กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 60-1 มิอาจหันหลังกลับ (1)
เซียงซืออวี่ตะลึงงัน ใบหน้าซีดเผือด เขาวางไข่มุกฝูอวิ๋นลงบนโต๊ะเบาๆ แล้ว
กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและขมขื่น “เจ้ารู้หมดแล้วหรือ” ครั้นเห็นซูหลีมองเขา
เงียบๆ ด้วยสายตาเรียบเฉยเย็นชา เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างลืมตัว รีบร้อน
อธิบายทันที “ข้าไม่ได้ตั้งใจโกหกเจ้า! ข้าไม่รู้ว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่… ซูซู…”
ทุกคนต่างก็บอกว่าท่านหญิงหมิงซีซูหลีแห่งแคว้นเฉิง กระโดดแม่น้ำฆ่าตัว
ตายในวันที่องค์รัชทายาทตงฟางเจ๋ออภิเษกสมรส!
ซูหลีเบือนหน้าไปอีกทาง ทำใจแข็งกล่าวว่า “ข้าเองก็นึกไม่ถึงว่าท่านจะยังมี
ชีวิตอยู่เช่นกัน เหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในสวนหลีครั้งนั้น ทุกคนล้วนคิดว่า
ท่านสิ้นใจอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิงไปแล้ว… ท่านหนีออกไปได้อย่างไร?” ยามนั้น
เมืองหลวงแคว้นเฉิงบังคับใช้กฎอัยการศึก รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
แม้เขาจะรอดชีวิตมาจากทะเลเพลิง แต่หนีออกจากเมืองหลวงของแคว้นเฉิงไปได้
เช่นไรกัน?
ตงฟางจั๋วนั่งลงบนเก้าอี้ หวนนึกถึงความทรงจำในอดีต เขาก่อกบฏล้มเหลว
หลังจากถูกช่วยชีวิตจากการพยายามฆ่าตัวตาย ร่างกายก็ถูกไฟลวกทั้งตัว ไม่
เหลือสภาพเดิมอีก… เขาถูกบังคับให้ต้องซ่อนตัวอยู่ในถ้ำน้ำแข็งที่ไม่เห็นแสง
ตะวัน เหมือนลูกสุนัขจรจัดตัวหนึ่ง… ทว่าชีวิตช่วงนั้น กลับยังไม่ใช่ช่วงที่เขา
ลำบากที่สุด เขาก้มหน้ากล่าวว่า “พี่ใหญ่ของเจ้า… ช่วยข้าไว้”
ซูฉุน?! ซูหลีตกตะลึง นางนึกถึงกล่องขนาดใหญ่ที่ถูกมัดไว้ด้านหลังรถม้า
ของซูฉุนยามออกจากเมืองหลวงแคว้นเฉิงทันที นางยังจำได้ว่าตอนนั้นที่นางส่ง
เขาออกจากเมือง ตงฟางเจ๋อก็นั่งอยู่ในรถม้าของนางด้วย ทหารที่ทำหน้าที่เฝ้า
ประตูเมืองทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด ยืนยันจะเปิดกล่องตรวจสอบให้ได้ หากวันนั้น
ตงฟางเจ๋อไม่อยู่ในรถนาง หรือหากเขาไม่ออกมาขัดขวางทหารรักษาประตูเมือง
แล้วจับได้ว่าตงฟางจั๋วซ่อนตัวอยู่ในกล่อง ซูฉุนจะพบกับจุดจบเช่นไรกันนะ?
ลักลอบซ่อนตัวและช่วยเหลือกบฏหลบหนี เกรงว่าทั้งจวนอัครเสนาบดีคงต้องรับ
โทษประหารเก้าชั่วโคตร ซูหลีนึกย้อนไปในยามนี้ ก็พลันเสียวสันหลังวาบ เหงื่อซึม
เต็มฝ่ามือ
นางทั้งตกใจระคนโกรธเกรี้ยว “ท่านหลอกใช้พี่ใหญ่ของข้าหรือ?!”
