กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1145.3 ใครกล้าก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทที่ 1145.3 ใครกล้าก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์
บทที่ 1145.3 ใครกล้าก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์
ป๋ายอวี้จิงกับหลินเจียงเซียน ต่างก็รอ “เฉิน” อยู่? ป๋ายอวี้จิงรอให้เจ้าลัทธิใหญ่โค่วหมิงผสานมรรคาสำเร็จ แยนกั๋วจี้กวานคนสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่กำลังรออิ่นกวาน? ปัญหานั้นอยู่ที่ว่า ฝ่ายหลังรอจนได้เจอแล้ว แล้วควรจะทำอย่างไรต่อ?…
สถานที่ต้องห้ามที่ไม่อาจพูดถึง ได้เจอกับเจิ้งจวีจงก็ไม่เสียแรงที่เดินทางมาในครั้งนี้ เมื่อมั่นใจแล้วว่าเขาจะไม่ลงมือกับป๋ายอวี้จิงชั่วคราว เจ้าลัทธิลู่ก็สามารถกลับบ้านได้อย่างวางใจ คือคุณงามความดีที่ประจักษ์ครั้งหนึ่ง! คนเราเมื่อเจอกับเรื่องน่ายินดีย่อมสดชื่นแจ่มใส คลอเพลงพื้นบ้านที่จังหวะเพี้ยนไม่เข้าทำนอง ชายแขนเสื้อของชุดคลุมเต๋าสองข้างสะบัดสูงกว่ากวานเต๋าที่สวมอยู่บนศีรษะเสียอีก
ลู่เฉินร้องเอ๊ะหนึ่งที พลันหยุดเดิน ยกฝ่ามือมาป้องตรงหว่างคิ้ว ทอดสายตามองไปถึงกับมองเห็นเงาร่างหนึ่งอยู่ไกลๆ ลู่เฉินเขย่งปลายเท้า เพ่งสายตามองแล้วก็รู้สึกยินดีอย่างล้นเหลือ ไม่คิดเลยว่าจะมีคนมีชีวิตมาอยู่ที่นี่ คนต่างถิ่นที่ชะตาชีวิตน่าสงสาร คนบ้านเดียวกันมาเจอคนบ้านเดียวกัน น้ำตาเอ่อคลอกลบสองตา ลู่เฉินดีดปลายเท้าหนึ่งที ร่ายเวทหลบหนีพุ่งไปทางสหายคนนั้น ไม่ลืมเปิดปากส่งเสียงเตือนให้อีกฝ่ายรู้ถึงการดำรงอยู่ของตัวเอง หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ จะทำลายความปรองดองต่อกันเสียเปล่าๆ
เห็นเพียงผู้ฝึกตนที่มีใบหน้าเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ทั้งๆ ที่เป็นผู้บรรลุมรรคาที่คุณความชอบบุญกุศลแทบจะสมบูรณ์ แต่กลับเหมือนไม้เก่าแก่แห้งเหี่ยวที่ไร้พลังชีวิตซึ่งกำลังผุเปื่อยไปช้าๆ ผู้ฝึกตนนั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศ ในมือถือแส้ปัดฝุ่น กำลังฝึกลมหายใจเข้าออก
ทุกครั้งที่หายใจจะต้องมีลมปราณสองกลุ่มที่สอดแทรกไว้ด้วยห้าสีถูกพ่นออกมาจากจมูก เหมือนแม่น้ำไหลเชี่ยวกรากไม่ขาดสาย ลำพังแค่วิธีการนี้ ไม่ว่าจะเอาไปวางไว้ในใต้หล้าแห่งใด หากคนอื่นมาเห็นเข้าก็จะต้องร้องเรียกด้วยความตกตะลึงว่าเทพเซียนผู้เฒ่า ท่านช่างมีมาดแห่งเซียนยิ่งนัก
เพียงแต่ว่าบริเวณโดยรอบเบาะรองนั่งกลับมีเถ้าถ่านกองเต็มพื้น รวมตัวกันหนาแน่นไม่สลายหายไปไหน วันแล้ววันเล่า สะสมจากเดือนเป็นปี กลายเป็นชั้นหนา หากมองอย่างละเอียดก็จะสังเกตเห็นว่าเบาะรองนั่งใบนั้นก็คือเถ้าถ่านพวกนี้ที่กองรวมตัวกัน เหมือนวงปีของไม้เก่าแก่ที่หมุนวนเป็นวงแล้ววงเล่า
ลู่เฉินเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สนใจตนก็ได้แต่ยื่นมือมาป้องข้างปาก
“สหาย สหาย มาพูดคุยกันหน่อยได้ไหม?”
