยู่ไม่น้อย ต่อให้แต่ละคนจะอยู่ในขั้นสมบูรณ์แบบกัน แล้ว แต่ความสมบูรณ์ก็มีแบ่งน้อยใหญ่”
เฉินชิงหลิวพยักหน้า ไม่พูดไม่จาก็หมุนตัวกลับ
หวังจูในห้องโถงใหญ่ที่เพิ่งจะลุกขึ้นนั่งหน้าซีดขาวในชั่ววินาที อีกครั้ง
เฉินผิงอันได้แต่เอ่ยเสริมไปว่า “ผู้อาวุโสบอกว่าตัวเองถูกลิขิต มาแล้วว่าไม่อาจเป็ นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตสิบห้าได้ ผู้เยาว์คิดว่าเป็ นแค่ คาพูดเย้ยหยันตัวเอง พลังใจของชิงจู่ที่พกกระบี่ออกจากภูเขา เก็บ กระบี่หลบซ่อนตัวอย่างสันโดษต้องไม่มีทางต่าแค่นี้เป็ นแน่”
้
เฉินชิงหลิวอืมรับหนึ่งที
หากพูดถึงแค่พลังใจ ไม่พูดถึงความสาเร็จ นี่ก็ถือเป็ นความจริง อย่างหนึ่ง
คนทั้งสองเดินเคียงไหล่กันไปพร ้อมความเงียบงัน
ก่อนที่เฉินชิงหลิวจะออกไปจากจวนวารีมหาสมุทรบูรพาแห่งนี้ อยู่ดีๆ เขาก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ฝึ กตนไปจนถึงจุดสูงสุดของโลกมนุษย์ แล้วอย่างไร กลับกลายเป็ นว่าไม่มีอิสระที่สุดสร ้างลัทธิเรียกตัวเองเป็ น บรรพจารย์ก็จะรู ้สึกว่าฟ้ าดินคับแคบ”
พูดประโยคนี้จบ เฉินชิงหลิวก็อาศัยช่องทางกุยซวีเส้นหนึ่ง เดินทางกลับไปที่ใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง
เฉินผิงอันกาลังจะขี่กระบี่ออกเดินทางไปต่ออีกครั้ง
หวังจูที่กลับคืนมาเป็ นปกติแล้วมาอยู่ข้างกายเขา
เพราะถึงอย่างไรก็เป็ นขอบเขตสิบสี่ที่อยู่ในพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมของตัวเอง
เฉินผิงอันกล่าว “ปี นั้นการที่ข้าได้รับโชควาสนาครั้งนั้น ได้ กลายเป็ นผู้ครองกระบี่ ข้าทาอะไรคิดอะไร ไม่ใช่กุญแจสาคัญที่ แท้จริง สืบสาวราวเรื่องกันแล้วยังเป็ นเพราะความเชื่อใจที่อาจารย์ฉีมี ต่อข้า”
หวังจูเม้มปาก
้
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างเฉยเมย “ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่หรือไม่อยู่แล้ว ก็ อย่าทาให้ผู้ที่ฝากความหวังไว้ให้พวกเราต้องผิดหวัง”
หวังจูกัดริมฝีปาก
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ “ขอแค่เจ้าไม่เคยทาให้ อาจารย์ฉีผิดหวัง วันนี้ข้าขอร ้องผู้อาวุโสคนหนึ่งไม่ให้ออกกระบี่ วัน หน้าก็ไม่จ าเป็ นต้องขอร ้องอีก”
หวังจูหันมามองเพื่อนบ้านในอดีตคนนี้ นางยกมือขึ้นช ้าๆ
เฉินผิงอันขยับห่างไปด้านข้างหลายก้าวทันที สีหน้าเต็มไปด้วย แววระแวดระวัง
เพราะถึงอย่างไรขอบเขตก็ต่างกันอยู่สองขั้น
