กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 940.2 ใบท้อพบเจอดอกท้อ
นักพรตเนิ่นเห็นเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ขอแค่คุณชายของตนได้อ่านหนังสือก็จะต้องขมวดคิ้ว จริงจังก็จริงจังอยู่หรอก แต่จะอ่านเข้าหัวกี่มากน้อย หึหึ
พูดถึงแค่ตำรา ‘หลอมภูเขา’ เล่มที่อยู่ในมือ นักพรตเนิ่นอยากจะให้คุณชายเปิดอ่านดู ผลคือหลี่ไหวโบกมือส่ายหน้าโดยตรง บอกว่าจะให้ข้าอ่านตำราเล่มนี้ทำไม? อ่านเข้าใจหรือ? ต่อให้อ่านเนื้อหาเข้าใจ ด้วยคุณสมบัติของข้าจะสามารถฝึกตนได้หรือ? นักพรตเนิ่นเจ้าคิดอะไรอยู่ จงใจอยากเห็นเรื่องตลกของข้าหรือ?
แต่บอกตามตรง นักพรตเนิ่นรู้สึกว่าต่อให้ตัวเองได้ ‘หลอมภูเขา’ ครึ่งเล่มล่างมา สำหรับเรื่องของการเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ นักพรตเนิ่นก็ไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อย
หยวนโส่วผู้นั้นอาศัยสงครามใหญ่ครานั้นกลืนกินภูเขาของสองทวีปอย่างฝูเหยาและใบถงไปกี่มากน้อย? แล้วอย่างไร? ก็ยังเป็นขอบเขตบินทะยานอยู่เหมือนเดิมไม่ใช่หรือ
อีกอย่างในใต้หล้าไพศาลแห่งนี้ ก่อนหน้านี้นักพรตเนิ่นใช้ฉายาว่าหลงซานกง ใช้สถานะของคนที่ชื่อว่าโอ่วหลูเดินทางท่องไปทั่วใต้หล้า ก็พอจะเดาเบาะแสออกได้แล้วว่า เหวยเซ่อแห่งธวัลทวีป ผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งซึ่งเคยถูกขนานนามว่าคุณสมบัติบดขยี้คนขอบเขตเดียวกันผู้นี้ เคยเจอกับความยากลำบากใหญ่หลวงบนอักษรคำว่า ‘ภูเขา’ มาก่อน มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าการเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตสิบสี่ครั้งหนึ่ง หรืออาจถึงสองขั้นล้วนไร้ผล เหวยเซ่อถึงได้หมดอาลัยตายอยากเช่นนี้
“เหล่าเนิ่น”
นักพรตเนิ่นถามอย่างกังขา “คุณชาย มีอะไรหรือ?”
หลี่ไหวกล่าว “ข้ามีความคิดที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างอย่างหนึ่ง เจ้าลองฟังดูก็แล้วกัน หากพูดไม่ถูก แล้วเจ้ารู้สึกว่าไร้สาระก็อย่าหัวเราะ”
เวลานี้นักพรตเนิ่นก็เริ่มตีหน้าเคร่งกลั้นขำแล้ว “เชิญคุณชายพูดได้เลย”