ผู้ฝึกตนลืมตาขึ้นช้าๆ ตรงหลังมือก็มีเถ้าถ่านร่วงเผลาะลงมาอีก ผู้ฝึกตนถอนหายใจเบาๆ เป่าลมเบาๆ ออกจากปากหนึ่งที เถ้าถ่านพวกนั้นก็ลอยไปตกอยู่ตรงจุดหนึ่งของวงปีเบาะรองนั่ง
“สหายมาทำอะไรที่นี่?”
ผู้ฝึกตนเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ภาษาที่พูดเป็นภาษาที่ลู่เฉินรู้จักพอดี คือภาษากลางของยุคโบราณในสถานที่แห่งหนึ่ง นึกออกแล้ว คือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมไช่โจวของอาจารย์อาปี้เซียว?
ในใจลู่เฉินเกิดความใกล้ชิดสนิทสนม เกินครึ่งน่าจะเป็นสหายที่ทำให้อาจารย์อาโมโห ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะไปหลบอยู่ที่ไหนก็ไม่วางใจ ก็เลยได้แต่มาหลบอยู่ที่นี่ คนที่กล้าหาเรื่องอาจารย์อาปี้เซียว เชื่อว่าตบะต้องไม่มีทางแย่ไปยังไงแน่
ลู่เฉินคารวะตามขนบลัทธิเต๋าอย่างถูกต้องตามระเบียบ
“เสี่ยวเต้าลู่เฉิน ตั้งใจมาเยี่ยมเยือนผู้อาวุโสที่นี่”
นักพรตสายตามืดลึก กวาดตามองการแต่งกายของนักพรตหนุ่มแล้วก็เงียบไปพักใหญ่ ก่อนถามว่า
“เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวที่มีอีกฉายาว่านักพรตไช่โจวผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว? เป็นขอบเขตสิบห้าแล้วหรือยัง?”
เห็นว่าน้ำเสียงยามพูดคุยของอีกฝ่ายมีพลังเต็มเปี่ยม ดูจากใบหน้าก็อิ่มเอิบสดใส คาดว่าน่าจะเป็นคนใหม่ที่เพิ่งมาถึงที่นี่ได้ไม่นานนัก คนที่มาอยู่ที่นี่ ไม่ว่ารากฐานเส้นสายการสืบทอดจะเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ก็ล้วนมาอยู่เพื่อหลบหายนะ แต่กลับต้องถูกสวรรค์ขัดเกลา ลู่เฉินพยักหน้าเอ่ย
“สิบห้าแล้ว เพิ่งจะกลับไปยังใต้หล้ามืดสลัวได้แค่ไม่กี่ปีก็เป็นสิบห้าแล้ว คือเรื่องดียิ่งใหญ่ที่คนทั้งใต้หล้าร่วมกันเฉลิมฉลอง ทางฝั่งของป๋ายอวี้จิงก็ยังถึงกับเป็นฝ่ายไปร่วมแสดงความยินดีด้วยตัวเอง”
นักพรตได้ยินประโยคนี้ จิตแห่งมรรคาก็สั่นสะเทือน ยากที่จะเก็บอารมณ์เอาไว้ได้ ใบหน้าเผยความหวาดกลัว ไม่คิดจะสนอะไรอีกแล้ว นักพรตสะบัดชายแขนเสื้อ รีบยกมือขึ้นทำมุทรา
เมื่อนักพรตทำมุทราคำนวณ ระหว่างปลายนิ้วก็มีลำแสงไหลริน รัศมีแสงเป็นชั้นๆ กระเพื่อมแผ่ออกไปเผยให้เห็นภาพบรรยากาศที่มหัศจรรย์เกินกว่าจะบรรยายมากมาย สีหน้าของนักพรตค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นมืดทะมึน จ้องเขม็งไปยังนักพรตหนุ่มที่พูดจาเหลวไหลเต็มปากผู้นี้
“จงใจหลอกลวง ผลาญจิตใจของข้า สนุกนักหรือ?”
ลู่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่ห่างไปไม่ไกล ยิ้มถามว่า
“ผู้อาวุโสไม่ลองถือโอกาสคำนวณโชคชะตาของ “ลู่เฉิน” ไปพร้อมกันด้วยเลยเล่า?”
