กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 944.1 ผลักดันสิ่งเก่าแนะนำสิ่งใหม่
ลู่เฉินเดินออกมาจากศาลาลมที่มีกรอบป้ายคำว่า ‘เชียนชิว’ กลอนคู่ก็มีแค่อักษรสองคำอย่าง ‘ฝัน’ และ ‘ตื่น’ หลังจากเดินลงบันไดมาแล้วก็หันหน้ากลับไปมองแวบหนึ่ง
ไม่รู้ว่าคราวหน้าที่ได้หวนกลับคืนมายังสถานที่เดิมจะเป็นเวลาใด
“สถานะของเหยาเหล่าโถวอาจารย์ผู้เฒ่าของเตาเผาพวกเราปีนั้น เจ้าที่มาตั้งแผงดูดวงก็รู้แล้วใช่หรือไม่?”
“ตอนนั้นผินเต้ายังไม่ค่อยแน่ใจในสถานะของตาเฒ่าเหยาสักเท่าไร แค่พอจะเดาได้บ้างหลายส่วน การอนุมานความลับสวรรค์อยู่ในถ้ำสวรรค์หลีจูคือเรื่องที่กินแรงแล้วยังไม่ได้ผลประโยชน์มากที่สุด ง่ายมากที่จะได้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม”
“เจ้าคิดว่าอาจารย์ฉีรู้หรือไม่?”
“ฉีจิ้งชุนอยู่ในถ้ำสวรรค์หลีจูนานถึงหกสิบปี อีกทั้งยังมีสถานะเป็นอริยะผู้เฝ้าพิทักษ์ เกินครึ่งก็น่าจะรู้มานานแล้ว ดังนั้นภายหลังเมื่อผินเต้าทบทวนกระดานในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดินท่องแม่น้ำแห่งกาลเวลามารอบหนึ่งก็รู้สึกประหลาดใจเป็นทบทวีจริงๆ”
เมืองเล็กสะสมทัณฑ์สวรรค์ใหญ่มหาศาลมานานสามพันปี รวมถึงผลกรรมทั้งหมดของชาวบ้านในเมืองเล็ก ล้วนถูกกำหนดมาแล้วว่าไม่มีทางหลบเลี่ยงได้ ไม่มีทางหล่นลงสู่ความว่างเปล่า แต่คนที่ยินดีเก็บกวาดเรื่องเละเทะครั้งนี้ อันที่จริงนอกจากฉีจิ้งชุนแห่งลัทธิขงจื๊อแล้วยังมีเหยาเหล่าโถวที่ประวัติความเป็นมาลึกล้ำเกินจะคาดเดา นั่นคือมาจากดินแดนพุทธะสุขาวดี
ดังนั้นแรกเริ่มเมื่อฉีจิ้งชุนเตรียมจะพาจ้าวเหยาออกไปจากถ้ำสวรรค์หลีจู หากไม่เป็นเพราะรู้เรื่องนี้อยู่แล้วจึงจากไปอย่างวางใจ ไม่อย่างนั้นก็เพราะแน่ใจในเรื่องนี้แล้ว แต่กลับไม่เปลี่ยนความตั้งใจเดิม เพียงแค่ใช้เวทอำพรางตาอย่างหนึ่ง ส่วนเหตุผล ก็น่าจะเป็นกรอบป้ายสี่อักษรของซุ้มก้ามปูในเมืองเล็กคำว่าตังเหรินปู้รั่ง? (ไม่เกี่ยงงอนในภาระหน้าที่ที่พึงทำ) แล้ว?
