กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 8 องค์หญิงฉางเล่อ (4)
ซูหลีอ้าปาก แต่กลับไม่อาจเปล่งเสียงเรียกออกไป
ฮองเฮาทนดูไม่ไหว จึงก้าวออกมา แล้วกล่าวว่า “เด็กดี ลำบากเจ้ามานานแล้ว
ถึงแม้ตอนนั้นพ่อเจ้าจะมีความผิด แต่เห็นแก่ที่เขาทุกข์ทรมานด้วยความคะนึงหา
มานานหลายปี อย่าได้ถือโทษโกรธเขาอีกเลย ได้หรือไม่? หากมารดาเจ้ายังอยู่ จะ
ต้องหวังให้ลูกของนางกลับมาหาบิดาบังเกิดเกล้าอย่างแน่นอน!”
ซูหลีก้มหน้า ปล่อยให้น้ำตาไหลริน ลึกๆ ในใจกลับรู้สึกหวาดกลัว
ฮ่องเต้ลุกขึ้นยืน เอื้อมมืออันสั่นเทาไปกุมแขนนาง “ฉางเล่อ! ตั้งแต่ที่ข้ารู้ว่ามี
เจ้า ข้าก็ตั้งชื่อให้เจ้าว่าฉางเล่อทันที ฉางเล่อ ข้าหวังว่าเจ้าจะมีความสุขยืนยาวไป
ตลอดชีวิตเหมือนชื่อที่ข้าตั้งให้! นึกไม่ถึง ข้ากลับทำให้เจ้าลำบากตรากตรำ… ข้า
ผิดต่อเจ้ายิ่งนัก… ชีวิตนี้ขอเพียงได้ยินเจ้าเรียกว่าเสด็จพ่อสักครั้ง แม้ตายข้าก็
ไม่เสียดายอีกแล้ว…”
เท้าของเขาอ่อนแรง แทบจะหมดสติล้มลงไปอีกครั้ง ซูหลีตกใจ รีบเข้าไป
ประคองเขา
มือของนางประคองมือของเขา สายตาสองคู่สานประสบ เลือดข้นกว่าน้ำ ถึง
อย่างไรสายสัมพันธ์ของครอบครัวก็หยั่งรากลึกลงไปในสายเลือดไม่อาจตัดขาด
ฮ่องเต้ขานเรียกเสียงสั่น “ฉางเล่อ…”
น้ำตาไหลอาบใบหน้าของนาง นางสะอื้นไห้แล้วขานเรียก “เสด็จพ่อ”
ฮ่องเต้แคว้นติ้งรั้งซูหลีเข้าไปกอดแน่นๆ ร้องไห้ด้วยความปลื้มปีติ หลางฉ่าง
ที่ยืนอยู่ด้านหนึ่งแย้มยิ้มอย่างชื่นใจ
“ยินดีด้วยเพคะฝ่าบาท ในที่สุดครอบครัวก็พร้อมหน้า!” ฮองเฮากล่าวด้วย
ความยินดี
“ยินดีด้วยเพคะฝ่าบาท! ยินดีด้วยเพคะองค์หญิงฉางเล่อ!” ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่
ยกับคนอื่นคุกเข่า เสียงถวายพระพรดังไปทั่วทั้งในและนอกตำหนักบรรทม
∗∗∗
วันต่อมา ฮ่องเต้แคว้นติ้งมีพระราชโองการประกาศให้ไพร่ฟ้าปวงชนทราบโดย
ทั่วกัน องค์หญิงฉางเล่อที่หายสาบสูญไปนานหลายปีกลับคืนสู่วัง ฮ่องเต้
พระราชทานนามว่าหลางชิง บันทึกในลำดับวงศ์ตระกูล เป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์
ติ้งอันรุ่งเรืองตลอดกาล และสั่งให้จัดงานเฉลิมฉลองต้อนรับการกลับมาของ
องค์หญิงพร้อมกับงานชุมนุมไป่จี๋ที่จะมีขึ้นในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง
ยามบ่ายคล้อย ณ ตำหนักฉางเซิง สายลมอ่อนโชยผ่าน บรรยากาศในฤดูใบไม้
ผลิเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
