กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 35 ล้วนเป็นคนคลั่งรัก (2)
ความกดดันที่มองไม่เห็นทำให้หมอเทวดาที่มีชื่อเสียงเลื่องระบือไกลหน้า
เปลี่ยนสีเล็กน้อยเช่นกัน เพียงแต่ชั่วพริบตาเดียว เขาก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
แล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังเคร่งขรึม “กระหม่อมจะพยายามสุดความสามารถพ่ะ
ย่ะค่ะ”
ซูหลีกับตงฟางเจ๋อกินยาอูจื่อไป่เจียงคนละเม็ด จากนั้นก็นั่งลงบนเตียงมังกร
ถอดเสื้อให้เขา แล้วประคองเขาให้ลุกขึ้นนั่ง
เจียงหยวนพลิกข้อมือ เริ่มการฝังเข็มอย่างรวดเร็ว ผ่านไปไม่นาน จุด
ลมปราณทั่วร่างกายของตงฟางเจ๋อก็ถูกปักด้วยเข็มสีเงิน ฤทธิ์ยาลูกกลอนอูจื่อ
ไป่เจียงถูกกระตุ้นทันที เม็ดเหงื่อผุดพราย เปียกชุ่มไปทั้งตัว
“เริ่มเลย”
สิ้นเสียงของเจียงหยวน ชี่แท้ก็เริ่มขับเคลื่อนทันใด ฝ่ามือสองข้างของซูหลี
แนบกลางแผ่นหลังตงฟางเจ๋อ ข้างหนึ่งถ่ายเทกำลังภายในเข้าไปในร่างกาย ข้าง
หนึ่งดูดซับพิษเย็นในตัวเขาออกมา ถึงแม้จะกินยาล่วงหน้าแล้ว แต่ครั้นไอเย็นไหล
เข้าสู่ชีพจร นางก็ยังรู้สึกได้ถึงความเย็นที่แทรกลึกลงไปถึงกระดูก นาง
จินตนาการไม่ออกเลยว่าทุกครั้งที่อาการป่วยกำเริบเขาจะทุกข์ทรมานเพียงใด ซู
หลีเพ่งสมาธิรวบรวมพลัง ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย ด้านหนึ่งกำจัดพิษเย็น ด้าน
หนึ่งยังต้องพยายามปกป้องชีพจรหัวใจของเขา
หนึ่งชั่วยามผ่านไป ชี่แท้หมุนเวียนไปกลับหลายรอบ ซูหลีเหนื่อยล้า อาศัย
เพียงจิตตานุภาพในการประคองสติ ร่างกายของตงฟางเจ๋อเองก็ตึงเกร็งเหมือน
เชือกที่ถูกขึง เพราะฤทธิ์ยากับการฝังเข็มเช่นกัน
พลันนั้น เขาไออย่างหนัก โลหิตไหลออกจากมุมปาก
ซูหลีรีบดึงมือกลับ จากนั้นก็เอื้อมมือมาจากด้านหลังประคองคางที่โน้มลง
ของเขาไว้ แต่กลับเห็นเขากระอักเลือดสีดำออกมาไม่หยุด นางแตกตื่น ตะโกน
ออกมาโดยสัญชาตญาณ “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?!”
เจียงหยวนเองก็ตกใจเช่นกัน เขาจ้องเลือดที่อยู่ในฝ่ามือนาง แล้วตะโกนเสียง
ดัง “รีบคุยกับเขาเร็ว อย่าปล่อยให้เขาหมดสติ” เอ่ยจบ เขาก็ใช้เข็มเงินแทงไปที่จุด
ลมปราณบนหน้าผากของตงฟางเจ๋อทันที
ซูหลีตบหน้าตงฟางเจ๋อเบาๆ แล้วขานเรียกด้วยความร้อนรน “ตงฟางเจ๋อ!
ตื่นเร็ว! ท่านอย่าหลับนะ!”
ตงฟางเจ๋อไร้การตอบสนอง ซูหลีสูดหายใจลึกๆ พยายามควบคุมให้ตนเอง
ใจเย็น
นางจับหน้าเขาให้หันมา แนบริมฝีปากข้างหูเขา แล้วกัดฟันกล่าวว่า “ตงฟาง
เจ๋อ ท่านฟังข้าให้ดี! หากท่านรอด! พวกเราจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต! หากท่าน
ตาย ข้าจะไม่มีวันได้เห็นหน้าท่านอีกตลอดกาล!”