พูดง่ายๆ ก็คือ หากใช้ความเห็นของลู่เฉิน ก็เหมือนว่าตน ศิษย์พี่อวี้โต้วและป๋ายอวี้จิงทั้งแห่งต่างก็ถูกเหยาเหล่าโถวขุดหลุมหลอกให้ตกลงไปอย่างแรง
แต่ลู่เฉินก็ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างยินยอมพร้อมใจ ในเมื่อฝีมือสู้คนอื่นไม่ได้ก็จงยืนนิ่งๆ ให้โดนตีแต่โดยดี
ก็เหมือนอย่างที่ลู่เฉินพูดเอง เขายังคงประมาทเกินไป ก่อนจะออกเดินทาง การไขความฝันและจิตธรรมที่ถูกเก็บรวบรวมมายังอยู่ไกลเกินกว่าคำว่าพอ เพียงแต่นึกว่าตัวเองให้ความสำคัญมากพอแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับยังดูแคลนรากฐานของถ้ำสวรรค์หลีจูและความซับซ้อนของเส้นสายทั้งหลายมากเกินไป
“ศาลบุ๋นปฏิบัติต่ออาจารย์ฉีในปีนั้น เหมือนกับที่ปฏิบัติต่อการพกกระบี่ออกเดินทางไกลไปเยือนฝูเหยาทวีปของอาจารย์ป๋ายในภายหลังหรือไม่?”
“อืม ค่อนข้างเหมือน ดังนั้นถึงได้มีเสียงถอนหายใจจากจอมปราชญ์น้อยแห่งศาลบุ๋นอย่างไรเล่า”
“จิตสังหารที่แท้จริงดูเหมือนจะเกิดขึ้นจากตัวอักษรแห่งชะตาชีวิตตัวที่สองที่อาจารย์ฉีเรียกออกมา? มหามรรคาของป๋ายอวี้จิงใหญ่แค่นี้เองหรือ?”
“นี่ก็คือบัญชีเลอะเลือนบัญชีหนึ่งที่อาม่าบอกว่าตัวเองมีเหตุผล อากงก็พูดว่าตัวเองมีเหตุผล”
บนเส้นทางของการเดินทางไกล เด็กหนุ่มจากตรอกหนีผิงไม่เคยเป็นฝ่ายไปเยือนสถานศึกษาของลัทธิขงจื๊อ อารามเต๋าหรือวัดวาอารามที่ควันธูปโชติช่วงแห่งใดด้วยตัวเองมาก่อน
ครั้งแรกที่ยอมแหกกฎดูเหมือนจะเป็นที่วัดซินเซียงของพื้นที่มงคลดอกบัว ไปพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับภิกษุเฒ่ารูปนั้น รวมไปถึงภายหลังที่ไปเยือนอารามจินกุ้ยแคว้นชิงหลวน เข้าร่วมงานพิธีบนภูเขาครั้งแรกในชีวิต นอกจากสำนักศึกษาซานหยาที่อาจารย์ฉีสร้างขึ้นด้วยมือตัวเองแล้ว ก็มีแค่ใช้สถานะอิ่นกวานในภายหลังมาเข้าร่วมการประชุมของศาลบุ๋นแผ่นดินกลางเท่านั้นจริงๆ
ก่อนหน้านั้น เด็กหนุ่มรองเท้าแตะในเวลานั้นก็เหมือนกบใต้บ่อตัวหนึ่งที่เห็นเพียงดวงจันทร์ในน้ำที่อยู่ใต้บ่อ ไม่เคยเห็นท้องฟ้า หรือควรจะพูดว่าท้องฟ้าที่เงยหน้ามองเห็นก็ใหญ่เท่าแค่ปากบ่อเท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นเหตุใดเจ้าถึงได้ยินดีมอบดวงจันทร์เฮ่าไฉ่ของใต้หล้าเปลี่ยวร้างให้กับใต้หล้ามืดสลัวที่มีศิษย์พี่อวี้โต้วเป็นผู้ดูแลหนึ่งร้อยปี?”