ในศาลา ซูหลีกับซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยนั่งหันหน้าเข้าหากัน พวกนางกำลังมีสมาธิกับ
การเล่นหมากล้อม หลางฉ่างก้าวเข้ามาในศาลา พวกนางก็ยังไม่รู้ตัว นางกำนัล
หมายจะเดินเข้ามาถวายบังคม แต่กลับถูกเขาปรามด้วยสายตา
เห็นเพียงบนกระดานหมากเต็มไปด้วยสีขาวดำสลับเรียงราย มองแวบแรก
ยากจะตัดสินว่าผู้ใดเป็นฝ่ายเหนือกว่า
ครั้นเข้าสู่ช่วงสุดท้าย ทั้งสองก็ยิ่งเพ่งสมาธิ ทุกครั้งที่เดินหมาก จะใคร่ครวญ
อยู่นาน
หมากสีดำในมือซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยถูกวางลงบนกระดาน หลางฉ่างอดอุทานด้วย
ความชื่นชมไม่ได้ ก้าวนี้ไม่เพียงขัดขวางการโจมตีของซูหลีได้ ยังพลิกกลับมาเป็น
ฝ่ายจู่โจมได้อีกด้วย
ซูหลียกมือเท้าคาง ครุ่นคิดหากลยุทธ์รับมือ หลังผ่านไปครึ่งก้านธูป นางก็
ถอนหายใจเบาๆ ส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วกล่าวว่า “ข้าแพ้แล้ว” ครั้นเงยหน้ากลับเห็น
หลางฉ่างยืนเอามือปิดปากกลั้นหัวเราะอยู่ด้านหนึ่ง ไม่รู้เขามาตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว
“เสด็จพี่มาตั้งแต่เมื่อใด เหตุใดไม่ให้ซุ่มไม่ให้เสียงเลยเล่าเพคะ?”
หลางฉ่างเดินเข้ามา ยิ้มหยอกเย้า แล้วกล่าวว่า “หากข้าส่งเสียง จะได้เห็นการ
ต่อสู้กันอย่างดุเดือดอย่างนี้หรือ?”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยลุกขึ้นถวายบังคม “อวิ๋นฮุ่ยถวายบังคมองค์รัชทายาทเพคะ”
หลางฉ่างรีบเข้าไปประคองนาง กล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “ที่นี่มีเพียงพวก
เราสามคน ไม่เห็นต้องมากพิธีเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นข้าเคยบอกแล้ว เจ้ากับข้าเป็นคน
ตระกูลซั่งกวนเหมือนกัน อยู่ด้วยกันลำพังเรียกข้าว่าเสด็จพี่ก็พอ” เขากล่าวด้วย
น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน คล้ายไม่ได้แตกต่างจากยามปกติ แต่ซูหลีได้ยินน้ำเสียง
เขา ก็สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนเป็นพิเศษที่แฝงอยู่ในนั้น นางพลันสะดุดใจ
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยถอยหลังหนึ่งก้าว ยังคงค้อมศีรษะด้วยท่าทางนอบน้อม นาง
หลุบตาต่ำ แย้มยิ้มแล้วกล่าวว่า “ขอบพระทัยเสด็จพี่ ถึงแม้จะพูดเช่นนี้ แต่ก็ไม่
อาจละเลยมารยาทอันสมควรได้เด็ดขาดเพคะ”
หลางฉ่างจนใจ มองนางด้วยสายตาลึกซึ้ง ไม่ได้พูดอะไรอีก
ซูหลีสั่งให้นางกำนัลเก็บกระดานหมาก แล้วนำชามาถวาย ทั้งสามแยกกันนั่ง
