กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 994.4 ในภูเขาช่างงดงาม
ความสัมพันธ ์เพียงหนึ่งเดียวระหว่างทั้งสองฝ่ ายก็คือท่านอา ของซูเตี้ยนเคยเป็ นช่างในเตาเผามังกรเพื่อหาเลี้ยงชีพเหมือนกัน กับเฉินผิงอัน ลูกศิษย์เตาเผามังกรในเวลานั้นมีความทรงจาที่พร่า เลือนอย่างยิ่งต่อซูเตี้ยน ก็แค่ว่ามีบางครั้งที่ได้เห็นแม่นางน้อยผอม แห้งตัวด า นางมักจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวเสมอ จะยืนอยู่ห่างออกไปใน มุมหนึ่ง เนื่องจากเครื่องกระเบื้องที่เตาเผามังกรเผาออกมามี กฎระเบียบเก่าแก่และข้อห้ามทางประเพณีมากมายสตรีไม่อาจเข้า ใกล้เตาเผาได้ สองมือมิอาจแตะต้องอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ใช ้เผาเครื่องปั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามเข้าใกล้ไฟในเตา หากถูกจับได้จะต้องถูกตัด ขาทั้งสองข้างจริงๆ
เจิ้งต้าเฟิงยิ้มมีเลศนัย “ไม่รู ้จริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่?” เฉินผิงอันเอ่ยอย่างตกตะลึง “นางชอบข้าหรือ?” ไม่มีเหตุผลอะไรเลยนี่นา
ทั้งสองฝ่ายไม่เคยคุยกันแม้แต่คาเดียว เจิ้งต้าเฟิงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “มียางอายหน่อย” เฉินผิงอันโล่งอก
“สาหรับซูเตี้ยนแล้ว คิดอยากจะตอบแทนบุญคุณ นางคือผู้ฝึก ยุทธ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีหมัดสูงเช่นเดียวกับเจ้า ในอนาคตถึงจะ สามารถช่วยอะไรเจ้าได้อย่างแท้จริง สามารถชดใช ้หนี้เก่าให้เจ้าได้”
เจิ้งต้าเฟิงอธิบาย “นิสัยของนังหนูนี่ดึงดัน ฉลาดมาตั้งแต่เด็ก เป็ นคนประเภทที่อายุน้อยๆ ความคิดจิตใจก็ใสกระจ่าง ไม่ว่าอะไรก็ ล้วนคิดได้เข้าใจ แต่ปากกลับโง่มาก แต่นาง เติบโตมาใน สภาพแวดล้อมอย่างนั้น ย่อมรู ้สึกน้อยเนื้อต่าใจอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นปีนั้นเจ้าช่วยเหลือชายใจหญิงผู้นั้นไว้มากมาย ตอนที่เขาอยู่ ร่วมกับแยนจือก็ต้องเล่าให้นางฟังไม่น้อย นานวันเข้าแม่นางน้อยจึง จดจาได้ขึ้นใจ”
เส้นสายตาของเฉินผิงอันหลุบลงต่า มองไฟในกระถาง เอ่ยเสียง เบาว่า “มากมายหรือ?”
เจิ้งต้าเฟิงย้อนถาม “น้อยหรือไร?”
มองชายใจหญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยมีใครเห็นเขาเป็ นคน เป็ นคน อย่างแท้จริง นั่นก็คือการส่งถ่านท่ามกลางหิมะ ช่วยให้อีกฝ่ ายข้าม ผ่านฤดูหนาวในชีวิตคนที่หนาวเหน็บเสียดแทงกระดูกมาได้
ชายใจหญิงที่มีชีวิตยากลาบากอเนจอนาถผู้นั้น บางทีความยึด มั่นเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตนี้ก็คือจะไม่ยอมแข็งตายในฤดูหนาว เด็ดขาด จะตายก็ต้องตายในฤดูใบไม้ผลิ
เฉินผิงอันกล่าว “เขาชดใช ้คืนมาตั้งนานแล้ว”
เจิ้งต้าเฟิงส่ายหน้า “นั่นเป็ นเรื่องของชายใจหญิงผู้นั้น ซูเตี้ยนมี ความคิดของนางเอง”
พูดมาถึงตรงนี้ เจิ้งต้าเฟิงก็ยิ้มเอ่ย “อย่ารู ้สึกว่าข้าด่าคนล่ะ อันที่ จริงข้ากับชายใจหญิงก็มีความสัมพันธ ์ที่ไม่เลวเหมือนกัน เจอกัน ระหว่างทางยังทักทายกันด้วย แล้วยังเคยเลี้ยงเหล้าเขาอยู่หลายครั้ง มารดามันเถอะ แล้วก็เพราะเจ้าหมอนี่เคยมาเคาะประตูบ้านข้าแล้ว ถูกคนอื่นเห็นเข้า ทาเอาหลายปีนั้นที่ข้าไปดื่มเหล้าที่ร ้านหวงเอ้อเหนี ยงต้องถูกนางหัวเราะเยาะไม่น้อย ข้อดีเพียงหนึ่งเดียวก็คือสตรีเห็น ข้าไปเยือนก็ไม่ได้ท าท่าเหมือนป้ องกันโจรขนาดนั้นแล้ว”
เฉินผิงอันกินบ๊ะจ่างแล้วหัวเราะ เอ่ยสัพยอกว่า “หวงเอ้อเหนียง ยังคงมองเจ้าสูงกว่าคนอื่นๆ”
ปีนั้นชายฉกรรจ์ในเมืองเล็กต่างก็ชอบแวะไปอุดหนุนร ้านเหล้า ของหวงเอ้อเหนียง สั่งเหล้าขาวสองสามตาลึง กับแกล้มหนึ่งจานก็จะ นั่งกันอยู่นานมาก ทุกครั้งที่มีลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็ นชายโสดแวะมาที่ ร ้าน ตวาดใส่สตรี หญิงขายเหล้าก็จะไปบรรจุเหล้า ยามที่นางหัน หน้าเข้าหาถังเหล้า ช่วงที่หมุนตัวและช่วงเอวนั้น บุรุษทั้งร ้านจะพา กันหันไปมองทัศนียภาพในจุดเดียวกันอย่างพร ้อมเพรียง บุรุษของ สตรีตายไปนานแล้ว นางเลี้ยงดูบุตรมาเพียงลาพังหญิงหม้ายที่ หน้าตางดงามมักจะมีปัญหาตามมาเสมอ แล้วก็เคยมีคนที่ปืนกาแพง มาเคาะประตูกลางดึก ผลคือเจอมีดหั่นผักลอยมาแสกหน้า หากไม่ เป็ นเพราะเจ้าคนบ้าตัณหาผู้นั้นหลบได้เร็วก็เกือบจะกระแทกหน้าอยู่
แล้ว หลังจากนั้นมาก็ยอมสงบเสงี่ยมขึ้นมาก เพราะถึงอย่างไรก็มิอาจ เอาชีวิตของพี่ใหญ่ไปทิ้งเพื่อน้องรองได้
เมื่อเวลาผันผ่าน ไม่ว่าใครก็มองออกว่าหวงเอ้อเหนียงมีท่าที บางอย่างกับเจิ้งต้าเฟิ ง แน่นอนว่าไม่ถือว่าเป็ นความสัมพันธ ์ของ สหายเก่าที่สนิทสนมอะไรกัน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรคนที่สามารถติดเงิน ที่ร ้านเหล้าของนางได้ก็มีแค่ชายโสดที่อาศัยอยู่ในบ้านดินเหนียวทาง ทิศตะวันออกสุดของเมืองเล็กผู้นี้เท่านั้น เจิ้งต้าเฟิงเองก็มีความคิด ชั่วร ้ายอยู่เต็มท้อง มักจะยุยงให้ลูกชายของหวงเอ้อเหนียงเรียกตัวเอง ว่าพ่อ ไปดื่มเหล้าที่ร ้าน นั่งอาบแดด ทุกครั้งที่หวงเอ้อเหนียงออกมา ส่งลูกค้าหรือยกเหล้ามาวางบนโต๊ะ บนพื้นก็จะมีเงาของสตรีเจิ้งต้า เฟิงก็มักจะยื่นฝ่ ามือออกไป บ้างทาท่าจับบ้างทาท่าบีบ แอบทักทาย กับจุดที่กลมกลึงแต๊ะอั๋งอย่างที่ไม่ต้องให้โดนด่า