หลี่ไหวเอ่ยเสียงเบาว่า “เหล่าเนิ่น ขอบเขตของเจ้าสูงขนาดนี้ หากบอกว่าอาศัยการขนย้ายภูเขา กินรากภูเขาแต่ละเส้น จากนั้นอาศัยวิชาอภินิหารในการย่อยพวกมัน แน่นอนว่าย่อมเพิ่มตบะได้ ค่อยๆ ขยับขอบเขตให้สูงทีละเล็กทีละน้อย แต่ข้ากลับรู้สึกว่า…ห่างจากการเป็นเทพเซียนบนภูเขาของพวกเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งห่างจากมหามรรคา…สำหรับในใจของผู้ฝึกตนที่บรรลุมรรคา ยังมีระยะห่างอยู่อีกมาก ตำราโบราณในมือเจ้าเล่มนี้ไม่ได้ชื่อว่า ‘หลอมภูเขา’ หรอกหรือ หลังจากหลอมมันแล้วก็จะได้เห็นสถานที่ที่ไม่ขาดสายน้ำ ขาดก็แต่ภูเขาหรือไม่ ถ้าอย่างนั้นบางครั้งเจ้าก็พ่นภูเขาออกมาสักสองสามลูกเถอะ…ก็เหมือนอย่างในตำราที่ข้าเพิ่งอ่านเมื่อครู่นี้ มีประโยคหนึ่งบอกว่า ‘ฝึกวิชาสามพันถึงขั้นสมบูรณ์ ก็เพื่อสร้างรากฐานแห่งมรรคกถา’ คำว่ารากฐานที่ว่านี้ก็คือพูดถึงบ้านเรือนที่มนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเราพักอาศัย ไม่ได้พูดถึงรากภูเขาตีนเขาสักหน่อย ข้ารู้สึกว่ามีเหตุผลมากเลย เดี๋ยวนะ ขอให้ข้าได้เปิดดูก่อน นี่ไง ยังมีประโยคนี้ คนที่เขียนตำราเล่มนี้ยังบอกไว้อีกประโยคว่า ‘ลงน้ำหลอมไฟ พักภูเขาหลอมหยก ไยต้องบอกท่านว่าเป็นถ้ำสวรรค์’ …ดูเหมือนว่ายังมีประโยคนี้ด้วย ‘อาศัยหินของภูเขาลูกอื่นมากลึงเป็นหยก หินภูเขาคือภูเขานอกกาย หยกนี้คือภูเขาในใจ’ ไม่ว่าจะเป็นคำกล่าวที่ว่าฟ้าดินคือบิดามารดาของหมื่นสรรพสิ่งที่ลัทธิเต๋ากล่าวถึง หรือคำว่านักเดินทางในฟ้าดินของนักประพันธ์ และยังมีคำว่า ‘ฟ้าและคนรวมเป็นหนึ่ง’ ที่สามลัทธิอย่างขงจื๊อพุทธเต๋าชอบพูดถึง ข้ารู้สึกว่าสืบสาวราวเรื่องกันแล้ว คืออะไรนั้นบอกได้ยาก แต่อย่างน้อยข้าก็มั่นใจในเรื่องหนึ่งว่ามันต้องไม่ใช่…เรื่องที่คล้ายคลึงกับการเล่นหมากล้อม ไม่จำเป็นต้องแบ่งแพ้ชนะ ไม่ใช่ว่าเจ้ามากข้าน้อย เรื่องของการฝึกตนไม่ใช่ความสัมพันธ์ในทางตรงข้ามที่ว่าเจ้ามีข้าไม่มี เจ้าเพิ่มข้าจึงลด เมื่อเอามาใช้กับเจ้าเหล่าเนิ่น หากเอาแต่คอยค้นหาเทือกเขา ขุนเขาและเส้นชีพจรมังกรจากฟ้าดินอยู่ตลอด ต้องกินไปตลอดทาง เมื่อไหร่จะถึงจุดสิ้นสุด? คงไม่อาจกินห้าขุนเขาที่มีชื่อเสียงในใต้หล้าลงไปทั้งหมดหรอกกระมัง? ถ้าหาก ข้าพูดว่าถ้าหากนะ ถ้าหากตลอดทั้งฟ้าดินสามารถถูกมองเป็นผู้ฝึกตนใหญ่บางคนที่คล้ายคลึงกับองค์เทพที่ศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็พระภิกษุสมณศักดิ์สูงเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม คิดดูแล้วเมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับการเอาแต่ได้ไม่รู้จักเสียสละอย่างไม่มีวันหมดสิ้นของผู้ฝึกตนในโลกมนุษย์ก็คงรู้สึกรำคาญเหมือนกันกระมัง ใช่เหตุผลข้อนี้หรือไม่? แต่ข้าเป็นคนนอกในเรื่องของการฝึกตน ก็แค่พูดเหลวไหลไปสองสามประโยคเท่านั้นเอง”