“คนละเรื่องกัน อวี๋โต้วเองก็ไม่ยินดีข้ามใต้หล้านำกระบี่มาให้อาจารย์ป๋ายยืมเหมือนกัน”
“ตอนที่คนบางคนไปเป็นแขกที่ป๋ายอวี้จิงเคยพูดประโยคประหลาดอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุกับผินเต้า บอกว่าตอนที่ศิษย์พี่อวี๋โต้วเป็นผู้ดูแลป๋ายอวี้จิง บนเส้นทางของใต้หล้ามืดสลัวก็ไม่รู้ว่าล้อรถบดขยี้ดอกไม้ต้นไม้ริมทางไปกี่มากน้อย ทว่าคนขับรถกลับมองเห็นเป็นเรื่องปกติ จนถึงทุกวันนี้ผินเต้าก็ยังไม่เข้าใจว่าประโยคนี้ของเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่? แน่นอนว่าไม่ได้บอกว่าแม้แต่ความหมายตามตัวอักษรผินเต้าก็ยังไม่เข้าใจ แต่เป็นเพราะประหลาดใจว่าสรุปแล้วเขาพูดถึงใครกันแน่?”
“คือผีตนหนึ่งที่กลัวผีมาก ต่อมาก็ไม่กลัวแล้วซึ่งถือว่าไม่ง่ายเลย สุดท้ายจะกลัวหรือไม่กลัวก็ดูเหมือนว่าจะไม่สำคัญอีกแล้ว”
เฉินผิงอันพูดคุยกับลู่เฉินไปเช่นนี้ตลอดทาง กลับไปที่บ้านพักด้วยกัน แม้แต่ชิงถงกับนักพรตเนิ่นก็ยังมองความผิดปกติใดๆ ไม่ออก
ก่อนจะลงจากภูเขา เฉินผิงอันได้มอบของขวัญแสดงความยินดีให้กับศาลบรรพจารย์ภูเขาโหลวซานหนึ่งชิ้น อวยพรให้โอสถทองหนุ่มคนนั้นบุกเบิกยอดเขาได้สำเร็จ
คือลูกธนูดอกหนึ่งที่แกะสลักเป็นลายเมฆ และมีอักษรคำว่า ‘เวลา’ ซึ่งได้มาจากนครอวี้ป่านราชวงศ์อวิ๋นเหวินของใต้หล้ามืดสลัว ได้ถูกเฉินผิงอันที่ตอนนั้นมีมรรคกถาขอบเขตสิบสี่ลบผลกรรมทั้งหมดทิ้งไปแล้ว
ถึงอย่างไรก็มีราคามากกว่าเงินฝนธัญพืชสองเหรียญมากนัก
ก่อนหน้านี้ตอนเจอกับฮ่องเต้หวงชง เฉินผิงอันก็มอบของขวัญแสดงความยินดีในการกอบกู้แคว้นของแคว้นเมิ่งเหลียงไปชิ้นหนึ่งเหมือนกัน
เขามอบก้อนหมึกสีแดงสดบนภูเขาก้อนหนึ่งให้ฮ่องเต้หนุ่ม มีตัวอักษรสีทองสามคำว่า ‘ถนอมดุจทองคำ’
นอกจากนี้เฉินผิงอันยังมอบพู่กันด้ามไม้ไผ่ซึ่งทำจากกรรมวิธีลับของจวนซานจวินมหาบรรพตอุดรภูเขาพีอวิ๋นที่แกะสลักคำว่า ‘เขียวขจีนานหมื่นปี’ ให้กับฮ่องเต้หนุ่มด้วย
เล่าลือกันว่าไผ่เขียวที่เอามาทำกระบอกไม้ไผ่มาจากไผ่เขียวของภูเขาชิงเสินถ้ำสวรรค์จู๋ไห่แผ่นดินกลาง ด้วยเหตุนี้จึงมีจำนวนน้อยมาก ล้ำค่าหาได้ยากยิ่ง ในอาณาเขตของขุนเขาเหนือต้าหลีเคยมีพวกชอบสอดรู้สอดเห็นทำการคำนวณอย่างละเอียดบอกว่า งานเลี้ยงท่องราตรีถูกจัดขึ้นหลายครั้งขนาดนั้น ทว่าพู่กันไม้ไผ่ที่ซานจวินเว่ยป้อมอบออกไปต้องไม่มีทางเกินสิบด้ามแน่นอน