ตงฟางจั๋วรีบกล่าว “ไม่ ไม่ ไม่ใช่นะ ตอนนั้นข้าบาดเจ็บหนักจนหมดสติ เป็นซู
ฉุนที่ช่วยชีวิตข้า และส่งตัวข้าออกจากเมืองหลวง… ข้าสะลึมสะลือ ไม่มี
สติสัมปชัญญะแม้แต่น้อย หลายครั้งที่อยากเกลี้ยกล่อมให้ซูฉุนล้มเลิกเสีย แต่จน
ใจเขากลับตำหนิข้ายกใหญ่…”
ซูหลีจ้องหน้าเขา ครั้นนึกถึงนิสัยจงรักภักดีของซูฉุน ไฟโทสะในอกก็มอดลง
หลายส่วน นางถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อหนีออกมาได้แล้ว ท่านกลายเป็น
นายน้อยแห่งเกาะตงหมิงได้เช่นไรอีก?”
สีหน้าของตงฟางจั๋วดูเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม หลังจากแยกกับซูฉุน เขาจับพลัด
จับผลูไปอยู่ที่เกาะตงหมิง แล้วพบกับคนบ้าคนหนึ่งเข้า คนผู้นั้นจับเขามัดติด
เตียงโดยอ้างว่าจะรักษาเขา แต่แท้จริงแล้วคนผู้นั้นต้องการฝึกทักษะการแปลง
โฉมใบหน้าตามความฝัน ระหว่างที่การฝึกล้มเหลวและสำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่า เขา
ต้องเผชิญหน้ากับความทรมานอันแสนสาหัสที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรม จนกระทั่งใน
ที่สุด เขาก็ได้กลายเป็นอีกคน! เรื่องเหล่านี้มิใช่ความทรงจำที่ดี เขาไม่อยากเล่าให้
นางฟัง แล้วตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเรื่องพวกนี้ด้วย เขาลุกขึ้น แล้วมองหน้า
ซูหลี “เรื่องนี้พูดแล้วยาว วันหลังหากมีเวลาข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟัง ตอนนี้ไปจาก
ที่นี่ก่อนเถิด…”
เขาจูงมือนางหมายจะเดินออกจากห้อง ซูหลีกลับสะบัดมือเขาออก จ้องตาเขา
นิ่งๆ แล้วถามด้วยสายตาคมปลาบ “ท่านมาทำอะไรที่แคว้นติ้ง?”
สายตาของตงฟางจั๋วไหวระริก แววตาเจ็บปวดพลันแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขาดูร้อนรน “ข้า… ข้ามาเที่ยวงานชุมนุมไป่จี๋… นึกไม่ถึงว่าจะได้พบเจ้า สวรรค์
คงสงสารข้า จึงได้มอบโอกาสให้ข้าได้กลับมายืนข้างกายเจ้าอีกครั้ง! ซูซู…”
เขาหมายจะกุมมือนางอีกครั้ง ซูหลีเบี่ยงตัวหลบสัมผัสจากเขา จ้องหน้าเขา
ด้วยสายตาเย็นชา “ท่านเห็นข้าโง่เขลาหรืออย่างไร? ก่อกบฏล้มเหลว วางเพลิงฆ่า
ตัวตาย รอดชีวิตจากทะเลเพลิง หนึ่งปีให้หลัง กลับมาปรากฏตัวต่อหน้าชาวโลก
อีกครั้ง ด้วยใบหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง! ใครจะเชื่อว่าท่านไม่มีความแค้น?
หากท่านคิดจะแก้แค้น เหตุใดไม่ไปที่แคว้นเฉิง แต่กลับมายังแคว้นติ้ง?”
ตงฟางจั๋วหอบหายใจหนักหน่วง แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
ผ่านไปครู่หนึ่ง ซูหลีถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ตอนที่เสด็จพี่ถูกลอบโจมตีที่เขต
ชายแดน ท่านช่วยเขาไว้จริงหรือ?”