แรกเริ่มนักพรตเนิ่นยังมีสีหน้าผ่อนคลาย แต่พอได้ยินหลี่ไหวพูดคำว่า ‘มหามรรคา’ ออกมา จิตแห่งมรรคาก็พลันสั่นสะเทือน อยู่ดีๆ นักพรตเนิ่นก็กระปรี้กระเปร่าได้ทันใด ยืดเอวตรง นั่งสงบสำรวมตามจิตใต้สำนึก รอกระทั่งหลี่ไหวเอ่ยคำว่า ‘รากฐานแห่งมรรคกถา’ สีหน้าของนักพรตเนิ่นก็แปรเปลี่ยนไม่แน่นอน พอเอ่ยคำว่า ‘พักภูเขาหลอมหยก’ นักพรตเนิ่นก็ดีใจจนหลงระเริง…หลงลืมทุกอย่างไป…
รอกระทั่งหลี่ไหวพูดจนปากคอแห้งผากแล้วจึงหยุดเสียงลง ก็ไม่สนว่าเหล่าเนิ่นฟังแล้วจะหัวเราะเยาะรู้สึกว่าน่าขันหรือไม่ ถึงอย่างไรหลี่ไหวก็ได้พูดจนตัวเองรู้สึกกระอักกระอ่วนเต็มที่ไปแล้ว
พูดจาสะเปะสะปะไม่มีลำดับ เหยียบเปลือกแตงโมลื่นไปถึงตรงไหนก็ตรงนั้น ไม่มีระเบียบขั้นตอน...
หากเฉินผิงอันอยู่ด้วยก็ดีน่ะสิ
ผู้เฒ่าชุดเหลืองพลันคืนสติ ยื่นมือมาตบธรณีประตูที่อยู่ใต้ก้นเบาๆ พึมพำว่า “ข้าบรรลุมรรคาแล้ว ข้ามองเห็นมรรคาแล้ว”
หลี่ไหวก้มหน้าลงมองหน้าปกของตำราเล่มนั้น คนที่เขียนหนังสือเล่มนี้แซ่หลวี่นามเหยียน
นักพรตเนิ่นสีหน้าสดใสแช่มชื่น ดวงตาทั้งคู่เหมือนมีประกายแสงพริบพราวกระเพื่อมไม่หยุด เงยหน้าถามว่า “คุณชาย ตำราเล่มนี้ใครเป็นคนเขียนหรือ?”
หลี่ไหวยิ้มกล่าว “หลวี่เหยียน ดูเหมือนจะเป็นนักพรตคนหนึ่ง”
นักพรตเนิ่นถามอย่างสงสัย “อักษรตัวไหน เหยียนที่แปลว่าภาษาหรือ? หรือว่าเหยียนที่แปลว่าหินผา?”
หลี่ไหวกล่าว “เหยียนที่มีอักษรซานอยู่ด้านล่างอักษรผิ่นอยู่ข้างบน”
นักพรตเนิ่นลุกขึ้นยืน สะบัดชายแขนเสื้อ หันหน้าเข้าหาหลี่ไหวและโต๊ะตัวนั้น ก้มคารวะสามกราบ กราบหลี่ไหว กราบตำรา กราบหลวี่เหยียน
เรือนหลังที่อยู่ใกล้กัน เฉินหลิงจวินนั่งยองอยู่บนขั้นบันได มองกวอจู๋จิ่วที่ฝึกท่าหมัดเดินนิ่งพลางส่งเสียงฮื่อฮ่าไปด้วย
ทางฝั่งของพรรคหวงเหลียงนี้ บนภูเขาไม่มีธรรมเนียมกินอาหารคืนข้ามปี เฉินหลิงจวินกับนักพรตเนิ่นช่วยกันออกความคิดว่าเป็นแขกควรตามใจเจ้าบ้าน จึงละเว้นเอาไว้ ไม่อย่างนั้นจะดูเรื่องมากเกินไป และมีแต่จะทำให้พรรคหวงเหลียงรู้สึกลำบากใจ
เฉินหลิงจวินถาม “กวอจู๋จิ่ว เจ้าเป็นผู้ฝึกกระบี่นะ ทำไมต้องฝึกท่าเดินนิ่งวิชาหมัดอยู่ทุกวันด้วย?”