หนีหยวนจานคิดว่าจะอยู่ในอาณาเขตของแคว้นเมิ่งเหลียงแห่งนี้นานกว่าที่คาดการณ์ไว้สักระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับไปยังพื้นที่มงคลถ้ำเมฆาของสกุลเจียง
แน่นอนว่าเพื่อมอบโอสถทองเม็ดนั้น แต่จะมอบให้ใคร หนีหยวนจานย่อมมีแผนการเป็นของตัวเอง ปีนั้นเจ้าอารามผู้เฒ่าได้ทิ้งเบาะแสไว้เส้นหนึ่ง
เพียงแต่ว่าเรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องบอกให้คนนอกรู้
ส่วนเฉินผิงอันกับลู่เฉิน หากทั้งสองฝ่ายสามารถอาศัยความสามารถของตัวเองอนุมานทิศทางการดำเนินไปของเรื่องนี้ออกมาได้อย่างแม่นยำ มองข้ามการดำรงอยู่ของเจ้าอารามผู้เฒ่าคนหนึ่งได้อย่างสิ้นเชิง จากนั้นทำอะไรไร้ความกริ่งเกรง ก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับข้าหลูเซิงแล้ว
เฉินผิงอันรู้ว่าอาจารย์หนีจะอยู่ต่อที่นี่ก็ผลักเรือตามกระแสน้ำ แนะนำให้อาจารย์หนีไปรับหน้าที่เป็นเค่อชิงที่ได้รับการบันทึกชื่อของพรรคหวงเหลียง
สำหรับเรื่องนี้หนีหยวนจานไม่ได้คิดมาก แค่ใคร่ครวญเล็กน้อยก็ตอบตกลงทันที ยิ้มเอ่ยว่า “ทางฝั่งของประมุขสกุลเจียงและพื้นที่มงคลถ้ำเมฆา คงต้องรบกวนให้เจ้าขุนเขาเฉินช่วยพูดจาดีๆ แทนข้าสักสองสามประโยคแล้ว”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ “คิดดูแล้วก็ไม่ได้มีปัญหามากนัก ข้าจะส่งจดหมายฉบับหนึ่งไปที่ศาลบรรพชนของสกุลเจียงกับมือตัวเอง”
นอกจากนี้เฉินผิงอันยังทิ้ง ‘ตำราเต๋า’ ที่คัดลอกด้วยลายมือตัวเองฉบับหนึ่งไว้ที่ภูเขาโหลวซาน ไหว้วานให้อาจารย์หนีนำไปมอบให้เกาเจิ่นด้วย
บอกว่าผู้อาวุโสท่านหนึ่งของบนภูเขาเคยมาฝึกตนอยู่ที่นี่ ทิ้งตำราเล่มนี้รอคอยให้คนมีโชควาสนามารับไปอย่างเงียบเชียบ
ส่วนจะสามารถเป็นดั่งน้ำมาลำคลองก่อเกิดได้สำเร็จหรือไม่ เฉินผิงอันก็ไม่กล้าแน่ใจ เรื่องของโชควาสนา แต่ไหนแต่ไรมาก็ยากจะกำหนดได้เสมอ
เฉินผิงอันพูดคุยกับกวอจู๋จิ่วอยู่พักหนึ่งก็เตรียมจะออกจากภูเขาโหลวซานไปยังใบถงทวีปแล้ว
ลู่เฉินนั่งยองอยู่ใต้ชายคา ยิ้มตาหยีมองเด็กชายชุดเขียว
เฉินหลิงจวินหลบอยู่ด้านหลังนายท่านของตัวเอง บอกกับตัวเองเงียบๆ ว่าอย่าได้คิดอะไรทั้งนั้น
ฮ่องเต้หนุ่มเจอตัวเกาเจิ่นแล้วก็เอ่ยขอบคุณเจ้าประมุขเกาจากใจจริง จากนั้นเอ่ยขออภัยแล้วลงไปจากภูเขาโหลวซาน