ตงฟางจั๋วพยักหน้า “ใช่”
ซูหลีถามอีกว่า “ในงานชุมนุมไป่จี๋ เขาถูกลักพาตัว จากนั้นข้าก็ถูกจับตัวไปอีก
ทุกอย่างล้วนเกี่ยวกับท่านใช่หรือไม่? เซี่ยอวิ๋นเซวียนฉวยโอกาสลอบสังหารตง
ฟางเจ๋อตอนเขาขับพิษ ก็เป็นฝีมือท่านบอกข่าวให้เขารู้ใช่หรือไม่? ท่านร้ายกาจยิ่ง
นัก! หากมิใช่ท่านดื่มสุราในงานแต่งของเสด็จพี่จนเมามาย แล้วเผยพิรุธให้ข้าเห็น
ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่มีทางคาดคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของท่าน!”
ตงฟางจั๋วหน้าเปลี่ยนสี แววตาสำนึกผิดเด่นชัดบนใบหน้า เขาก้มหน้า พูดไม่
ออก
แววเจ็บปวดพาดผ่านดวงตาของซูหลี นางเม้มปาก กล่าวว่า “เหตุใดทุกครั้งที่
ข้าเริ่มให้อภัยท่าน ยอมรับท่าน และคิดว่าท่านเป็นเพื่อนแท้ของข้า ท่านต้องบ่อน
ทำลายเรื่องราวดีๆ ทำลายความสงบสุขทั้งหมด และทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเพียง
ภาพลวงตาด้วย? ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่? ลักพาตัวเสด็จพี่เพื่อจุดประสงค์ใด?
จับตัวข้าไป แต่กลับพยายามเปลี่ยนตัวข้ากับเซี่ยหมิงหยาง เช่นนั้นหากเปลี่ยนตัว
ไม่สำเร็จ ก็คิดจะฆ่าข้าด้วยงั้นหรือ?”
คำถามที่ออกมาจากปากนางอย่างต่อเนื่อง ทำลายความเข้มแข็งของเขา
ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดจนเหมือนตายทั้งเป็น เขามองหน้านาง แล้วกล่าวด้วยน้ำ
เสียงสั่นเครือ “ซูซู นั่นไม่ใช่ความคิดของข้า ข้า ข้า ข้า…” เขาพูดคำว่าข้าซ้ำกันถึง
สามครั้ง แต่กลับพูดอะไรไม่ออกอีก เขาหลับตาแน่น ภาพเหตุการณ์ไฟไหม้บนเรือ
สินค้าผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้ง วันนั้น เขาไม่รู้ว่านางคือองค์หญิงแห่งแคว้นติ้ง
เขาสั่งให้คนจับตัวนางเป็นเรื่องจริง ทำให้นางบาดเจ็บที่แขนก็เป็นเรื่องจริง
เหตุการณ์ระเบิดบนเรือสินค้าที่ทำให้นางมีอันตรายถึงชีวิต ก็เป็นเรื่องจริงเช่น
กัน… ทุกอย่างล้วนเป็นความผิดพลาดของเขา เขาไม่มีข้อโต้แย้งใดทั้งสิ้น
ซูหลีจ้องหน้าเขานิ่งๆ สายตาของนางผิดหวังถึงเพียงนั้น ทำให้เขาเจ็บปวด
แสนสาหัส เขาหอบหายใจ แล้วกล่าวว่า “ซูซู ไม่ว่าก่อนหน้านั้นข้าต้องการทำอะไร
ตอนนี้ข้าได้ล้มเลิกไปหมดแล้ว เพื่อเจ้า ข้ายอมหยุดแก้แค้นตงฟางเจ๋อ และยอม
ละทิ้งตัวตนเดิมของข้า ข้าไม่สนใจกระทั่งว่าข้าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเท่าใด…” จู่ๆ
เขาก็ก้าวไปข้างหน้า กุมมือทั้งสองข้างของนางแน่นๆ แล้วอ้อนวอนด้วยสายตา
เจ็บปวด “ขอเพียงได้อยู่ข้างกายเจ้า ข้ายอมทำเพื่อเจ้าได้ทุกอย่าง!”