วาจาประโยคนี้ราวกับมีเวทมนตร์อันแข็งแกร่ง เปลือกตาของเขากระตุกเล็ก
น้อย เห็นได้ชัดว่ากำลังพยายามรวบรวมสติที่แตกกระเจิงอย่างสุดความสามารถ
แต่ยังคงไม่อาจลืมตาขึ้นมาได้ เขาขยับกลีบปาก ซูหลีรีบโน้มหูเข้าไปใกล้ ได้ยิน
เพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ทว่าโรยแรง
เหมือนรู้ว่าเขาจะพูดอะไร นางประทับจุมพิตบนกลีบปากเขาเบาๆ แล้วสัญญา
อย่างหนักแน่น “กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ” เอ่ยจบ กลีบปากของเขาก็กระดกขึ้น
เล็กน้อย ถึงแม้รอยยิ้มนั้นจะดูเบาบางจนแทบมองไม่เห็น แต่ซูหลีกลับรู้สึกได้ถึง
ความคาดหวังและความดีใจจากใจ
เจียงหยวนเห็นว่าโอกาสมาถึง จึงรีบกดจุดลมปราณสำคัญของเขา จากนั้นก็
ฝังเข็มหลายเล่มอย่างรวดเร็ว สุดท้ายซัดฝ่ามือลงกลางแผ่นหลังเขาอย่างแรง
ตงฟางเจ๋อแหงนหน้าสูง มีบางอย่างพุ่งออกจากปากเขา ร่างใหญ่อ่อนแรง หมด
สติไปในทันที
เจียงหยวนรีบดึงเข็มเงินออก ก่อนจะวางร่างตงฟางเจ๋อให้นอนราบ แล้วจึง
ค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก “ไม่เป็นไรแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ซูหลีรู้สึกราวกับปลดภาระหนักอึ้งออกจากบ่า เอื้อมมือออกไปห่มผ้าให้เขา
อย่างใส่ใจ นิ้วมือปัดปอยผมที่เปียกเหงื่อของเขา สายตาจับจ้องดวงหน้าหล่อ
เหลาที่อยู่ในภวังค์หลับใหลด้วยความอ่อนโยนและปลาบปลื้ม วิกฤติครั้งนี้ ผ่าน
พ้นไปได้อย่างปลอดภัยในที่สุด! หลังจากนี้เขาก็จะกลับมาแข็งแรง และไม่ต้องทน
ทรมานกับพิษเย็นอีก! กลีบปากนางหยักยิ้มอย่างผ่อนคลาย ราวกับชีวิตนี้ไม่มี
เรื่องใดน่ายินดีเท่านี้อีกแล้ว
เจียงหยวนมองหน้านางเงียบๆ สีหน้าดูสับสน ทำท่าจะพูดแต่ก็หยุดหลายครั้ง
ในที่สุดซูหลีก็หันกลับมามองเขา นางยิ้มอย่างเหนื่อยล้า “ลำบากเจ้าแล้ว ไป
พักผ่อนเถิด”
เจียงหยวนถอนหายใจ แล้วกล่าวว่า “ถึงแม้ฮ่องเต้แคว้นเฉิงจะผ่านพ้นวิกฤติ
ในครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย แต่เมื่อครู่… ฝ่าบาทหยุดขับเคลื่อนลมปราณ
กะทันหัน เกรงว่าพิษเย็นจะไหลเข้าสู่ร่างกายแล้ว”
ซูหลีชะงักงัน เมื่อครู่เกิดเหตุไม่คาดฝันกะทันหัน นางจึงไม่มีเวลาสนใจเรื่องนี้
เจียงหยวนเดินเข้าไปจับชีพจรของนาง สีหน้าดูหนักใจเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กล่าว
ด้วยสีหน้าดีใจ “โชคดีที่หลงเหลือไม่มาก สามารถรักษาได้ด้วยการดื่มยาไปเรื่อยๆ
พ่ะย่ะค่ะ”
ซูหลีไม่มีเวลาคิดเรื่องนี้ ร่างกายของนางเหนื่อยล้าเต็มที หลังจากมั่นใจว่าตง
ฟางเจ๋อปลอดภัยดี นางก็วางใจ ครั้นความตึงเครียดผ่อนคลาย ไม่นานนางก็เข้าสู่
ห้วงหลับลึก นางจำไม่ได้เสียด้วยซ้ำ ว่ากลับมาถึงตำหนักซีหวาได้เช่นไร
นางหลับไปถึงหนึ่งวันสองคืนเต็มๆ ครั้นตื่นขึ้นมาก็เห็นโม่เซียงนั่งอยู่ข้าง
เตียง ดวงตาแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งร้องไห้
ซูหลีนึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับตงฟางเจ๋อ จึงรีบลุกขึ้นนั่ง แล้วถามด้วยความแตก
ตื่น “เขาเป็นอะไร?”