กวอจู๋จิ่วกระโดดขึ้นสูง หมุนตัวเหวี่ยงเท้า พอพลิ้วกายลงบนพื้นแล้วก็เอ่ยว่า “ความมานะชดเชยข้อบกพร่องได้”
เฉินหลิงจวินกลอกตามองบน ข้าถามเจ้าเรื่องนี้หรือ?
กวอจู๋จิ่วพลันเอ่ยว่า “คนที่ชื่อหวงชงผู้นั้นเป็นฮ่องเต้จริงๆ หรือ?”
หวงชงผู้นั้นคือฮ่องเต้คนแรกที่กวอจู๋จิ่วได้เห็นหลังจากมาเยือนใต้หล้าไพศาล
เฉินหลิงจวินลุกขึ้นยืน สองมือเท้าเอวฉับ เชิดหน้าพูด “เจ้าหมายถึงพี่น้องหวงชงของข้าน่ะหรือ เขาย่อมต้องเป็นฮ่องเต้ของหนึ่งแคว้นอยู่แล้ว ไม่มีมาดอะไรเลยใช่ไหม ก็แค่พฤติกรรมยามดื่มเหล้าแย่ไปสักหน่อย เรื่องอื่นๆ ที่เหลือก็หาข้อบกพร่องไม่เจอแล้ว”
พูดมาถึงตรงนี้ เฉินหลิงจวินก็เอ่ยอย่างน่าสงสารว่า “ข้าได้ป่าวประกาศออกไปแล้ว กวอจู๋จิ่ว วันหน้าหากอยู่กับนายท่าน เจ้าช่วยพูดจาดีๆ แทนข้าสักสองสามประโยคได้ไหมล่ะ”
กวอจู๋จิ่วอืมรับ “แน่นอนอยู่แล้ว”
กลับกลายเป็นว่าเฉินหลิงจวินต้องอึ้งงันเสียเอง “หา? เจ้ายินดีช่วยจริงๆ หรือ?”
กวอจู๋จิ่วถามอย่างสงสัย “ข้าเจออาจารย์พ่อก็มีคำพูดเป็นกระบุงใหญ่อยากจะพูด ก็แค่ช่วยพูดจาดีๆ แทนเจ้าไม่กี่คำ เหมือนใส่ตะแกรงใบเล็กลงไปในกระบุงใบใหญ่ มีอะไรให้ยินดีไม่ยินดีกัน”
เฉินหลิงจวินพยักหน้ารัวเร็วเหมือนไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก ในใจรู้สึกอุ่นซ่าน เกือบจะน้ำตาไหลออกมาเสียแล้ว
เว่ยซานจวินที่ไร้คุณธรรมในยุทธภพสิบคนก็สู้กวอจู๋จิ่วที่มีใจของจอมยุทธผู้ผดุงคุณธรรมไม่ได้จริงๆ!
กวอจู๋จิ่วพลันหยุดท่าเดินนิ่ง “ไปหาหลี่ไหวนะ”
เฉินหลิงจวินลุกขึ้นยืน ถามอย่างง่ายๆ “ไปทำอะไร?”
แต่กวอจู๋จิ่วเป็นคนคิดเร็วทำเร็วมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ดีดปลายเท้าหนึ่งทีก็กระโดดขึ้นไปบนหัวกำแพง เอ่ยว่า “ไปหาหลี่ไหว ให้เขาร่ายวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตน่ะสิ ศิษย์พี่หญิงใหญ่เคยบอกว่าศักดิ์สิทธิ์มากเลยล่ะ ทดลองหลายครั้งก็ยังไม่พลาด!”
เฉินหลิงจวินรู้สึกหัวโตขึ้นมาทันใด รู้ว่ากวอจู๋จิ่วพูดเรื่องอะไรอยู่ นางพูดถึงเรื่องที่ทุกครั้งที่หลี่ไหววาดยันต์ผีลงบนพื้น เขียนชื่อว่าเฉินผิงอันลงไป ก็จะได้พบนายท่านบ้านตนทุกครั้ง เฉินหลิงจวินเงยหน้ามองเจ้าคนที่ไปยืนอยู่บนหัวกำแพงเรียบร้อยแล้ว เอ่ยว่า “หลี่ไหวพูดจาเหลวไหล เผยเฉียนก็ส่งต่อข่าวลืออย่างส่งเดช เจ้าก็เชื่อจริงๆ หรือ?”