หัวใจของซูหลีพลันจมดิ่งสู่ก้นเหว นางสะบัดมือเขาออก แล้วเอ่ยด้วยสายตา
เย็นชาหนักแน่น “ท่านยังคงไม่เข้าใจอะไรเลย ท่านทำมากมายขนาดนี้ เพื่ออะไรกัน
แน่?”
ตงฟางจั๋วกล่าว “ข้าไม่อยากให้เจ้าแต่งงานกับตงฟางเจ๋อ เขาไม่คู่ควร!”
ซูหลียิ้มเย็น “เขาไม่คู่ควร แล้วท่านคู่ควรหรือ? ตงฟางจั๋ว นับตั้งแต่วัน
แต่งงานของเรา สวรรค์ก็ได้กำหนดแล้วว่าชาตินี้เรื่องราวระหว่างท่านกับข้าเป็นไป
ไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าท่าจะเป็น หรือตาย หรือฟื้นคืนจากความตาย ข้าหลีซู ไม่มีวัน
แต่งงานกับตงฟางจั๋วอีก และยิ่งไม่อาจแต่งงานกับเซียงซืออวี่!”
วาจาไร้เยื่อใยของนาง ทำลายความหวังสุดท้ายของเขาอย่างไร้ความปรานี
แสงไฟสว่างไสวด้านหลังสาดส่องเข้ามา เงาร่างผ่ายผอมของเขาราวกับใบไม้ที่
ร่วงโรยกลางสายลม ไร้ซึ่งชีวิตชีวา เขาผงะถอยหลังไปสองก้าว ดวงตาเต็มไป
ด้วยความสิ้นหวังและแหลกสลาย เขาหลับตา แสงสว่างที่มีกลับกลายเป็นความ
มืดมิด ไม่มีแสงนำทางใดสามารถสาดส่องเข้าไปในใจเขาได้อีกแล้ว และการมีชีวิต
อยู่ ก็ได้กลายเป็นเรื่องน่าขำที่สุดของเขา
ซูหลีล้วงผลึกอำพันที่เขามอบให้ออกมาจากอกเสื้อ แล้วโยนลงบนโต๊ะ กล่าว
ด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “สิ่งนี้คืนให้ท่าน ต่อไปอย่าได้ทำสิ่งใดเพื่อข้าอีก ข้าไม่
ต้องการ”
สายตาของตงฟางจั๋วแปรเปลี่ยนเป็นเจ็บปวด เขาก้มหน้ามองสิ่งที่อยู่บนโต๊ะ
ไข่มุกฝูอวิ๋นแม้ประณีตงดงาม แต่กลับเสียหายไม่สมบูรณ์ นั่นคือความผิดพลาด
และความเสียใจในอดีตของเขา ส่วนผลึกอำพันอันสุกสกาวสดใส ที่มีดอกหลีสีขาว
บริสุทธิ์เป็นจี้อยู่ตรงกลางนั้น เคยเต็มไปด้วยความสุขและความหวังของเขาใน
ปัจจุบัน เดิมทีมันเคยเป็นสิ่งของที่มีความหมายสำหรับเขามากที่สุด ยามนี้กลับ
กำลังหัวเราะเยาะความปรารถนาที่เขามีตลอดมา!
เขาพลันแสบร้อนจมูก น้ำใสๆ หลั่งรินออกจากดวงตา เขามิอาจควบคุม
ตนเองได้ คว้าเอาไข่มุกฝูอวิ๋นและผลึกอำพันบนโต๊ะ แล้วหันหลังหัวเราะอย่างเจ็บ
ปวด “ข้าเข้าใจแล้ว! เจ้าไม่มีวันแต่งงานกับข้า และไม่มีวันชอบข้าอีก… เจ้าไม่
ต้องการให้ข้าทำอะไรเพื่อเจ้า ทุกอย่างที่ข้าทำล้วนเป็นความหมกมุ่นของข้าแต่
เพียงฝ่ายเดียว!”