เหมยซานจวินแห่งภูเขาซงซานขุนเขาประจิมของแคว้นเมิ่งเหลียงกับน่าหลันอวี้จือเหนียงเนียงเทพวารีแม่น้ำวั่งเยว่ แน่นอนว่าต้องรับผิดชอบคุ้มกันฮ่องเต้กลับไปส่งเมืองหลวงด้วย
การเดินทางขึ้นเขาที่ไม่ได้เข้าร่วมงานพิธีอย่างแท้จริงคราวนี้ สำหรับฮ่องเต้หนุ่มแล้วถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ไม่คาดฝันอย่างถึงที่สุด เรียกได้ว่ากลับบ้านพร้อมของเต็มสองไม้สองมือ
เพราะเฉินหลิงจวินมารับหน้าที่เป็นผู้ถวายงานเชื้อพระวงศ์ของแคว้นเมิ่งเหลียง ดังนั้นรอกระทั่งการร่วมงานพิธีสิ้นสุดลง เฉินหลิงจวินก็จำเป็นต้องไปเยือนเมืองหลวงรอบหนึ่ง กลายเป็นผู้ถวายงานเชื้อพระวงศ์ของหนึ่งแคว้น ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย
แล้วนับประสาอะไรกับที่ทุกวันนี้ก็มีขั้นตอนอีกอย่างหนึ่งเพิ่มมา ซึ่งจำต้องเตรียมจดบันทึกลงเอกสารของทางฝั่งสำนักศึกษาต้าฝูด้วย
เกาเจิ่นกับศาลบรรพจารย์ภูเขาโหลวซานรู้ว่าผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบคนหนึ่งถึงกับยินดีมารับหน้าที่เป็นเค่อชิงที่ได้รับการบันทึกชื่อของพรรคโหลวซาน แน่นอนว่าต้องปิติยินดีอย่างยิ่งยวด
ส่วน ‘ตำราเต๋า’ เล่มนั้น เกาเจิ่นก็ยิ่งรู้ถึงความหนักเบาและกฎเกณฑ์บนภูเขาเป็นอย่างดี ไม่มีทางป่าวประกาศออกไปง่ายๆ มีแต่จะเอาวางไว้ในมุมหนึ่งของชั้นหนังสือ รอคอยคนมีโชควาสนาเงียบๆ จริงๆ
เกาเจิ่นเองก็พูดอย่างจริงใจกับอิ่นกวานหนุ่มว่า “อันที่จริงอาจารย์เฉินไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ โชควาสนาระดับนี้ ทั้งๆ ที่วางอยู่ใต้เปลือกตาแล้ว แต่พรรคหวงเหลียงของพวกเราคลาดกับมันมาตั้งกี่ปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์เฉินหรือว่าหลี่ไหวผู้นั้น ไม่ว่าจะขโมยเอาตำราเล่มนี้ไปหรือเอาลงไปจากภูเขาอย่างเปิดเผย ข้าไม่กล้าพูดว่าในใจของผู้ฝึกตนของพรรคหวงเหลียงจะไม่มีความไม่พอใจเลย แต่พูดถึงแค่ข้าเกาเจิ่น ก็ไม่มีทางมีความคิดที่ไม่สมควรใดๆ แน่นอน”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “แล้วก็เพราะเจ้าประมุขเกาสามารถพูดประโยคนี้ออกมาได้ ข้าถึงได้มอบตำราเล่มนี้ไว้ให้กับเจ้าประมุขเกา อีกทั้งยังเชื่อว่าสักวันหนึ่งจะมีคนผู้หนึ่งของพรรคหวงเหลียงที่จะได้รับโชควาสนาส่วนนี้ไป”