เรือนกายของกวอจู๋จิ่วเหมือนนกที่บินจากไปไกล ทิ้งประโยคหนึ่งไว้ว่า “เชื่อแล้วจะเสียเงินหรือไร”
เฉินหลิงจวินครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ฟังแล้วก็เหมือนจะถูกอยู่นะ?
จึงรีบตะเบ็งเสียงทันใด “รอข้าด้วย!”
เพียงแต่ว่าความเคยชินที่ชอบปีนข้ามกำแพงไม่เดินเข้าประตูใหญ่นี้ของกวอจู๋จิ่วก็ช่างทำให้คนยากจะบรรยายเป็นคำพูดได้จริงๆ
คราวหน้าที่เจออาจารย์พ่อของนาง นายท่านของตน ตนจะต้องแอบฟ้องสักหน่อย
ทางฝั่งของหน้าประตูภูเขามีนกยันต์ตัวหนึ่งส่งข่าวไปถึงศาลบรรพจารย์ภูเขาโหลวซาน นกกระดาษกระพือปีกบินวาดลำแสงสีเหลืองอยู่กลางอากาศ ตรงดิ่งไปที่ภูเขาบรรพบุรุษ
ทั้งเป็นการส่งข่าว และยิ่งเป็นการรายงานข่าวดี
ผู้ฝึกตนอายุน้อยสองคนที่รับหน้าที่เฝ้าประตูชั่วคราว หนึ่งชายหนึ่งหญิง ต่างก็เป็นขอบเขตถ้ำสถิต แต่กลับเป็นคนที่พรรคหวงเหลียงฝากความหวังไว้ให้ในอนาคต อาศัยโอกาสนี้มาฝึกประสบการณ์ในโลกมนุษย์เล็กๆ ครั้งหนึ่งที่ตีนเขา ส่วนคนเฝ้าประตูตัวจริงที่ทำอะไรรอบคอบรัดกุมมากกว่าคนนั้น ก่อนหน้านี้ไม่นานได้นำพาแขกกลุ่มหนึ่งที่มาร่วมงานพิธีขึ้นเขาไปแล้ว ยังไม่กลับลงมา
คนทั้งสองหน้าแดงก่ำ เบิกตากว้าง ทำท่าราวกับว่าหากมองน้อยกว่านี้อีกสักหน่อยก็จะขาดทุน เขม้นตาเพ่งมองคนชุดเขียวอย่างเต็มที่
หากไปเจอคนชุดเขียวตรงหน้าผู้นี้โดยบังเอิญนอกภูเขา คงไม่กล้าเชื่อว่าเป็นเขาจริงๆ
เฉินผิงอันเพียงแค่ผงกศีรษะยิ้มบางๆ ให้พวกเขา บุรุษคลี่ยิ้มกว้าง สตรีเม้มปาก คงเป็นเพราะยังคิดไม่ได้ว่าควรจะเปิดปากอย่างไรจึงจะเหมาะสม เลยยังไม่มีใครพูดอะไร
สำนักโองการเทพที่มีฐานะเป็นอดีตผู้นำบนภูเขาของแจกันสมบัติทวีป สำหรับผู้ฝึกตนของทั่วทั้งทวีปแล้วย่อมเป็นบุคคลที่ชื่อเสียงโด่งดังดุจอสนีบาต
เพียงแต่ว่าไม่เคยได้ยินชื่อ ‘อารามชิวหาว’ มาก่อนเลยจริงๆ
ส่วนพื้นที่มงคลถ้ำเมฆาของใบถงทวีปก็มีชื่อเสียงเลื่องลือเหมือนกัน เป็นพื้นที่ส่วนตัวของอดีตเจ้าสำนักเจียงแห่งสำนักกุยหยกที่มีชื่อเสียงสูงส่งคุณธรรมโดดเด่นผู้นั้น
หนีเซียนซือผู้นี้รับหน้าที่เป็นเค่อชิงของพื้นที่มงคลถ้ำเมฆาได้ อีกทั้งยังจับมือมาเยือนพร้อมกับอิ่นกวาน ก็จะต้องเป็นคนมหัศจรรย์ที่มรรคกถาสูงส่งคนหนึ่งแน่นอน
มีเพียงผู้ฝึกตนหญิงที่มีนามว่าชิงถงผู้นั้น นางบอกว่าตัวเองมาจากภูเขาเซียนตูใบถงทวีป พวกเขากลับไม่รู้ความเป็นมาแล้ว
“โชคจากไปทองเหมือนเหล็ก โชคมาเยือนเหล็กเหมือนทอง พรรคหวงเหลียงแห่งนี้เจอกับช่วงเวลาอันดี อีกทั้งยังเป็นเหมือนคนตีเหล็กที่ตัวเองต้องแข็งแรงเสียก่อน อย่างน้อยที่สุดภายในเวลาสามร้อยห้าร้อยปี เกาเจิ่นก็สามารถนอนหนุนหมอนสูงอย่างไร้กังวลได้แล้วจริงๆ”