ชอบหลีซู จึงไปขอพระราชทานงานแต่งจากเสด็จพ่อ อยากได้ซูหลี จึง
พยายามตามตอแยอย่างสุดกำลัง เมื่อต้องการขัดขวางไม่ให้นางแต่งงานกับตง
ฟางเจ๋อ ก็ตัดสินใจก่อกบฏ… ทุกอย่างที่เขาทำ ล้วนเป็นเพียงแค่ความต้องการ
ของเขา! ก็เหมือนกับผลึกอำพันเม็ดนี้ นางบอกว่าวิธีนี้สามารถเก็บถนอมกลิ่น
หอมของดอกหลีไว้ได้ แม้ว่าเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาดอกหลีไว้ได้ แต่กลับไม่
อาจรั้งหัวใจนางไว้ ทุกอย่างที่เคยเป็นของเขา ล้วนถูกเขาทำลายจนสิ้น ตั้งแต่วัน
แต่งงานของเขาแล้ว
บทที่ 60-2 มิอาจหันหลังกลับ (2)
ตงฟางจั๋วยกมือปิดตาตนเองแน่น ยามนี้เพิ่งจะมาตระหนักได้ว่าผิดตรงที่ใด ก็
สายเกินไปเสียแล้ว ตั้งแต่ต้นจนจบ ล้วนเป็นเขาที่ฝืนชะตา
เขาควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ค่อยได้ ซูหลีถอนหายใจ แล้วหันหลังมองออกไป
นอกหน้าต่าง “ท่านไปเถิด ไปจากที่นี่ ไปจากแคว้นติ้ง กลับไปเป็นนายน้อยที่เกาะ
ตงหมิงเช่นเดิม อย่าคิดถึงสิ่งที่ไม่มีวันเป็นไปได้อีกเลย”
ตงฟางจั๋วกำผลึกอำพันอันเย็นเยียบในมือไว้แน่น ร่างกายสั่นเทา คล้ายไม่อาจ
ทนรับความเจ็บปวดและความทรมานเหล่านี้ได้อีกต่อไป เขามองสตรีที่ทำได้แค่
มอง แต่ไม่อาจเอื้อมตรงหน้า ลึกๆ ข้างในเจ็บปวดร้าวราน พยายามสู้กับตนเอง
เพื่อตัดขาดกับสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต สิ่งสำคัญที่ความจริงเขาได้ทำมันหล่นหายไป
ตั้งนานแล้ว และไม่มีวันได้กลับคืนมาอีก… สายตาของตงฟางจั๋วเลื่อนลอย เขา
พึมพำเสียงเบา “ซูซู พวกเรา…”
ในยามนี้เอง เสียงกองทัพกีบเท้าม้าพลันดังสนั่นเลื่อนลั่น ทำลายค่ำคืนอัน
เงียบสงบ สายตาของตงฟางจั๋วและซูหลีพลันแปรเปลี่ยน ขณะเดียวกัน บนถนน
หลวงด้านนอก กองกำลังทหารเรียงแถวเป็นแนวยาวกำลังสาวเท้าเข้ามาด้านหน้า
โรงเตี๊ยมอย่างพร้อมเพรียง ม้าอูจุยคำรามเสียงดัง บุรุษบนหลังม้าสวมอาภรณ์สี
ดำ ราศีน่าเกรงขาม เขาโบกมือไปทางโรงเตี๊ยม กองกำลังทหารที่ยืนอยู่ด้านหลัง
พลันแบ่งออกเป็นสองแถว และล้อมเข้ามาอย่างรวดเร็ว
แสงสว่างในวงกว้าง สาดส่องผืนฟ้าอันมืดมิดให้สว่างเจิดจ้า
ซูหลีตกตะลึง ตงฟางเจ๋อนัดหมายเสด็จพี่มาพบที่นี่ เดิมทีควรมาเงียบๆ และ
หารือกันอย่างลับๆ แต่เขากลับพาคนกลุ่มใหญ่เข้ามาล้อมรอบโรงเตี๊ยม เขาคิดจะ
ทำอะไร? นางหันไปมองคนข้างกายทันที สีหน้าตงฟางจั๋วตึงเครียด สองหมัดกำ
แน่น สายตาไม่วอกแวก จ้องมองคนที่อยู่ด้านล่างเขม็ง ความเคียดแค้นในสายตา
ยังคงรุนแรงเช่นในอดีต หัวใจของซูหลีพลันจมดิ่งสู่ก้นเหว
นอกโรงเตี๊ยม สายตาของตงฟางเจ๋อเย็นชาดุจน้ำแข็ง “ค้นให้ทั่ว จับตัวเขาให้
ได้!”