เกาเจิ่นเองก็ไม่พูดจาเล่นแง่อะไรอีก เพียงเอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “หากว่าทุกคนต่างก็สามารถฝึกตนกันได้เช่นนี้ บนภูเขาก็คือบนภูเขาจริงๆ แล้วกระมัง”
นักพรตหนุ่มที่ชื่อว่าลู่ฝูผู้นั้นพยักหน้ารับอย่างแรง “ใครว่าไม่ใช่กันล่ะ”
ขณะเดียวกัน นักพรตหนุ่มยังยื่นมือมากดศีรษะของเด็กชายชุดเขียวที่อยู่ด้านข้าง ให้เขาพยักหน้ารัวๆ ราวไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือกไปพร้อมกับตน
เด็กชายชุดเขียวแสยะยิ้ม เอาเถอะ ทนไปก่อน ทนไปก่อน
รอกระทั่งเจ้าลัทธิลู่กลับไปถึงใต้หล้ามืดสลัวแล้วค่อยคิดเล็กคิดน้อยอีกที
วันที่สามสิบวันสิ้นปี ภูเขาลั่วพั่ว
ก่อนจะถึงอาหารมื้อข้ามปี หน่วนซู่ที่ยุ่งกับงานมาตลอดทั้งวัน วันนี้เช้าตรู่ ฟ้ายังสลัวรางยังไม่ทันสว่าง เด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูก็เก็บกวาดห้องทุกห้องบนภูเขาลั่วพั่วเรียบร้อยหมดแล้ว พอทำความสะอาดเสร็จก็หิ้วตะกร้าไม้ไผ่ใบหนึ่งเดินลงภูเขาไปพร้อมกับอาจารย์ผู้เฒ่าจู พอไปถึงหน้าประตูภูเขา หน่วนซู่ก็บอกกล่าวกับนักพรตเซียนเว่ยก่อน จากนั้นแขวนยันต์กระบี่ของสำนักกระบี่หลงเฉวียนไว้ที่เอว แล้วถึงได้ทะยานลมไปที่เมืองเล็ก นอกจากบ้านบรรพบุรุษที่ตรอกหนีผิงของนายท่านแล้ว หน่วนซู่ยังต้องไปที่เรือนซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกสุดของเมืองเล็กด้วย อาจารย์เจิ้งยังไม่กลับจากเดินทางไกล บ้านถูกปล่อยว่างไว้นานมากแล้ว อีกทั้งปีนี้หลิวเสี้ยนหยางยังไม่ได้มาฉลองวันปีใหม่ที่บ้านเกิด พาพี่หญิงอวี๋ไปยังที่ตั้งใหม่ของสำนักกระบี่หลงเฉวียน หลิวเสี้ยนหยางจึงได้มอบกุญแจบ้านไว้ให้กับหน่วนซู่ผู้ดูแลน้อยของภูเขาลั่วพั่วนานแล้ว หลังจากทำธุระพวกนี้เสร็จพร้อมกับอาจารย์ผู้เฒ่าจูก็เป็นช่วงบ่ายแล้ว ยังต้องไปที่สุสานแทนนายท่าน ในตะกร้าไม้ไผ่ นอกจากมีธูปหนึ่งกำแล้วยังมีถาดกระเบื้องขาวอีกหนึ่งใบ ด้านในใส่เต้าหู้ไว้หลายแผ่น เนื้อหนึ่งชิ้น ขนมข้าวเหนียว ล้วนเป็นอาหารที่อาจารย์จูจัดเตรียมไว้บนภูเขานานแล้ว แม้จะบอกว่าที่บ้านเกิดของนายท่านมีข้อพิถีพิถันว่าสตรีห้ามไปที่สุสาน แต่อาจารย์ผู้เฒ่าจูบอกว่าไม่เป็นไร เมื่อก่อนตอนที่เผยเฉียนกับหมี่ลี่น้อยอยู่บนภูเขา พวกนางมักจะตัวติดกันเป็นเงา จึงมักจะมาช่วยงานด้วยกัน ปีนี้พวกนางต่างก็ไปที่ภูเขาเซียนตูใบถงทวีปกันหมด