ในอดีตกลุ่มของชายโสดของเมืองเล็กอย่างพวกหลิวตาใหญ่ที่ ชอบปากเปราะ ก็ได้เรียนรู ้เคล็ดลับไปจากพี่น้องต้าเฟิงไม่น้อยเลย จริงๆ
เจิ้งต้าเฟิงโบกมือ มีสีหน้าลาบากใจอย่างที่หาได้ยาก “ลูกผู้ชาย ไม่พูดถึงความกล้าหาญในวันวาน”
หากว่าเป็ นเรื่องที่ไม่มีมูลเลย แต่ไหนแต่ไรมาเจิ้งต้าเฟิงก็มักจะ พูดจาสัปดนอย่างไม่ยาเกรงสิ่งใด แต่หากว่ามีเรื่องแบบนั้นอยู่จริงๆ ชายฉกรรจ ์กลับไม่ยินดีจะพูดมาก
เจิ้งต้าเฟิงเปลี่ยนเรื่องคุย เอ่ยว่า “เจ้าไปเยือนพรรคหูซานมาด้วย ตัวเอง ถึงได้เรียกเจ้าประมุขเกามาที่ภูเขาลั่วพั่วหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ถึงอย่างไรเจ้าประมุขเกาก็เป็ นบุคคลอันดับ หนึ่งแห่งใต้หล้าของพื้นที่มงคล มารยาทที่ควรมีจะให้ขาดไปไม่ได้”
อันที่จริงก็เพราะถูกจูเหลี่ยนและเพ่ยเซียงร่วมมือกันหลอกให้ไป ที่พรรคหูซานต่างหากหึหึ สูงต่าเกาจวินจื่อจวิน สาวงามงดงามชวน หลงรัก พ่อครัวเฒ่าฝากไว้ก่อนเถอะ
เจิ้งต้าเฟิ งจุ๊ปากเอ่ย “ไม่ซื่อสัตย์เอาเสียเลย ผู้ชายพอมีเงินก็ เปลี่ยนเป็ นชั่วร ้ายจริงๆเสียด้วย นี่คือหลักการที่นับแต่โบราณมาก็ไม่ เคยแปรเปลี่ยน”
เฉินผิงอันฉงนสนเท่ห์
เจิ้งต้าเฟิงเหลือบมองเฉินผิงอัน พบว่าเจ้าเด็กนี่ไม่เหมือนแกล้ง โง่ จึงถามอย่างสงสัยว่า “โชควาสนาที่ใหญ่ที่สุดของพื้นที่มงคลคือ อะไร คนอื่นไม่รู ้แต่เจ้าจะไม่รู ้ได้หรือ?”
เจิ้งต้าเฟิงไม่เข้าใจเรื่องของพื้นที่มงคลดอกบัวของเจ้าอารามผู้ เฒ่าหรือพื้นที่มงคลรากบัวในทุกวันนี้เลยแม้แต่น้อย เพียงแต่เมื่อครู่นี้ เฉินผิงอันเล่าให้ฟังถึงสถานการณ์คร่าวๆยกตัวอย่างเช่นพรรคหูซาน ที่อวี๋เจินอี้สร ้างขึ้นมากับมือตัวเอง ทุกวันนี้มีผู้ฝึกลมปราณสิบกว่าคน แล้ว หลายคนในนั้นยังเป็ นผู้ฝึกตนห้าขอบเขตกลางแล้วด้วย
เฉินผิงอันมึนงงก่อน แต่จากนั้นก็เข้าใจได้ พอเข้าใจก็ยกมือขยี้ หน้าตัวเองแรงๆ ยิ้มเอ่ยว่า “บอกตามตรง หากเจ้าไม่เตือน ข้าก็นึกไม่ ถึงเรื่องนี้จริงๆ”
ความหมายของเจิ้งต้าเฟิงไม่ซับซ ้อน ในเมื่ออวี๋เจินอี้ที่หลังจาก เป็ นผู้ฝึกยุทธขอบเขตหก หรืออาจจะหลังจากเลื่อนเป็ นขอบเขตร่าง ทอง สามารถหันไปฝึกวิชาคาถาบนภูเขาเพราะ “คัมภีร ์เต๋า” ตระกูล เซียนเล่มหนึ่งได้ อีกทั้งยังเลื่อนเป็ นขอบเขตโอสถทองได้สาเร็จและ ยังฝ่ าทะลุขอบเขตไปอีกขั้น ใช ้ขอบเขตก่อกาเนิดมา “จาแลงขนนก บินทะยาน” บินออกไปจากพื้นที่มงคล ขณะเดียวกันผู้ฝึกลมปราณ สิบกว่าคนในพรรคหูซาน แทบทุกคนล้วนเคยมีสถานะผู้ฝึกยุทธมา ก่อนแล้วค่อยหันมาฝึกตน นี่ก็หมายความว่าการสืบทอดเฉพาะของ พรรคหูซานไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง ค่อนข้างคล้ายคลึงกับเรือนอวิ๋นฉ่าว ผูซานของใบถงทวีปแล้ว