เซิ่งฉินและเซิ่งจินรีบพาคนบุกเข้าไป ประตูโรงเตี๊ยมที่ทำจากทองเหลืองปิด
สนิทนานแล้ว แข็งแกร่งทนทาน แทงฟันไม่เข้า เซิ่งฉินกับเซิ่งจินร่วมแรงกับทหาร
อีกหลายคน ประตูก็ยังไม่สะเทือนแม้แต่น้อย พวกเขาสบตากัน จากนั้นก็กลับไป
รายงานเสียงดัง “ทูลฝ่าบาท ประตูโรงเตี๊ยมถูกลงกลอนจากข้างใน กระหม่อมไร้
ความสามารถ ฝ่าบาทโปรดมีพระบัญชาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ตงฟางเจ๋อไม่พูดอะไร กวาดมองโรงเตี๊ยมที่ดัดแปลงมาจากป้อมปราการตรง
หน้าด้วยสายตาเย็นชา กำแพงสีเขียวเทา เหมือนดั่งเหล็กกล้า หากคิดจะใช้กำลัง
บุกเข้าไป มิใช่เรื่องง่าย
ซูหลีหันไปมองตงฟางจั๋วด้วยความตกใจ “… ลงกลอนประตูใหญ่ ท่านคิดจะ
ทำอะไร?”
ตงฟางจั๋วรีบกล่าว “ไม่ใช่ข้า! ที่นี่ไม่ปลอดภัย เจ้ารีบไปเถิด!”
ซูหลีจ้องหน้าเขาเขม็ง สายตาไม่วอกแวก ไม่รู้ทำไม จู่ๆ นางก็รู้สึกสังหรณ์ใจ
อย่างรุนแรง นางก้าวเข้ามา ถามเสียงขรึม “ท่านยังมีเรื่องใดปิดบังข้าอยู่อีกหรือ
ไม่?”
สายตาของตงฟางจั๋วไหวระริกเล็กน้อย ไม่รู้ว่าควรอธิบายเช่นไร ได้แต่เร่งเร้า
นาง “ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว เอาเป็นว่าเจ้ารีบไปจากที่นี่ ที่นี่มี…”
“เซียงซืออวี่!” น้ำเสียงเย็นชาของตงฟางเจ๋อดังก้องขึ้นตัดบทคำพูดของเขา
“เจ้าวางแผนชั่วบ่อนทำลายความสัมพันธ์ของสองแคว้น ฉวยโอกาสแย่งคนรักผู้
อื่น ถือเป็นพฤติกรรมเลวทรามต่ำช้า ออกมามาคุยกันให้รู้เรื่อง!”
สายตาของตงฟางจั๋วแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด เดิมหมายจะตะโกนโต้กลับ
สักสองสามประโยคแต่ก็หุบปากไปก่อน เขาแสยะยิ้มเย็นชาแล้วหันไปมองด้าน
นอก
ตงฟางเจ๋อกวาดมองหน้าต่างมากมายบนเรือนมังกรล้อม เห็นหน้าต่างแต่ละ
บานคับแคบและมืดมิด เห็นเพียงหน้าต่างบานสองบานเท่านั้นที่คล้ายมีเงาคน
เคลื่อนไหวรางๆ ยากจะแยกแยะว่าเป็นผู้ใด ก็อดแค่นหัวเราะไม่ได้ “เซียงซืออวี่ เจ้า
เลิกซ่อนตัวได้แล้ว ข้ารู้แล้วว่าเจ้าเป็นใคร เหตุการณ์เพลิงไหม้ในปีนั้นไม่อาจคร่า
ชีวิตเจ้าได้ ยามนี้เจ้าเปลี่ยนใบหน้าใหม่ สลับตัวตน กลายเป็นนายน้อยแห่งเกาะตง
หมิง! คนที่เจ้าซ่อนไว้บนเกาะ ข้าพาตัวมาให้เจ้าแล้ว พี่รอง จะไม่ออกมาพบหน้า
หน่อยหรือ?”