ลง หวนนึกถึงหมากกระดานเมื่อครู่ นางกล่าวอย่างนึกเสียดาย เหมือนยังค้างคา
ใจ “เดิมทีนึกว่าจะสามารถเอาชนะเพื่อชะล้างความอัปยศในอดีตได้ สุดท้ายก็ยังคง
แพ้อยู่ดี”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเอ่ยพลางแย้มยิ้ม “ข้าเองก็ได้ชัยชนะมาอย่างยากลำบากเช่น
กัน”
ซูหลีแสร้งกล่าวด้วยท่าทางขุ่นเคือง “ข้าต่างหากที่ลำบาก”
หลางฉ่างชี้ไปที่ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยแล้วกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ “เจ้าอาจยังไม่รู้? อ
วิ๋นฮุ่ยนางเป็นยอดฝีมือด้านการเดินหมาก น้อยนักจะเจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ ใน
วังนี้ไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของนางได้อีกแล้ว”
ซูหลีร้อง “หา” จากนั้นก็โวยวาย “มิน่าเล่าตอนที่นางชวนข้าเล่นหมากรุก เสด็จ
พ่อกับเสด็จแม่ถึงได้เอาแต่หัวเราะแปลกๆ ตลอด”
“มิได้เก่งกาจถึงขนาดที่องค์รัชทายาทกล่าวเสียหน่อยเพคะ” ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ย
ขมวดคิ้ว มองหลางฉ่างด้วยสายตาเคืองขุ่นเล็กน้อย วันนี้นางสวมอาภรณ์ฤดู
ใบไม้ผลิสีเหลืองผลซิ่ง [1] งดงามหรูหรา ขับเน้นให้นัยน์ตาดำขลับดั่งเครื่อง
เคลือบแวววาว เขาถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบยกถ้วยชาขึ้นจิบ เพื่อ
ปกปิดอาการ
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยกล่าวด้วย “หม่อมฉันฝึกการเดินหมากมาตั้งแต่ยังเล็ก นี่ก็สิบ
กว่าปีมาแล้ว ย่อมต้องชำนาญบ้าง ฉางเล่อแลกเปลี่ยนความรู้กับหม่อมฉัน จึงไม่
จำเป็นต้องอ่อนข้อ แท้จริงเป็นหม่อมฉันที่เอาเปรียบนาง”
“จริงหรือ? เจ้ากลัวว่าต่อไปข้าจะไม่ยอมเดินหมากกับเจ้าจึงพูดเช่นนี้มากกว่า
กระมัง” ซูหลีทำหน้างอ สายตากลับแฝงแววหยอกเย้า
“ข้าพูดจากใจจริง” ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเม้มปากยิ้ม แล้วกล่าวด้วยความจริงใจ
“ฉางเล่อ ที่จริงแล้วฝีมือและพรสวรรค์การเดินหมากของเจ้าดีมาก เวลาเพียง
หนึ่งเดือนก็ก้าวหน้าถึงขนาดนี้แล้ว ถือว่ายอดเยี่ยมมากทีเดียว ตั้งใจร่ำเรียน หาก
ใช้เวลาอีกหน่อย จะต้องมีพัฒนาการที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน พอถึงตอนนั้น คง
ถึงคราวของข้าที่ต้องเป็นฝ่ายแสดงความไม่พอใจต่อเจ้าบ้างแล้ว”
ซูหลีแสร้งทำหน้าตาครุ่นคิดอย่างจริงจัง “ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน วันนั้นจะ
ต้องมาถึงในอีกไม่ช้าแน่นอน!”