และเคล็ดวิชาลับที่ไม่แพร่งพรายประเภทนี้ต้องไม่มีทางเปิดเผย ให้คนนอกรู ้ง่ายๆแน่นอน
เจิ้งต้าเฟิงกล่าว “น่าประหลาดยิ่งนัก ต่อให้เจ้าคิดไม่ถึงเรื่องนี้ พ่อครัวเฒ่ากับห่านขาวใหญ่ล้วนเป็ นคนเจ้าเล่ห์ที่คิดอ่านรอบคอบ จะไม่เคยเตือนเจ้าบ้างเลยหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “เดี๋ยวคราวหน้าข้าต้องกลับไปถามสัก หน่อย”
เจิ้งต้าเฟิ งกระทืบเท้าอย่างแรง โอดครวญบอกว่าก่อกรรมท า เข็ญแล้ว ท าบาปท ากรรมแล้ว แล้วก็รีบเอ่ยเตือนเฉินผิงอันไปทันทีว่า “จ าไว้ว่าเจ้าห้ามบอกพ่อครัวเฒ่ากับเจ้าส านักชุยเด็ดขาดเลยนะว่า ข้าเป็ นคนพูดนาขึ้นมาน่ะ”
เฉินผิงอันพยักหน้า เอ่ยหยอกเย้าว่า “ถึงอย่างไรพ่อครัวเฒ่าก็ เดาออกอยู่แล้ว เร็วไม่ถามช ้าไม่ถาม พอเจ้ากลับมาข้าก็ถามเลย เป็ นเรื่องที่ใช ้หัวเข่าคิดก็ยังคิดออก”
เฉินหลิงจวินเอ่ยประโยคที่เป็ นธรรมว่า “นอกจากนายท่านแล้ว คนที่เล่นหมากล้อมเป็ นล้วนจิตใจดามืดกันทั้งนั้น”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ข้าเล่นหมากล้อมห่วยแตก แน่นอนว่าต้อง เป็ นข้อยกเว้น”
เฉินหลิงจวินร ้องเฮ้อ “ไม่ใช่กระมัง กวอจู๋จิ่วบอกแล้วว่าปีนั้นตอน ที่นายท่านอยู่ในคฤหาสน์หลบร ้อน ในฐานะยอดฝีมือก็มักจะมีคนมา ขอร ้องให้ยอมอ่อนข้อให้บนกระดานหมากบ่อยๆ ข้าได้ยินว่า นอกจากหลินจวินปี้แล้ว ยังมีซึ่งเกาหยวนแห่งต าหนักเขากวาง เฉากุ่ นแห่งหลิวเสียทวีป และเสวียนเซินแห่งเกราะทองทวีปที่ต่างก็เป็ น บุคคลที่เฉลียวฉลาดกันอย่างร ้ายกาจ คือยอดฝี มือด้านการวาง หมากอันดับหนึ่ง สามารถเป็ นนักเล่นระดับแคว้นสูงสุดอย่างฉีไต้จ้าว ได้เลย พวกเขาหลายคนร่วมมือกันก็ต้องร่วมกันออกความคิดและ ออกก าลังช่วยเหลือ ถึงจะกล้าประลองกับนายท่านคนเดียวได้ แต่ กระนั้นก็ยังถูกสังหารจนต้องโยนเสื้อเกราะโยนหมวกรบทิ้ง ไม่มีหน้า
ไปพบเจอใคร เป็ นเหตุให้ไม่รู ้ว่าใครที่ออกความคิดพวกเขาจ าต้อง ใช ้กระบวนท่านอกกระดานที่ชั่วร ้ายบางอย่าง ยกตัวอย่างเช่นให้แม่ นางแก่คนหนึ่งที่ขายไม่ออก และยังมีแม่นางงดงามคนหนึ่งที่ชื่อว่า หลัวเจินอี้แต่งกายให้งามเพริศพริ้ง แล้วเดินไปเดินมาอยู่ข้างกายนาย ท่าน พยายามจะท าให้นายท่านเสียสมาธิ แน่นอนว่าวิธีการขั้นต่า เช่นนี้ได้ถูกกาหนดมาแล้วว่าจะต้องเปลืองแรงเปล่า…”
เฉินผิงอันงอนิ้วดันตรงหว่างคิ้ว ปวดหัว เฉินหลิงจวินถาม “ค าพูดของกวอจู๋จิ่วมีแต่น้าหรือ?” เฉินผิงอันย้อนถาม “เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?” เฉินหลิงจวินรู ้สึกจนใจเป็ นทบทวี รายงานเท็จ กวอจู๋จิ่วเจ้าท า ร ้ายข้าแล้ว!