คำว่า ‘พี่รอง’ ราวกับดึงทุกอย่างให้ย้อนกลับไปในอดีต ยามนั้นเขาเป็นพระ
โอรสองค์โตของฮองเฮา จิ้งอันอ๋องตงฟางจั๋ว ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้
ส่วนคนผู้นั้นเป็นโอรสที่ถือกำเนิดจากพระสนมกุ้ยเฟย เจิ้นหนิงอ๋องตงฟางเจ๋อ มี
จิตใจทะเยอทะยาน คิดจะฮุบตำแหน่งรัชทายาท ในอดีตพวกเขามีทุกอย่างสูสีกัน
ปะทะกันครั้งแล้วครั้งเล่า ยามนี้กลับมีฐานะต่างกันราวฟ้ากับเหว เขากลายเป็น
กบฏหลบหนี ที่จำต้องเปลี่ยนโฉมใหม่ หวังกลับมาตั้งตนเป็นใหญ่อีกครั้ง ส่วนคน
ผู้นั้นกลายเป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นเฉิง มีบารมีเรืองรอง หวังครองโลกทั้งใบ เวลา
ค่อยๆ หมุนเวียนเปลี่ยนผัน ถึงแม้พวกเขาเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน แต่กลับ
ไม่อาจหลีกเลี่ยงชะตากรรมที่ต้องห้ำหั่นกันได้
ซูหลีมองตงฟางจั๋ว “เขารู้ตัวตนของท่านแล้ว รีบหนีไปเถิด!”
เซียงซืออวี่ไม่ขยับ ดวงตาเต็มไปด้วยความแค้น กลับแค่นหัวเราะ “หนี? ข้ายัง
หนีไปไหนได้อีก?”
หัวใจของซูหลีบีบรัด นางมองออกไปนอกหน้าต่าง
เซิ่งเซียวพาชายชราคนหนึ่งเดินออกมายืนกลางลานกว้าง ชายชราคนนั้นรูป
ร่างเล็กมาก สูงครึ่งเดียวของคนทั่วไปเท่านั้น ยามนี้ใบหน้าเขาแก่ชราและ
ผ่ายผอม ผมเผ้ายุ่งเหยิง ถูกเซิ่งเซียวหิ้วคอเสื้อจากด้านหลัง เท้าลอยเหนือพื้น
เขาเปล่งเสียงฟังไม่ได้ศัพท์ คล้ายคนสติไม่ดี แต่ดวงตาของชายเสียสติคนนี้กลับ
เป็นประกาย เขาจ้องเข้าไปในหน้าต่างอันมืดมิด คล้ายกำลังค้นหาใบหน้าอันคุ้น
เคย
ตงฟางจั๋วเห็นเขา นัยน์ตาพลันแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ซูหลีเอ่ยถามด้วยความ
สงสัย “เขาเป็นใคร?”
ตงฟางจั๋วหมุนกายเอาหลังแนบกำแพง กำแพงอันหนาวเย็นทำให้เขาตัวสั่น
งันงก เขากล่าวด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “คนที่เปลี่ยนโฉมให้ข้า”
ซูหลีประหลาดใจ “หมอที่รักษาท่าน?”
ตงฟางจั๋วกัดฟันกล่าวว่า “ข้าควรฆ่าเขาเสียตั้งแต่แรก!”