โม่เซียงตะลึงงัน ได้ยินเพียงเสียงซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยถอนหายใจ “ฮ่องเต้แคว้น
เฉิงไม่เป็นไร โม่เซียงแค่เป็นห่วงเจ้าเท่านั้น” นางวางฎีกาในมือลง แล้วสาวเท้ามาที่
ข้างเตียง
ซูหลีพลันถอนหายใจ ค่อยๆ ลุกจากเตียง แต่กลับเห็นดวงตาของซั่งกวนอ
วิ๋นฮุ่ยก็แดงบวมไม่ต่างกัน ทั้งยังมีสีหน้าเศร้าโศก ก็อดแปลกใจไม่ได้ “ข้าก็แค่
หลับไปนานหน่อย พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงถึงเพียงนี้”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยกล่าวด้วยสายตาเศร้าสร้อย “เดิมทีเจ้าก็เหน็ดเหนื่อยด้วยเรื่อง
บ้านเมืองมากพอแล้ว ตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ก็ไม่เคยพักผ่อนเต็มที่ ครั้งนี้ยัง
ต้อง… เฮ้อ ใช้กำลังภายในเกินขอบเขต ทำให้บาดเจ็บถึงภายใน เกรงว่าจะไม่
สามารถหายได้ในระยะเวลาสั้นๆ”
ซูหลีแย้มยิ้มเล็กน้อยพลางเอ่ยว่า “วางใจเถิด ข้าไม่เป็นไรหรอก” นางครุ่นคิด
แล้วถามอีกว่า “เจียงหยวนยังอยู่ที่ตำหนักตงหวา?”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยพลันตระหนักได้ “เจ้าต้องการถามอาการของฮ่องเต้แคว้นเฉิ
งกระมัง? เขาไม่เป็นอะไรมากแล้ว เมื่อวานเพิ่งมา แต่เห็นว่าเจ้าหลับอยู่ จึงไม่ได้
ปลุก”
ครั้นรู้ว่าเขาปลอดภัย ซูหลีก็เบาใจราวกับยกภูเขาออกจากอก แต่กลับนึกถึง
เรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงรีบกล่าวว่า “โม่เซียง รีบสั่งคนให้เตรียมรถ เรียกตัวเจียง
หยวนให้กลับไปรักษาเสด็จแม่ที่เมืองหลวงเก่าพร้อมกับข้า!”
โม่เซียงเบะปากทำท่าจะร้องไห้
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยยกมือปิดปาก น้ำตาหลั่งรินออกจากนัยน์ตางาม เอ่ยพลาง
สะอื้นไห้ “เสด็จป้า… สวรรคตเมื่อคืนแล้ว!”
ซูหลีตื่นตะลึง เนิ่นนานก็ยังพูดไม่ออก นางยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มองไปยังทิศที่
ตั้งของเมืองหลวงเก่านอกหน้าต่าง เสด็จแม่ของนาง ในที่สุดก็รอนางให้ไปพบ
หน้าเป็นครั้งสุดท้ายไม่ไหว!
โม่เซียงสะอึกสะอื้น “ฝ่าบาทโปรดระงับความเศร้า! หมอเจียงบอกว่า ฝ่าบาท
ไม่ควรเสียพระทัยมาก…”
ซูหลีหลับตา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เตรียมรถ!”