สองสาวมองหน้ากัน ข้ามองเจ้า เจ้ามองข้า สุดท้ายก็กลั้นขำไม่ไหว ต่างหลุด
หัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงเบิกบานใจ
แม้ถูกจับเป็นตัวประกันตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอเพราะสถานการณ์บีบบังคับ แต่ซั่
งกวนอวิ๋นฮุ่ยกลับไม่ได้มีอคติ ตรงกันข้ามนางกลับชื่นชมสติปัญญาและความ
กล้าหาญของซูหลี ขณะเดียวกันน้ำใจอันกว้างขวางของซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ย ก็ทำให้ซู
หลีรู้สึกดีกับนางมาก
เข้าวังมาหนึ่งเดือน ทั้งสองมีโอกาสทำความรู้จักกันค่อนข้างมาก จึงค่อยๆ
สนิทสนมกัน ต่อมาซูหลีรู้จากฮองเฮาว่า มารดาของซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยสิ้นลมยาม
คลอดนาง บิดาซั่งกวนเจิ้งเต๋อ เป็นแม่ทัพปกป้องบ้านเมือง เป็นคนตระกูลเดีย
วกับซั่งกวนฮองเฮา ตายในสนามรบยามนางอายุได้ห้าขวบ ซั่งกวนฮองเฮาสงสาร
ที่นางสูญเสียบิดามารดาตั้งแต่ยังเล็ก จึงรับนางมาอยู่ในวัง แล้วเลี้ยงดูนางด้วย
ตนเองจนเติบโต ฮ่องเต้แคว้นติ้งเห็นแก่ผลงานของแม่ทัพซั่งกวน ที่ยอมสละชีพ
เพื่อแผ่นดิน จึงแต่งตั้งซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเป็นท่านหญิง และอยู่ด้วยเงินเบี้ยหวัดของ
บิดานางไปตลอดชีพ
ซูหลีรู้สึกเห็นอกเห็นใจ สตรีที่งามทั้งภายนอกและภายในเช่นนี้ กลับต้องสูญ
เสียบิดาไปตั้งแต่ยังเล็ก มีปูมหลังที่น่าเวทนา ทว่ากลับมีนิสัยอ่อนโยน มีหัวใจอัน
ปราดเปรื่องมองโลกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ยิ่งรู้จักนานเท่าใด ก็ยิ่งรู้สึกว่าซั่งกวนอ
วิ๋นฮุ่ยไม่เพียงเป็นคนอ่อนโยนใจกว้าง ประพฤติตนอย่างเหมาะสม ซ้ำยังมีความรู้
กว้างไกล มีทักษะการเล่นหมากล้อมที่ยอดเยี่ยม มีฉายาว่าเป็นขงเบ้งหญิง ยามซั่
งกวนฮองเฮาดูแลจัดการวังหลังแล้วเจอปัญหารับมือยาก ก็มักถามความเห็นนา
งบ่อยๆ เรียกได้ว่า ทั่วทั้งวังหลวง ไม่มีผู้ใดไม่ชื่นชอบท่านหญิงที่มีจิตใจงดงาม
ท่านนี้เลยแม้แต่คนเดียว
หลางฉ่างพลันตีหน้าผากตนเอง ยิ้มพลางกล่าวว่า “มัวแต่คุยเล่น ลืมเรื่อง
สำคัญไปเสียสนิท” เขาโบกมือไปนอกศาลา ก็มีบ่าวรับใช้สองคนยกกล่องไม้กล่อง
หนึ่งเข้ามา “เสด็จพ่อให้ข้านำสิ่งนี้มาให้เจ้า”
ครั้นเปิดฝากล่อง ก็เห็นข้างในเต็มไปด้วยแก้วแหวนเงินทองหลากหลายรูป
แบบ ประกายอัญมณีระยิบระยับจนลืมตาไม่ขึ้น ซูหลีตะลึงงัน รู้สึกหัวเราะไม่ออก