ดูจากสายตาเขา เต็มไปด้วยความเคียดแค้นอย่างเห็นได้ชัด ซูหลีอดกล่าวด้วย
ความตกตะลึงไม่ได้ “ท่านเหมือนเกลียดแค้นเขามาก? เขาช่วยท่านไว้ไม่ใช่หรือ?”
ตงฟางจั๋วปิดหน้าด้วยนิ้วมืออันสั่นเทา “ตอนแรกข้าก็คิดว่าเขาต้องการช่วย
เหลือข้าด้วยความจริงใจ แต่นึกไม่ถึงว่าเขากลับเห็นข้าเป็นเครื่องมือทดลอง
เท่านั้น! ใบหน้านี้… ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาถึงเจ็ดครั้ง หากข้าไม่ฉวยโอกาสตอน
เขาเผลอแล้วหนีออกมา เกรงว่าตอนนี้ข้าคงถูกเขาเปลี่ยนโฉมไปตั้งแต่หัวจรดเท้า
แล้ว”
ซูหลีตื่นตะลึง “เหตุใดเขาต้องทำเช่นนี้ด้วย?”
น้ำตาไหลอาบหน้าตงฟางจั๋ว เขาตวาดเสียงต่ำ “เขาเป็นคนเสียสติ! คนบ้า!
ไม่มีความเป็นคน!”
คนบ้าที่มีทักษะทางการแพทย์ยอดเยี่ยม แต่กลับไม่มีจรรยาบรรณของความ
เป็นแพทย์ ใช้คนเป็นมาเป็นตัวทดลอง โหดร้ายเกินไปจริงๆ ซูหลีถอนหายใจ
เบาๆ”แต่สุดท้ายท่านก็ไม่ได้ฆ่าเขา…”
ตงฟางจั๋วเงียบงันไม่พูดจา ความเจ็บปวดทรมานสะท้อนชัดในดวงตา
ด้านล่างโรงเตี๊ยม ตงฟางเจ๋อแสยะยิ้มแล้วหันไปกล่าวกับชายชรา “ดูเหมือน
เขาไม่คิดจะลงมาช่วยเจ้า เซิ่งเซียว ฆ่าเขาเสีย”
เซิ่งเซียวชูดาบขึ้น ชายชราผู้นั้นหน้าเปลี่ยนสี รีบโบกมือไปมา “อย่านะ! อย่าฆ่า
ข้า เขายังต้องการให้ข้าช่วยชีวิตเขาอยู่ เขาไม่มีทางไม่ช่วยชีวิตข้า!” เขาโบกมือไป
ทางเรือนล้อมมังกร แล้วตะโกนเสียงดัง “เซียงซืออวี่ ยาหุยซินที่เจ้าต้องการข้าทำ
เสร็จแล้ว หากเจ้าไม่ช่วยข้า เจ้าก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานเช่นกัน”
ซูหลีขมวดคิ้ว “เขาหมายความว่าเช่นไร?”
เซียงซืออวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เขาเปิดช่องท้องแล้วเปลี่ยนถ่าย
อวัยวะข้าไปสองชิ้น ต้องกินยาจึงจะใช้ชีวิตปกติต่อไปได้”
ซูหลีตกใจ สายตาที่มองเขาสะท้อนแววเห็นใจ นึกไม่ถึงว่าเขารอดชีวิตมาจาก
ทะเลเพลิงแล้ว กลับต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานที่คนทั่วไปไม่อาจ
จินตนาการได้มามากมายถึงเพียงนี้ นางอดไม่ได้ที่จะก้าวเข้าไปหาเขา “ตงฟางจั๋ว
กลับตัวตอนนี้ยังไม่สายไป ข้าจะออกไปพร้อมกับท่าน ข้าช่วยท่านได้…”
ตงฟางจั๋วส่ายหน้าอย่างขมขื่น “ไม่ต้องหรอก ผืนฟ้ากว้างใหญ่ แต่ไร้ที่ให้ข้า
ยืน ซูซู… เจ้าไม่ต้องห่วงข้า เจ้าไปเถิด”