สีหน้าผู้ฝึกตนเดี๋ยวมืดเดี๋ยวมว่าง สุดท้ายรู้สึกจนใจยิ่งนัก ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ยิ่งแผ่กลิ่นอายแห่งความหม่นหมอง
“เจ้าเป็นใครกันแน่ ขอบเขตอะไร สถานะอะไร เกี่ยวข้องอะไรกับข้าด้วย”
ลู่เฉินพยักหน้า
“มีเหตุผล”
ผู้ฝึกตนคนนั้นค่อนข้างจะประหลาดใจ
และเวลานี้เอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในห้องหัวใจ
“ไม่ไปก็ย่อมต้องมีเหตุผลที่ไม่ไป”
เด็กชายผมขาวเหมือนถูกกระบองฟาด เส้นเอ็นหัวใจขึงตึง ยืนอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับก้าวไปไหน คล้ายกับถูกร่ายเวทกักร่าง มีแสงสีทองเม็ดหนึ่งสาดยิงออกมาจากหว่างคิ้วของเขา อู๋ซวงเจี้ยงพลันเผยกาย เดินตรงไปเบื้องหน้า
“ตามมา”
เด็กชายผมขาวไหล่ลู่คอตก ท่าทางอ่อนระโหยโรยแรง กลัวยิ่งนัก ด้วยนิสัยของเฉินผิงอัน ในเมื่อรับปากอู๋ซวงเจี้ยงแล้วว่าจะดูแลเด็กชายผมขาวให้ดีก็ต้องทำอย่างสุดความสามารถที่มี ไม่มีเลอะเลือนแน่นอน
อันที่จริงผลลัพธ์คร่าวๆ จากการที่กลุ่มของอู๋ซวงเจี้ยงถามมรรคาต่อป๋ายอวี้จิง ไม่แน่ว่าเฉินผิงอันอาจจะรู้เร็วกว่าผู้ฝึกตนบนยอดเขาของใต้หล้ามืดสลัวด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่นตอนที่ขุนนางผู้เรียบเรียงตำราของภูเขาลั่วพั่วขอบเขตถดถอยจนแทบจะ “ไร้ขอบเขต” ก็คือช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตวิญญาณของสหายคงโหวผู้นี้อ่อนแอที่สุด ตอนนั้นเฉินผิงอันก็รู้แล้วว่าอู๋ซวงเจี้ยงที่อยู่ในอาณาเขตของป๋ายอวี้จิงจะต้อง “กายดับมรรคาสลาย” ไปแล้วอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุผล ด้วยความรู้สึก จะทางส่วนรวมหรือทางส่วนตัว ภูเขาลั่วพั่วก็ควรจะจัดหาผู้ปกป้องมรรคาคนหนึ่งให้กับเด็กชายผมขาวทันที ยกตัวอย่างเช่นเซี่ยโก่ว หรือไม่ก็เฒ่าหูหนวก สรุปก็คืออย่างน้อยต้องเป็นขอบเขตบินทะยานถึงจะได้ แต่ในเมื่อเฉินผิงอันไม่ได้ทำเช่นนี้ นั่นก็คือคำตอบอย่างหนึ่งอยู่แล้ว คำตอบนี้ไม่จำเป็นต้องให้อู๋ซวงเจี้ยงที่เคยไปเยือนเรือราตรี ใต้หล้าเปลี่ยวร้างและใต้หล้าห้าสีมาบอกเฉินผิงอัน
ด้วยสติปัญญาความสามารถของอู๋ซวงเจี้ยง เขาย่อมมีเวทลับที่บุกเบิกช่องทาง “เชื่อมฟ้า” ที่เทพไม่รู้ผีไม่เห็นเส้นหนึ่ง ให้ป๋ายอวี้จิงและศาลบุ๋นต่างก็ไม่อาจสัมผัสได้ถึงร่องรอยของเขา เปลี่ยนดินแดน แน่นอนว่าหากจะบอกว่าศาลบุ๋นกับป๋ายอวี้จิงมีใจ ตั้งสมมติฐานถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งขึ้นมาว่า อู๋ซวงเจี้ยงสามารถ “ยืมศพคืนวิญญาณ” หลังจากนั้นอาศัยสิ่งนี้มาย้อนวิเคราะห์ความจริงและขั้นตอน จับตามองภูเขาลั่วพั่ว คิดดูแล้วก็คงหาเบาะแสได้