เจิ้งต้าเฟิงหันหน้ามายิ้มถาม “น้องเซียนเว่ยเล่นหมากล้อมเป็ น หรือไม่?”
เซียนเว่ยลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังพยักหน้าตอบอย่างตรงไปตรงมา “พอจะเป็ นอยู่บ้างในอดีตขึ้นเหนือล่องใต้ เคยเล่นหมากล้อมหาเงิน มาได้เล็กน้อย แต่เล่นหมากรุกบ่อยกว่าหนึ่งเพราะใช ้เวลาน้อยกว่า แค่วางหมากให้แก้ยากสักหน่อยก็ได้แล้ว นอกจากนี้ขอแค่เคยอ่าน ตาราหมากล้อมทั้งหลายมาก่อน แนวทางการแก้สถานการณ์ยากๆ ร ้อยกว่าชนิดนั้นท่องจาได้ขึ้นใจก็อาจถูกหลอกเอาได้”
อันที่จริงเซียนเว่ยไม่ได้ชอบเล่นหมากล้อมเท่าใดนัก แต่จะชอบ เล่นหมากรุกมากกว่าเหตุผลที่แน่ชัด เขาเองก็บอกไม่ถูก แค่รู ้สึกว่า อย่างหลังเล่นแล้วสบายกว่า ต่อให้เป็ นสถานการณ์แก้ยากที่มี ชื่อเสียงทั้งหลาย จานวนหมากที่เดินเกินร ้อยกว่าก้าว ระหว่างนั้นยังมี การเปลี่ยนแปลงได้อีกมากมาย เซียนเว่ยก็ยังไม่รู ้สึกว่าเปลืองแรงสัก เท่าไร การที่เขาไม่ชอบอย่างแรกก็ไม่ใช่เพราะรู ้สึกว่าหมากล้อม ซับซ ้อนและต้องสิ้นเปลืองจิตใจมากกว่า แต่สาหรับกระดานหมากที่มี ช่องตัดสลับกันสิบเก้าช่องแล้ว ทุกครั้งที่อยู่ว่างๆ แล้วเซียนเว่ยเล่น หมากล้อมกับตัวเองมักจะมีความรู ้สึกอึดอัดบางอย่างที่พูดไม่ออก บอกไม่ถูกอยู่เสมอ
เจิ้งต้าเฟิ งเอ่ยอย่างตกตะลึง “น้องเซียนเว่ยคือคนที่มี ความสามารถรอบด้านเลยนี่นา”
เฉินหลิงจวินหัวเราะฮ่าๆ “น่าเสียดายที่ยังเป็ นโสด”
ผลคือคนในห้องทั้งสามคนต่างก็หันไปมองเด็กชายชุดเขียวที่ ปากไร ้หูรูดเป็ นตาเดียว
รอยยิ้มของเฉินหลิงจวินแข็งค้างในทันที รีบย่นคอกลับ
เว่ยป้ อกับเกาจวินทะยานลมไปที่ภูเขาพีอวิ๋นด้วยกัน เขาจงใจ ชะลอความเร็วให้ช ้าลงเพื่อที่จะได้ให้เจ้าประมุขเกาท่านนี้เห็นภูเขา สายน้าบนพื้นดินใต้ฝ่ าเท้าได้อย่างชัดเจน ภูเขาฮุยเหมิงที่หิน ประหลาดสูงชันเกาะกลุ่มกันเป็ นถ้า ภูเขาหลังอ๋าวที่เมื่ออยู่ใต้
แสงอาทิตย์สาดส่อง สิ่งปลูกสร ้างที่เกาะกลุ่มกันเหมือนเกล็ดปลาที่มี ชีวิตชีวาเปล่งประกาย ภูเขาหวงหูและยอดเขาหย่วนมู่ที่เป็ นเพื่อน บ้านกัน ขุนเขาสายน้าแอบอิง สถานที่แห่งหนึ่งคือบ้านเกิดแห่งสาย ฝนเมฆหมอก สถานที่แห่งหนึ่งคือป่าไผ่และป่าสน แสงแดดส่องลงบน ภูเขา ปลาว่ายอยู่ในน้า หนึ่งทะเลสาบหนึ่งภูเขาประหนึ่งสตรีสวมชุด สีเหลืองกับบุรุษสวมชุดสีเขียว คนสองคนที่มองตากันแต่ไม่มีคาพูด