โม่เซียงหันไปมองหน้าซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยพร้อมน้ำตาคลอเบ้า เห็นนางพยักหน้า
จึงออกจากห้องไปเตรียมรถ
ยามนี้เอง หวั่นซินนำชุดไว้ทุกข์มาให้ด้วยตนเอง ซูหลีกับซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยต่าง
คนต่างไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า
เห็นหวั่นซินทำท่าจะพูดแต่ก็หยุด ซูหลีจึงข่มกลั้นความเจ็บปวด “เจ้าสืบอะไรได้
ว่ามาเถิด”
หวั่นซินเอ่ยเสียงขรึม “หม่อมฉันสืบพบว่าการตายของจิ่นอวิ๋นและจิ่นฟู่มิใช่
เรื่องบังเอิญ จิ่นอวิ๋นถูกคนสังหารแล้วค่อยนำศพไปทิ้งในทะเลสาบ แล้วจัดฉากให้
เหมือนจมน้ำตาย จิ่นฟู่ถูกพิษสลายวิญญาณ พิษนี้ภายนอกอาจดูไม่ต่างจากคน
ทั่วไป แต่หากกระตุ้นเมื่อใด ก็จะคลุ้มคลั่งเสียสติ และพิษสลายวิญญาณนี้…
หม่อมฉันค้นเจอในตำหนักเฟิ่งอี๋เพคะ”
หวั่นซินน้อมส่งห่อผ้าเล็กๆ แล้วเปิดให้ซูหลีดู ผงยาสีขาวละเอียด ดูเหมือน
ธรรมดา แต่กลับสามารถคร่าชีวิตคนได้ในชั่วพริบตา สายตาของซูหลีตึงเครียด
ทันที แต่กลับไม่พูดอะไร
หวั่นซินกล่าวต่อว่า “วันนั้นฮั่วฮองเฮาเสด็จมาที่นี่ได้อย่างบังเอิญเกินไป
หม่อมฉันคิดว่า เรื่องนี้ตำหนักเฟิ่งอี๋ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอย่างแน่นอน จึงได้
สั่งให้คนจับตาดูตำหนักเฟิ่งอี๋ สกัดกั้นไม่ให้คนในวังติดต่อสื่อสารกับคนข้างนอก”
ซูหลีพลันรู้สึกเศร้าสลด เดิมทีนึกว่าฮั่วเสี่ยวหมานเป็นคนจิตใจบริสุทธิ์ รู้สึก
อย่างไรก็แสดงออกมา นางกลายเป็นคนที่ใช้วิธีการชั่วร้ายทำลายคนอื่นอย่างนี้
ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยกล่าวด้วยความลังเล “เสี่ยวหมานไม่ใช่คนชั่วร้าย ครั้งนี้เกรง
ว่าจะถูกคนอื่นหลอกใช้”
ซูหลีเงียบงันไม่พูดจา เดินออกจากตำหนักบรรทมแล้วมุ่งหน้าไปยังตำหนักเฟิ่
งอี๋ ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยกับหวั่นซินเดินตามหลังไปติดๆ
ซูหลีกับซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเดินเข้าไปในตำหนัก เห็นเพียงตำหนักบรรทมอันกว้าง
ใหญ่ ยามนี้กลับมีเพียงฮั่วเสี่ยวหมานอยู่คนเดียว เสื้อผ้าหรูหราถูกวางกองบน
เตียง สีหน้านางร้อนรน ยังคงควานหาบางสิ่งในตู้เสื้อผ้า เสื้อผ้าชิ้นแล้วชิ้นเล่าถูก
นางรื้อทิ้งบนพื้น จนกระทั่งชุดแต่งงานสีแดงปรากฏสู่ครรลองสายตา นางจึง
ค่อยแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย
ฮั่วเสี่ยวหมานนำชุดแต่งงานออกมาสวมลงบนตัว แล้วสาวเท้าเดินไปที่หน้า
กระจก จ้องมองตนเองในกระจก
ซูหลียืนอยู่หน้าประตู มองดูแผ่นหลังสีแดง ย้อนนึกไปถึงวันแต่งงานของ
นางกับหลางฉ่าง ดวงหน้างดงามเปี่ยมเสน่ห์ หัวใจเต็มไปด้วยความปรารถนา
ยามนี้ตรงหน้ากระจก กลับมีเงาร่างหนึ่งยืนอยู่เพียงเดียวดาย แลดูเปล่าเปลี่ยว
และอ้างว้างอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเดินเข้าไปถามด้วยความสงสัย “เสี่ยวหมาน เจ้ากำลังทำอะไร?”
ฮั่วเสี่ยวหมานค่อยๆ หันกลับมา รอยยิ้มดูประหลาด “พี่สาวอวิ๋นฮุ่ย ท่านว่า
เสี่ยวหมานสวมชุดแต่งงานไปพบพี่ชายฉ่าง เขาจะต้องดีใจมากแน่เลยใช่หรือไม่?”