ร้องไห้ไม่ได้
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวหยอกเย้า “ดูท่าฝ่าบาทคง
คิดจะย้ายสมบัติในวังหลวงมาไว้ที่จวนเจ้า อีกไม่นาน ตำหนักฉางเซิงคงกลายเป็น
ตำหนักฉางเป่า [2] แล้ว”
ซูหลีทั้งรู้สึกซาบซึ้งระคนจนใจ ประสานมือทำท่าอ้อนวอน “หม่อมฉันขอร้อง
เสด็จพี่ ช่วยทูลเสด็จพ่อที อย่าส่งของมาที่นี่อีกเลย มิเช่นนั้นเกรงว่าฉางเล่อคง
ต้องออกมานอนนอกตำหนักฉางเซิงแล้ว” ตั้งแต่คืนดีกับตงฟางเจ๋อ และกลับมา
อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวอย่างราบรื่น ปมในใจของนางถูกคลาย ใบหน้ามัก
เกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม อารมณ์ผ่อนคลายมากขึ้น และมักพูดจาหยอกล้อกับทุกคน
บ่อยๆ
หลางฉ่างหลุดหัวเราะ แสร้งกล่าวอย่างทอดถอนใจ “ยามนี้ในใจเสด็จพ่อ เจ้า
เปรียบเสมือนไข่มุกล้ำค่าที่ประคองไว้กลางฝ่ามือ เสด็จพ่อแม้มอบสิ่งที่ดีที่สุดใน
โลกให้เจ้าทั้งหมดก็ยังกลัวจะไม่พอ จะยอมฟังคำข้าได้อย่างไร”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยแย้มยิ้ม แล้วกล่าวว่า “แม้แต่ยามเสวยพระกระยาหารฝ่าบาทก็
ยังให้ฉางเล่อเสวยด้วยทุกมื้อ ไม่เช่นนั้นก็เสวยไม่ลง เห็นได้ว่าฝ่าบาทรักเจ้าเพียง
ใด”
ซูหลีเพียงแย้มยิ้มแต่ไม่พูดอะไร ลึกๆ ในใจบังเกิดความกังวล นางก้มมอง
กล่องสมบัติ ฮ่องเต้แคว้นติ้งเหมือนกำลังพยายามชดเชยความรักของบิดาที่นาง
ขาดมาตลอดสิบเก้าปีที่ผ่านมา รักและดีกับนางอย่างถึงที่สุด ไม่อยากให้นางไม่
พอใจแม้แต่น้อย แม้แต่ซั่งกวนฮองเฮา ก็ยังรักและห่วงใยนางไม่ต่างจากลูกแท้ๆ
ของตนเอง ช่วงชีวิตเช่นนี้ เหมือนได้ย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่อยู่ในจวนเซ่อเจิ้งอ๋
องก่อนแต่งงานออกไป ไร้ซึ่งเรื่องทุกข์ใจ
เพราะเป็นเช่นนี้ ซูหลีจึงมีเรื่องให้กังวลเพิ่มขึ้นอีกเรื่อง ยามนี้มีนางคอยอยู่
เคียงข้างทุกวัน พูดคุยคลายความเหงา ความกลัดกลุ้มในใจของฮ่องเต้แคว้นติ้ง
เริ่มน้อยลง กอปรกับมีเจียงหยวนคอยช่วยจัดยารักษา สภาพจิตใจจึงดีขึ้นเรื่อยๆ
แต่ถึงอย่างไรอาการป่วยของเขาก็ร้ายแรงและรักษายาก เรียกได้ว่ายื้ออาการไป
วันต่อวัน นับตั้งแต่ที่ซูหลีผ่านความทุกข์ยากมาสารพัดรูปแบบ นางก็กลัวที่จะมี
ห่วงในโลกมนุษย์อีก แต่นี่เพิ่งผ่านไปเพียงหนึ่งเดือน นางกลับเริ่มมีความรู้สึก
อาลัยอาวรณ์แล้ว
1 ผลซิ่ง คือ แอปริคอต (Apricot)
2 เป่า แปลว่า สมบัติ