ใดเอื้อนเอ่ย ภูเขาหลงจี๋ที่ไอหมอกล้อมวน พอจะเห็นปราณกระบี่ไหล รินได้ร าไร มีผู้ฝึกตนของศาลลมหิมะและภูเขาเจินอู่มาสร ้างกระท่อม ฝึ กตนอยู่ที่นี่และยังมีทะเลสาบขนาดใหญ่ยักษ์ที่หลังจากภูเขา ทั้งหลายถูกย้ายออกไปก็ปรากฏขึ้นมาทัศนียภาพงดงามอลังการ ขุด เจาะความขุ่นมัวยุ่งเหยิง หมุนวนอยู่ในวงจรขนาดใหญ่ แสงน้า กระเพื่อมเป็ นริ้ว ใบบัวเขียวขจีชูช่อ ลมพัดส่งกลิ่นหอมรวยริน ประหนึ่งดินแดนแก้วมรกต…
ก่อนหน้านี้เว่ยป้ อให้เกาจวินยืมยันต์กระบี่ชิ้นหนึ่งชั่วคราว อธิบายกับนางว่าผู้ฝึกลมปราณที่จะทะยานลมอยู่ในอาณาเขตของฉู่ โจวล้วนต้องพกของสิ่งนี้เอาไว้ ออกจาก อาณาเขตอู่โจวไปแล้วก็จะ ไม่มีพันธนาการเช่นนี้อีก
เกาจวินลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังถามซานจวินท่านนี้ถึงเรื่องอาณา เขตใหญ่เล็กของมหาบรรพตอุดร
เว่ยป้ อให้คาตอบนั้นมาแล้วก็ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เจ้าประมุขเกาคือ แขกผู้มีเกียรติของภูเขาลั่วพั่ว นั่นก็คือแขกผู้มีเกียรติของภูเขา
พีอวิ๋นแล้ว มีเรื่องไหนที่สงสัยก็ถามมาตรงๆ ได้เลย ไม่จ าเป็ นต้อง ระมัดระวังเช่นนี้ หากเป็ นเรื่องที่เกี่ยวพันกับความลับ ข้าก็จะบอกให้ เจ้าประมุขเการู ้เอง”
เกาจวินตกตะลึงจนตะลึงไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ลาพังแค่ อาณาเขตขุนเขาสายน้าใต้การปกครองของมหาบรรพตอุดรก็ใหญ่ มากกว่าอาณาเขตทั้งแห่งของพื้นที่มงคลรากบัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ถ้าอย่างนั้นแจกันสมบัติทวีปจะไม่ใช่พื้นที่ที่กว้างขวางจนไร ้ที่สิ้นสุด เลยหรือไร?
หากเป็ นเช่นนี้ ซานจวินเว่ยป้ อที่บุคลิกสง่างามองอาจแต่กลับ อบอุ่นอ่อนโยนข้างกายผู้นี้ หากไปอยู่ในพื้นที่มงคลบ้านเกิดจะไม่ เท่ากับเป็ นจักรพรรดิบนภูเขาที่ได้ครอบครองใต้หล้าเลยหรือ?
เว่ยป้ อสังเกตเห็นสีหน้าประหลาดของเกาจวินก็พลันเข้าใจได้ ทันที ต้องเป็ นเพราะเฉินผิงอันไม่ได้เล่าเรื่องราวของใต้หล้าไพศาลที่ อยู่นอกพื้นที่มงคลกับนางมากนักแน่นอน
คิดดูแล้วเว่ยป้ อก็หยิบจารึกภูเขามหาสมุทรและจารึกเสริมสอง เล่มออกมาจากชายแขนเสื้อ ยื่นส่งไปให้เกาจวิน ยิ้มเอ่ยว่า “อ่าน ตาราที่แนะนาสภาพการณ์บนภูเขาของเก้าทวีปโดยเฉพาะสองเล่มนี้ แล้ว เจ้าประมุขเกาก็จะพอเข้าใจใต้หล้าไพศาลของพวกเราได้อย่าง คร่าวๆ แล้ว”