ลู่เฉินสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ เงยหน้ามองไปทางศาลบรรจพารย์ของภูเขาโหลวซาน ใช้เสียงในใจพูดกลั้วหัวเราะคิกคักว่า “ได้ยินว่ามาเกาเจิ่นที่เป็นเจ้าประมุขคนปัจจุบันของพรรคหวงเหลียงยังเป็นผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งด้วย? ชื่อนี้ของเจ้าประมุขเกาช่างตั้งได้ดี ดีจริงๆ (ชื่อเกาเจิ่นออกเสียงเหมือนกับคำว่าหมอนสูง) รอให้ผินเต้ากลับไปถึงใต้หล้ามืดสลัว วันใดเจอตัวอ่อนด้านการฝึกตนที่ถูกใจ คิดจะรับไว้เป็นลูกศิษย์ก็จะต้องตั้งฉายาให้เขา ให้ชื่อว่า ‘อู๋โยว’ (ไร้กังวล) ยังต้องบอกเขา หรือไม่ก็นางด้วยว่า หากในอนาคตฝึกตนประสบความสำเร็จ สามารถมาเที่ยวเยือนใต้หล้าไพศาลได้จะต้องมาเป็นแขกที่พรรคหวงเหลียงแห่งนี้ เอ่ยขอบคุณเซียนกระบี่ที่ชื่อว่าเกาเจิ่นสักคำ”
เฉินผิงอันเหล่ตามองลู่เฉิน
ลู่เฉินเอาอย่าง เหล่ตามองชิงถง
ชิงถงรู้สึกอ่อนใจเป็นทบทวี ข้าสู้พวกเจ้าสองคนไม่ได้ แต่ข้าก็ไม่ใช่คนโง่หรอกนะ
แน่นอนว่าชิงถงฟังความนัยในประโยคของลู่เฉินออก
ลู่เฉินกลับไปถึงใต้หล้ามืดสลัวแล้วอาศัยโชคและความถูกชะตารับลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนใหม่มาในอนาคต ผู้ฝึกลมปราณที่วันหน้าจะมีฉายาว่า ‘อู๋โยว’ ผู้นี้ ต่อให้บนเส้นทางของการฝึกตนจะราบรื่นอย่างถึงที่สุด เรื่องของการฝ่าทะลุขอบเขตก็เหมือนผ่าลำไม้ไผ่ แต่หากคนผู้นี้คิดจะข้ามใต้หล้าเดินทางไกล ถ้าอย่างนั้นอย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตบินทะยาน จากนั้นมาเยือนภูเขาลูกนี้ ได้เห็นเกาเจิ่นกับตาตัวเอง เอ่ยขอบคุณกับปากตัวเอง นี่ก็หมายความว่าเกาเจิ่นแห่งพรรคหวงเหลียงจะต้องรอให้ได้ถึงวันนั้น
และผู้ฝึกตนคนหนึ่ง คิดจะกลายเป็นขอบเขตบินทะยาน อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลานานเป็นพันปี ถึงขั้นที่ว่าสองสามพันปีก็ยังปกติอย่างมาก ต่อให้คนผู้นี้จะเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าลัทธิสามแห่งป๋ายอวี้จิง ฐานกระดูกดี ลู่เฉินที่เป็นอาจารย์เองก็ยินดีจะถ่ายทอดวิชาคาถาให้ด้วยตัวเอง จากนั้นมอบทั้งโชควาสนาและสมบัติวิเศษแห่งฟ้าดินให้กับเขาไปทั้งหมด หนึ่งพันปี ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นเรื่องอีกหนึ่งพันปีให้หลังแล้ว
พูดถึงแค่นักพรตฉุนหยางท่านนั้น เขาเองก็เอ่ยประโยคว่า ‘บรรลุมรรคามาแปดร้อยกว่าสารทฤดู ยังไม่เคยใช้กระบี่บินตัดหัวคน’ เหมือนกันไม่ใช่หรือ?
