กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 251 )
ฮ่องเต้ย่างกรายลงจากบัลลังก์ สาวเท้าไปหยุดตรงหน้าฮองเฮา แล้วกล่าว
เสียงเย็น “กู้หยวนถง ข้าคิดผิดที่หลงไว้ใจเจ้า!” ยังกล่าวไม่ทันจบ เขาพลันยกเท้า
ขึ้นถีบไปที่หน้าอกฮองเฮา!
ตงฟางจั๋วหน้าถอดสี รีบกดตัวฮองเฮาลงบนพื้น ยังไม่ทันลุกขึ้น ฝ่าเท้านั้นก็
ถีบลงมาที่กลางหลังเขาอย่างแรงอีกครั้ง! ของเหลวอุ่นคาวพลันทะลักขึ้นมาในลำ
คอ เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากมุมปากช้าๆ
ฮองเฮากรีดร้องเสียงแหลม “จั๋วเอ๋อร์! จั๋วเอ๋อร์!” ครั้นเห็นใบหน้าซีดเผือด
ของตงฟางจั๋ว หัวใจนางเจ็บปวดทรมาน พลันหันไปตวาดเสียงเกรี้ยว “ตงฟาง
ทั่ว! ท่านยังเป็นคนอยู่หรือไม่! แม้แต่โอรสของตนเองก็ยังไม่ละเว้น!” นางโกรธ
เกรี้ยวจนเสียสติ ถึงขั้นขานเรียกชื่อเดิมของฮ่องเต้
ไอสังหารพาดผ่านดวงตา ฮ่องเต้กล่าวอย่างดุร้าย “เจ้าคงเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่
แล้ว!” วาจานี้แทบจะกล่าวเสียงลอดไรฟัน
“ใช่! ท่านไม่เห็นพวกเราสองแม่ลูกอยู่ในสายตาตั้งแต่แรกแล้ว!” เรื่องมาถึง
ขั้นนี้ ฮองเฮาไม่หวาดกลัวอะไรอีกแล้ว นางลุกนั่งหลังตรง สายตาเต็มไปด้วย
เพลิงโกรธแค้น เอ่ยเสียงชิงชัง “ในหัวใจของท่าน ไม่เคยมีข้ากับจั๋วเอ๋อร์อยู่แม้แต่
น้อย อย่าว่าแต่นางแพศยาเหลียงจื่อโหรวนั่นเลย ท่านไม่เคยรักใคร ไม่เคยรักใคร
เลย! คนที่ท่านรักที่สุดมีเพียงตัวท่านเท่านั้น!”
ฮองเฮาที่สูญเสียสติ ไม่มีความสูงสง่าเช่นในยามปกติอีกแล้ว นางในยามนี้ ไม่
ต่างอะไรกับอวิ๋นเฟยที่เป็นบ้าไปแล้ว
เหล่าขุนนางที่เคยสนับสนุนฮองเฮายืนก้มหน้าเงียบอยู่ในตำหนัก ไม่ต้องเงย
หน้าก็รู้สึกได้ถึงเพลิงโทสะที่ลุกท่วมฟ้าของฮ่องเต้แล้ว ยามนี้หากใครเสนอหน้า
ออกไปช่วยก็มีแต่จะกลายเป็นตัวกันกระสุนเท่านั้น!
สายตาคมปลาบของฮ่องเต้รุนแรงมากขึ้นเรื่อย เขาพยักหน้าพร้อมกับแสยะ
ยิ้มเย็นชา ตะโกนสั่ง “ทหาร! ถอดยศฮองเฮาของกู้หยวนถง แล้วจับตัวนางไปขัง
ในคุกมืดเดี๋ยวนี้!”
ตงฟางจั๋วหน้าถอดสี รีบตะโกนอย่างร้อนใจ “เสด็จพ่อโปรดอย่ากริ้ว เรื่องนี้จำ
ต้องตรวจสอบให้ละเอียดอีกขั้นจึงจะตัดสิน…”
“หุบปาก!” ฮ่องเต้ตวาดเสียงเกรี้ยว “หลักฐานหนาแน่น ยังต้องตรวจสอบอัน
ใดอีก? อวิ๋นเฟยและเถียนหย่ง พยานก็อยู่ที่นี่แล้ว กู้หยวนถงกระทำผิดอย่างไม่
อาจให้อภัย นำตัวไปดำเนินคดีที่กรมอาญาบัดเดี๋ยวนี้!”