แววตาของหวังจูฉายแววหยอกเย้า มือที่ยกขึ้นลูบไปบนเส้นผม ตรงจอนหู
เฉินผิงอันดีดปลายเท้า แสงกระบี่ประหนึ่งรุ ้งยาวพุ่งออกไปจาก จวนวารี
……
วิถีทางโลกที่สงบสุข ทั่วพื้นดินคือวสันตฤดู กลิ่นควันในการปรุง อาหารตามหมู่บ้านชนบทลอยโชย มีแขกมาจากทางทิศตะวันตก บน เส้นผมยังเปียกชิ้นไปด้วยหยดฝนดอกซิ่ง
้
ภูเขาลั่วพั่ว วันนี้มีผู้เฒ่าร่างผอมบางแต่งกายด้วยชุดลัทธิเต๋คน หนึ่งมาเยือน ตรงเอวของเขาห้อยกระบวยน้าเต้า ด้านหลังสะพายห่อ พิณ ท่าทางเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง
เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยบังเอิญมาดื่มชาที่โต๊ะวันนี้พอดี มาราลึก ความหลังกับนักพรตเซียนเว่ยผู้ขยันหมั่นเพียรที่ได้เลื่อนขั้นเป็ น เจ้าของภูเขาลูกหนึ่งแล้ว
แขกที่มาเยือนบอกว่าตัวเองชื่อชุยเฉิงเซียน นักพรตหลูซาน ฉายาหวังเจี้ยน เพราะไม่คิดจะขึ้นเขาจึงไม่ได้บันทึกชื่อกับนักพรต เซียนเว่ย
นักพรตเฒ่าค่อนข้างคุยเก่ง บอกว่าเชี่ยวชาญการดีดพิณที่ ตระกูลเหลยเป็ นผู้สร ้าง ได้เจอกับเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยที่คุยเก่ง เหมือนกันจึงพูดคุยกันอย่างถูกคอ นักพรตเฒ่าจึงปลดห่อพิณลง แล้วแสดงฝีมือ
เจี่ยเฉิงเอ่ยชื่นชมไม่ขาดปาก พูดคาพูดที่มาจากใจจริงว่า “ดั่ง เสียงสวรรค์อย่างแท้จริง เสียงเสนาะกังวาน ไม่มีการปรุงแต่ง สูงส่ง เกินสามัญ”
อันที่จริงผู้ฝึกลมปราณที่แสร ้งทาเป็ น “เดินผ่าน” ตีนเขาอย่าง ชุยเฉิงเซียนนี้ มีอยู่เป็ นประจา เพียงแต่ว่าคนที่กล้านั่งลงข้างโต๊ะ เหมือนอย่างนักพรตเฒ่ากลับมีอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น
้
ชุยเฉิงเซียนดื่มชา เขาถูกชะตากับเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยอย่างมาก คุยกันเหมือนเหยียบเปลือกแตงโม ไถลไปถึงตรงไหนก็คุยไปถึงตรง นั้น ก็การพูดคุยกันนี่นะ ไม่ต้องมีพิธีรีตองพูดไปตามเรื่องตามราว เวลานี้จึงพูดว่าตัวเองมีสหายอยู่คนหนึ่ง
ถือว่ามีอนาคตในวงการขุนนาง เคยเป็ นเจ้ากรมพิธีการของ แคว้นหนึ่ง เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยรู ้ทันแต่ไม่พูดออกมา สหายที่แต่ง ขึ้นมาเองสินะ
ชุยเฉิงเซียนพูดต่ออีกว่า “ผินเต้าพบเจอกับเขาตอนยังเยาว์ ตอนที่เป็ นมี่ซูหลางก็ได้รู ้จักกับเด็กหนุ่มเย่อหยิ่งคนนี้ที่รับหน้าที่เป็ น ชานเว่ยหลาง”
เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยถามหยั่งเชิง “ตั้งตัวจากการเป็ นขุนนาง หรือ?”
ชุยเฉิงเซียนพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม พูดเปิ ดเผยจุดด้อยของ ตัวเอง “ตั้งตัวจากการเป็ นขุนนางจริงๆ ก็คือต าแหน่งมีซูหลางที่หาก ยืนหยัดอยู่ในต าแหน่งย่อมได้มีผลงาน ส่วนผลงานจะเป็ นเช่นไรก็อยู่ ที่ฝีมือของตัวเอง”
เจี่ยเฉิงลูบหนวดยิ้มเอ่ย “สหายมีชาติกาเนิดที่ดี มิน่าเล่าไม่ว่าจะ เป็ นค าพูดค าจาหรือการกระท าก็ล้วนสง่างามได้อย่างเป็ นธรรมชาติ เช่นนี้”
้
ชุยเฉิงเซียนเล่าเรื่องของสหายคนนั้นต่อไป คนเกเรกลับตัวได้มี ค่ายิ่งกว่าทองคา จากเด็กหนุ่มที่มุทะลุบุ่มบ่าม ทาตัวกร่างอยู่ในเมือง หลวง พลันคืนสติในฉับพลัน เริ่มหันมาตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หลังจาก เป็ นเจ้าพรมพิธีการแล้วก็เคยเสนอแนะต่อฮ่องเต้ว่า จักรพรรดิ ผู้ปกครองแคว้น ขุนนางผู้บริหารบ้านเมือง นับถือพระพุทธเจ้าจากใจ จริงย่อมเป็ นเรื่องดี แต่กลับไม่ควรประจบเอาใจพระพุทธเจ้าเพียง อย่างเดียว หากใช ้เลือดเนื้อของปวงประชาจนหมดสิ้น ตั้งโต๊ะถวาย การบูชา หากพระพุทธเจ้าศักดิ์สิทธิ์จริงย่อมต้องตอบรับ เผาผลาญ คลังสมบัติของชาติ การทาไร่ทานาเสียหาย สิ้นเปลืองทรัพยากรแรง คน แต่กลับแลกมาด้วยความสุขหรือบุญผล ผลบุญที่ได้จะเกินกว่าที่ ตั้งใจไว้ ฝึกฝนพระธรรม สามารถบาเพ็ญเป็ นบุญส าหรับชาติหน้า แต่การบ าเพ็ญตนให้ดี รักษาครอบครัวให้เรียบร ้อย ปกครอง บ้านเมืองให้สงบของลัทธิขงจื๊อกลับสามารถแก้ปัญหาของทุกวันนี้ได้ จักรพรรดิรุ่นที่สองกลับเปลี่ยนไปใช ้คนละแนวทาง เริ่มหันมาเลื่อมใส หลักการของลัทธิเต๋า หันไปท าลายวัดและพระพุทธรูป ยังคงเป็ นผู้ เฒ่าที่เพิ่งได้รับยศไท่เป่า (ที่ปรึกษาหรืออาจารย์ของรัชทายาท) ของ รัชทายาทคนนี้ที่ต่อต้านการทาลายพระพุทธศาสนาเลื่อมใสบูชาเต๋า ของฮ่องเต้อย่างเปิดเผย เหตุผลก็คือปัจจุบันคือสิ่งที่อยู่ใกล้ ชาติหน้า คือสิ่งที่อยู่ห่างไกล ละทิ้งสิ่งที่อยู่ใกล้ไปแสวงหาสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวคือ ความผิดพลาด ถ้าอย่างนั้นชาติหน้าห่างไกล ปัจจุบันนี้อยู่ใกล้ ดูแค่ วันนี้กับพรุ่งนี้ ไม่ดูชาติหน้า ก็ผิดเช่นเดียวกัน คนทั้งราชสานัก บ้าง
้
ก็บอกว่าเขาแสวงหาชื่อเสียงจอมปลอม อายุมากแล้วไม่รู ้จักประพฤติ ตัวให้ดี มีเพียงคนจานวนน้อยที่คิดว่าเขาคือผู้รอบรู ้ที่แท้จริง
กล่าวมาถึงตรงนี้ นักพรตเฒ่าก็ยกฝ่ ามือที่แห้งเหี่ยวขึ้นตบห่อ พิณที่วางอยู่บนโต๊ะเบาๆ “นับตั้งแต่อายุน้อยจนแก่ชรา ล้วนเป็ น สหายสนิทกัน แต่เมื่อเขาเป็ นขุนนาง ผินเต้าฝึกตนเป็ นเซียนก็ยิ่งเดิน ยิ่งห่างไกลกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ วันเวลาผันผ่าน ได้กลับคืนมายัง สถานที่เดิมอีกครั้ง วันวานในอดีตล้วนถูกฝนและลมพัดพาผ่านไป แล้ว เรือนของสหายเก่ามีหญ้าขึ้นปกคลุมรกชัฏ ไม้เก่าผุเอนเอียง กิ่งไม้เหมือนเส้นเอ็น มีเพียงดอกไห่ถังโบราณดอกเดียวที่ยังคงมาด แห่งความสง่างามเหมือนในวันวาน ประหนึ่งสาวงามแห่งยุคสมัยที่ได้ แต่ชื่นชมความงามของตัวเองเพียงล าพัง”