แต่ปัญหานั้นอยู่ที่หลี่เซิ่งเคยไปเยือนเมืองหลวงต้าหลีแล้ว เหล่าลูกศิษย์ผู้เป็นที่ภาคภูมิใจหลายคนของปรมาจารย์มหาปราชญ์ เนื่องจากเรื่องของการแต่งตั้ง ก็ยิ่งเคยมาเยือนภูเขาลั่วพั่วแล้ว…ในเมื่อพวกเขาต่างก็ไม่ได้พูดอะไร ถ้าอย่างนั้นท่าทีที่ศาลบุ๋นมีต่อเรื่องนี้จึงคู่ควรให้คนขบคิดมาโดยตลอด ก่อนหน้านี้ผู้ครองกระบี่ปรากฏกายที่ใต้หล้ามืดสลัว ไม่ใช่เป็นการสำแดงอำนาจบารมีที่เฉินผิงอันมีต่อป๋ายอวี้จิง แต่เป็นการเตือนอู๋ซวงเจี้ยงอย่างหนึ่ง ตามข้อตกลง สามารถลงมือได้แล้ว
หลิวเสี่ยงหมอบกราบอยู่กับพื้น หลังยึดตัวขึ้นแล้วก็หยุดคิดอยู่พักหนึ่ง เดินก้าวหนึ่งข้ามทวีปออกไป มายังใบถงทวีป เพียงไม่นานข้างกายของหลิวเสี่ยงก็มีสหาย “ถงเย่” ที่สีหน้าเฉยเมยเย็นชาเพิ่มมา เห็นเพียงว่าบนศีรษะของเขาสวมกวานหยก ดวงตาทั้งคู่เป็นสีทอง ตรงเอวเหน็บเครื่องประดับกุยหยก รูปโฉมเหมือนคนโบราณ มีกลิ่นอายของอ๋องและโหว ทว่าใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยด่าง อีกทั้งเครื่องแต่งกายบนร่างยังเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง บ้างก็เป็นชุดสีเขียวรัดเข็มขัดหยก บ้างก็เป็นชุดไว้ทุกข์สีขาว หรือไม่ก็สวมเสื้อเกราะ
นี่ก็คือการผสานมรรคาที่เกิดจากการชักนำของการโคจรลมปราณในใบถงทวีป หรือควรจะพูดว่าเป็นแสดงฤทธิ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลิวเสี่ยงเอ่ย
“เหล่าอริยะปราชญ์แห่งศาลบุ๋นเป็นกังวลต่อธวัลทวีปอย่างมาก ถ้าอย่างนั้นข้าก็ขอลำเอียงสักหน่อย อุตรกุรุทวีปไม่ชอบอยู่ในการควบคุมมากที่สุด ข้าจึงโปรดปรานพวกเขา ใบถงทวีปของพวกเจ้าแต่ไหนแต่ไรมาก็ปิดกั้นข่าวสารมากที่สุด ข้าถึงยอมให้เจ้าจำแลงออกมา ในอนาคตวันใดที่เขาไปเยือนสนามรบของเปลี่ยวร้าง ไม่ว่าจะไปด้วยสถานะแบบใด เจ้าก็ต้องตามไปด้วย ถือเสียว่าเป็นมอบของขวัญกลับคืนให้เปลี่ยวร้างด้วยกัน”
ไม่รู้ว่าเหตุใด เจียงเซ่อถึงได้รู้สึกว่าเฉินผิงอันที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเขาเปลี่ยนมาเป็นไม่คุ้นเคย ถึงกับทำให้ในใจของปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารอย่างเขาเกิดจิตสังหารที่เกิดจากการช่วงชิงบนมหามรรคา ทั้งยังรู้สึกกดดัน เฉินผิงอันพูดกับตัวเองว่า
“ในที่สุดก็นึกออกแล้ว บรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคาไปแล้ว จะเกิดเหตุพลิกผันที่ไม่เคยมีมานานหมื่นปี ผู้คนแย่งชิงกันข้ามฝั่ง ผู้ที่บรรลุมรรคามีเพียงหนึ่งเดียว ที่แท้ศิษย์พี่ชุยก็คิดคำนวณไว้ได้นานแล้ว”
“ให้ศิษย์น้องเล็กมาเป็นผู้บัญชาการสำนักการทหาร”
“ให้เฉินผิงอันเป็นผู้ก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์”