ครั้นวาจานี้ดังขึ้น กู้หยวนถงหน้าซีด ทุกคนในตำหนักก้มหน้าก้มตา หวาด
กลัวอย่างไม่อาจบรรยาย มารดาแห่งแผ่นดินเช่นฮองเฮาถูกนำตัวไปดำเนินคดีที่
กรมอาญา เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้ได้มองและปฏิบัติต่อนางเฉกเช่นนักโทษที่มีความ
ผิดมหันต์ไปแล้ว!
ตงฟางจั๋วหวาดกลัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ครั้นเห็นทหารนอกตำหนักเดิน
เข้ามาหมายจะจับกุมคน เขาไม่สนว่าจะเป็นการขัดราชโองการหรือไม่ ลุกขึ้นมา
ตะโกนเสียงดัง “ใครกล้าแตะต้องเสด็จแม่ของข้า?”
“จิ้งอันอ๋อง!” เสียงตวาดเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น ซูหลีเงยหน้ามอง กลับเห็น
สายตาเคารพนบนอบของเซ่อเจิ้งอ๋องหลีเฟิ่งเซียน ในใจพลันบังเกิดหลากหลาย
ความรู้สึก เสด็จพ่อจงรักภักดีกับฮองเฮาและตงฟางจั๋วมาโดยตลอด ยามนี้ครั้น
เห็นฮองเฮาถูกถอดยศ เกรงว่าจะยิ่งห่างเหินกับนางไปเรื่อยๆ
ตงฟางจั๋วอึ้งงัน หลีเฟิ่งเซียนเดินเข้ามาคว้าแขนทั้งสองข้างที่ตั้งท่าเตรียมสู้
ของเขา “ท่านอ๋องโปรดไตร่ตรองให้รอบคอบ! อย่าได้ละเมิดรับสั่งของฝ่าบาท!”
วาจาของเขาซื่อสัตย์จริงใจ ตงฟางจั๋วตาแดงก่ำ หมายจะเอ่ยวาจา กลับเห็นกู้
หยวนถงหยัดกายยืนขึ้น นิ้วมือสั่นๆ ยกขึ้นสางเส้นผมที่ยุ่งเล็กน้อยตรงขมับ
แล้วหันมามองเขา “จั๋วเอ๋อร์ แม่มีวันนี้ ล้วนเป็นเพราะทำตนเอง เจ้าจงจำไว้ให้ดี
อย่าได้เชื่อใจคนข้างกายง่ายๆ โดยเฉพาะ… คนที่เจ้ารักที่สุด” นางตวัดสายตา
โกรธแค้นไปที่ซูหลี ก่อนจะหมุนกาย แล้วเชิดหน้าเดินจากไป
“เสด็จแม่!” ตงฟางจั๋วตะโกนเสียงดัง น้ำตาหลั่งรินออกจากดวงตาในที่สุด!