จากนั้นก็กลับมาที่เมืองเล็กอีกครั้ง เริ่มติดกลอนคู่ กระดาษอักษรชุนและอักษรฝูให้กับบ้านบรรพบุรุษตรอกหนีผิง
ก่อนหน้านี้หลังจากได้รับคำอนุญาตจากนายท่าน หน่วยซู่ก็ช่วยเอาตัวอักษรฝูและกลอนคู่ไปเปลี่ยนให้บ้านข้างๆ ที่อยู่ติดกันด้วย
จากนั้นก็ทะยานลมกลับไปทำธุระบนภูเขาพร้อมกับอาจารย์ผู้เฒ่าจูต่อ อาจารย์ผู้เฒ่าจูรัดผ้ากันเปื้อนไว้ที่เอว เริ่มง่วนทำอาหารอยู่ในห้องครัว
พรุ่งนี้ก็คือวันที่หนึ่งในเดือนแรกของปีใหม่แล้ว ตามกฎของบ้านเกิดนายท่าน ทุกครอบครัวจะต้องวางไม้กวาดตั้งเอาไว้ สามารถพักผ่อนได้หนึ่งวัน ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ตามคำพูดโบราณของคนในเมืองเล็ก หากไม่ทำตามนี้จะต้องยุ่งวุ่นวายตลอดทั้งปี
ทางฝั่งของพื้นที่มงคลรากบัว เพ่ยเซียงเจ้าแห่งแคว้นหู เจียวน้ำหงเซี่ย วันนี้ก่อนจะกินอาหารก็ถูกจูเหลี่ยนเรียกมาบนภูเขาลั่วพั่ว ฉลองวันปีใหม่จะทำให้บรรยากาศเงียบเหงาไม่ได้
และยังมีคนเฝ้าประตูคนใหม่ที่ต่อให้ลมพัดแดดออกฝนตกก็ไม่เคยเกียจคร้านทำงานอย่างนักพรตเซียนเว่ยที่ก็วิ่งตุปัดตุเป๋มาขอกินขอดื่มที่บนภูเขาก่อนใคร
วันหน้าใครก็อย่ามาแย่งหน้าที่นี้ของข้า ขอโทษด้วย ต่อให้โอรสสวรรค์มาเยือนก็อย่าหวังว่าจะให้ข้าเคลื่อนย้ายรังไปไหน
เป็นคนต้องมีมโนธรรมในใจสักหน่อย พวกเจ้าแต่ละคนไม่ใช่เซียนกระบี่ก็เป็นปรมาจารย์วิถีวรยุทธ ไม่อย่างนั้นก็คือนายท่านเทพเซียนที่ฝึกตนประสบความสำเร็จ เรื่องอย่างการเฝ้าประตูนี้ก็ยังมีหน้ามาแย่งกับข้าด้วยหรือ?!
ใคร ใครแน่จริงก็ลุกขึ้นมา มาๆๆ มาเผชิญหน้ากับข้าหน่อยสิ นายท่านอย่างข้าไม่พูดพร่ำทำเพลงก็จะ…ไปขอให้เจ้าขุนเขาเฉินช่วยทวงความเป็นธรรมให้ทันที
เซียนเว่ยขึ้นเขามาตั้งนานแล้ว พ่อครัวเฒ่าต้องทำอาหารมื้อข้ามปี เซียนเว่ยจึงช่วยหน่วนซู่น้อย ช่วยกันพาดบันไดแปะกลอนคู่วันปีใหม่
เรื่องเล็กๆ ที่ง่ายดายเหมือนแค่ยกมือเช่นนี้ เซียนเว่ยยินดีจะช่วยเหลืออย่างมาก
อีกอย่างนายท่านอย่างข้าก็สายตาเฉียบแหลม มีหรือจะมองไม่ออกว่าหน่วนซู่น้อยมีน้ำหนักแค่ไหนในใจเจ้าขุนเขาเฉิน?
ต้องพูดอีกเรื่องด้วยว่า หน่วนซู่น้อยมักจะมาที่หน้าประตูภูเขาเป็นประจำ เอาขนมของกินมาด้วย ในกล่องอาหารใบเล็กสองใบบรรจุอาหารไว้จนเต็ม ลงภูเขามาพร้อมอาหารเต็มกล่อง กลับขึ้นภูเขาไปพร้อมกล่องอาหารว่างเปล่า
ใจคนล้วนเป็นก้อนเนื้อ นักพรตเซียนเว่ยรู้สึกอบอุ่นในใจยิ่งนัก
——