คำว่า ‘บรรลุมรรคา’ ของหลวี่เหยียนหมายถึงตัวเองสร้างโอสถ ส่วนคำที่ว่าแปดร้อยร้อนหนาวที่ไม่เคยเรียกกระบี่บินออกมาก็พูดถึงช่วงเวลาแห่งการฝึกตนก่อนที่จะได้พิสูจน์มรรคากลายเป็นบินทะยาน
นอกจากนี้คนอย่างหนิงเหยาแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ เฝ่ยหรานแห่งใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ถึงอย่างไรก็เป็นกรณียกเว้นที่เป็นหนึ่งไม่เป็นสองของใต้หล้าแห่งหนึ่ง
นี่ทำให้รู้ได้ว่ากาลเวลาในการฝึกตนของผู้ฝึกกระบี่เกาเจิ่นต้องไม่มีทางสั้นแน่นอน
คิดดูแล้วเจ้าประมุขคนปัจจุบันของพรรคหวงเหลียงที่เรื่องของการสร้างโอสถถือว่าค่อนข้างมีอุปสรรคผู้นี้ วันหน้าคงต้องมีโชควาสนาอย่างอื่นอีกเป็นแน่
ลู่เฉินยิ้มกล่าว “พวกต่งซานเกิงล่ะ เจ้าลืมไปแล้วหรือ? ยังมีใต้เท้าอิ่นกวานที่อยู่ใกล้เพียงตรงหน้านี้อีก เจ้ากล้ามองไม่เห็นหรือไร?”
ชิงถงกระวนกระวายไม่เป็นสุข เจ้าลัทธิลู่ไม่ได้บอกตนอย่างเป็นนัยว่านอกจากเฉินผิงอันที่อยู่ใกล้เพียงตรงหน้าผู้นี้แล้วยังมีอาจารย์เจิ้งที่อยู่ไกลสุดขอบฟ้าอยู่อีกคนหรอกหรือ?
ลู่เฉินกลอกตามองบน “สหายชิงถง เจ้าคงไม่ฉลาดเกินไปหรอกกระมัง?”
เฉินผิงอันเอ่ยเตือนว่า “อีกเดี๋ยวพอไปถึงบนภูเขา เจ้าอย่าก่อเรื่องอะไร”
ลู่เฉินหัวเราะร่าเอ่ยว่า “เวลาผินเต้าออกจากบ้านมักจะทำตัวดีกับคนอื่นเสมอ”
เฉินผิงอันยิ้มรับ
ลู่เฉินถาม “เจ้าว่าเกาเจิ่นจะระดมกำลังใหญ่โต เรียกเอาสมาชิกของศาลบรรพจารย์ทั้งหมดเฮโลกันมารับขบวนเสด็จที่ตีนเขานี่หรือไม่?”
หนีหยวนจานยิ้มกล่าว “ไม่ว่าอย่างไรพรรคหวงเหลียงก็เป็นจวนเซียนที่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อน ไม่ใช่พวกคนในหมู่ชาวบ้านร้านตลาดที่พอนายอำเภอเข้ามาในหมู่บ้านชนบทแล้วจะต้องตีฆ้องตีกลองแสดงถึงพิธีการอันยิ่งใหญ่”
—–