ผ่านไปหลายวันแล้ว เหตุการณ์การเผชิญหน้ากันบนตำหนักจินหลวนอันชวน
ให้อกสั่นขวัญแขวน ยังคงวนเวียนอยู่ในสมองซูหลี ทั้งสองคดีมีพร้อมทั้งหลัก
ฐานและพยาน แม้ฮองเฮาจะเจ้าเล่ห์อีกเท่าใด ก็มิอาจหลุดพ้นความผิดไปได้ ด้วย
เหตุนี้ฮ่องเต้ทรงพิโรธอย่างยิ่ง สั่งถอดยศฮองเฮา ลดตำแหน่งให้เป็นสามัญชน
ส่งตัวเข้าคุกมืดรอฟังคำตัดสิน ฮองเฮาถูกกุมตัวออกจากตำหนักท่ามกลางเสียง
กรีดร้องอันโกรธแค้นและเศร้าโศก ซูหลีหันไปเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาด
กลัวจนกลายเป็นคับแค้นของตงฟางจั๋ว ความเจ็บปวดและสิ้นหวังในสายตานั้น
วนเวียนอยู่ในใจของนางไม่ยอมหายไป
ซูหลีกับตงฟางเจ๋อร่วมมือวางอุบาย ไม่กลัวที่จะกระทำผิดด้วยการลบหลู่เบื้อง
สูง ฮ่องเต้ยังคงพิโรธไม่หาย เดิมหมายจะลงโทษสถานหนัก ตงฟางเจ๋อกับซูหลี
ต่างปกป้องซึ่งกันและกันด้วยชีวิต ขุนนางกว่าครึ่งราชสำนักพยายามเกลี้ยกล่อม
แม้แต่เซ่อเจิ้งอ๋องหลีเฟิ่งเซียนก็ยังออกปากขอร้องด้วย ฮ่องเต้ทราบดี มิอาจม
องข้ามความเห็นคนส่วนใหญ่ ชะตาของซูหลีไม่ธรรมดา หากสั่งลงโทษเกรงว่าจะมี
ผลเสียมากกว่าผลดี ฉะนั้นจึงลงโทษเล็กน้อยเพื่อเป็นการตักเตือน สั่งให้นางเดิน
ทางไปคัดบทพระธรรมคำสอนที่อารามฝอกวงเป็นเวลาหนึ่งเดือน เพื่อเป็นการ
ลงโทษ
วันนี้ แสงยามรุ่งอรุณเพิ่งจะมาเยือน ซูหลีก็พาโม่เซียงและหวั่นซินเดินออก
จากเรือน หน้าประตูจวนท่านหญิง ไร้เงาคนส่ง ฮ่องเต้มีรับสั่ง ใครเล่าจะกล้า
ขัดขืน? นางอดทอดถอนใจไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะมีเกียรติสูงส่งเท่าใด ใต้ฟ้าก็
ขึ้นอยู่กับคนที่มีอำนาจสูงสุดผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว มิน่าเล่าตั้งแต่ในอดีต จึงมีคน
มากมายที่ทุ่มเทกายใจเพื่ออำนาจสูงสุดนั้น กระทั่งไม่ยอมไว้หน้าผู้ใด ไม่เลือกวิธี
ฮองเฮาเป็นเช่นนี้ เกรงว่า… คนที่มีคุณสมบัติที่จะแย่งชิงอำนาจนั้นอย่างแท้จริง
ยิ่งเป็นอย่างนี้
สายตาของซูหลีพลันหม่นหมองลงหนึ่งส่วน หวั่นซินเดินเข้ามาปลอบเสียงเบา
“องค์หญิงเจาหวามีเรื่องต้องไปทำในวังแต่เช้า นางทิ้งข้อความไว้ ขอให้คุณหนู
เดินทางปลอดภัย รีบกลับมาโดยเร็วเจ้าค่ะ”
ซูหลีแย้มยิ้มเล็กน้อย “นางช่างใส่ใจยิ่งนัก ครานี้ที่สามารถล้มฮองเฮาได้ นาง
มีส่วนช่วยอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ บางที่ ข้าอาจเข้าใจนางผิดไป”
หวั่นซินดึงมือนางขึ้นรถม้า “คุณหนูไม่จำเป็นต้องคิดมาก ไปอารามฝอกวง
เพียงหนึ่งเดือน ประจวบเหมาะพอดีจะได้สงบจิตสงบใจ ท่านจะได้ฝึกวรยุทธ์อย่าง
วางใจด้วย”
รถม้าเคลื่อนตัวออกจากเมือง ท่ามกลางหมอกบางยามเช้าตรู่ เหลือไว้เพียง
เงามืดที่ทอดยาวบนพื้น
ครั้นออกจากเมืองเข้าสู่ถนนหลวง รถม้าเคลื่อนตัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้สอง
ข้างทางเคลื่อนผ่านไปข้างหลังอย่างรวดเร็วดั่งสายน้ำ ราวกับเป็นเงาลวงตา หัวใจ
ของซูหลีสงบลงไม่น้อย หลังจากเดินทางมาได้หนึ่งลี้ เบื้องหน้าพลันปรากฏม้า
สองตัวขวางถนนไว้ ม้าตัวหนึ่งในนั้นองอาจผึ่งผาย คือยอดอาชาอูจุยนั่นเอง
รถม้าพลันหยุดชะงัก หวั่นซินที่นั่งอยู่หน้ารถอึ้งงัน ยังไม่ทันเอ่ยคำใด บุรุษบน
ม้าก็พลันโฉบขึ้นมาบนรถม้าอย่างรวดเร็วราวกับว่าวถลาลม
“มีเรื่องใดหรือ?” ซูหลีแหวกม่านรถ ลมหนาวพัดปะทะเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
มีเพียงนัยน์ตาเปล่งประกายลึกล้ำของเขาที่มองมาด้วยรอยยิ้ม
โม่เซียงดีใจอย่างไม่อาจปกปิด รีบเดินออกไปนั่งหน้ารถอย่างรู้สถานการณ์ ขา
ยาวก้าวเข้ามาในรถม้า นั่งลงข้างกายนาง และกุมมือนางไว้
ความอ่อนโยนที่คุ้นเคยทำให้หัวใจนางอบอุ่น ซูหลีอึ้งไปครู่หนึ่ง ก็ถามอย่าง
สงสัย “ท่านอ๋องมาได้อย่างไรเพคะ?”
“เจ้าคิดว่าข้าจะไม่มาหรือ?” เขามองนางด้วยสายตาลึกซึ้ง ปกปิดความเสน่หา
ที่เอ่อล้นอยู่ในดวงตาไม่มิด
นางพลันหลุดหัวเราะ “ฝ่าบาทมีรับสั่งให้หม่อมฉันไปรับโทษ ห้ามผู้ที่มี
ตำแหน่งทางการไปส่งเด็ดขาด”
“ข้าไม่มีตำแหน่งทางการ มาส่งว่าที่พระชายาของตนเอง ใครกล้าขัดขวาง?”
เขายิ้มอย่างไม่ใส่ใจ มืออีกข้างก็ยกมากุมด้วย ไออุ่นแผ่ซ่าน ทำให้หัวใจนางอบอุ่น
อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“ซูซู” เขาเรียกนางเสียงเบา พาให้ใจนางสั่นไหว ถึงแม้นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ใกล้ชิด
กับเขา แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเขาเรียกนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นนี้ นางก็ยังคงอด
ไม่ได้ที่จะใจเต้น
“การตัดสินคดีเพิ่งอยู่ในระยะเริ่มต้น ท่านอ๋องยังมีเรื่องต้องทำอีกมาก ความ
จริง… ไม่จำเป็นต้องมาส่งก็ได้” นางทอดถอนใจ ครั้งนี้แม้นางช่วยเขาไว้ แต่กลับ
เกือบทำให้เขาพลอยเดือดร้อนไปด้วยแล้ว
“ถึงแม้มีเรื่องใหญ่เพียงใด ก็ไม่สำคัญเท่าเจ้า” ราวกับอ่านความคิดนางออก
เขากุมมือนาง แล้วยกขึ้นวางบนริมฝีปากตนเองเบาๆ”กู้หยวนถงมากเล่ห์เหลี่ยม
หากคราวนี้ไม่ใช่เพราะความปราดเปรื่องของเจ้าที่สั่งให้หวั่นซินปลอมตัวเป็นอ
วิ๋นเฟยก่อน จนรู้สาเหตุที่ทำให้นางคลุ้มคลั่ง เกรงว่าเราคงล้มกู้หยวนถงไม่ได้!”
เขาหยุดกล่าวไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาดำขลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้น จ้องมอง
นางอย่างลึกซึ้ง “ซูซู… ขอบใจเจ้ามากนะ! แต่ข้ากลับทำให้เจ้าลำบากเสียแล้ว!”