กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 66-1 ตอนอวสาน (1)
วาจาของเขาดุจสายอสนีบาตที่ฟาดลงกลางศีรษะซูหลี เหตุใดจึงมีคนชั่วช้า
สามานย์ถึงเพียงนี้อยู่บนโลก? เสียงหัวเราะนั้นพาให้ผู้คนขนลุกขนชัน ทุกคน
มองหน้าเขาราวกับกำลังมองปีศาจจากขุมอเวจี ต่างพูดอะไรไม่ออก
จั้นอู๋จี๋ได้เห็นหัวใจนางแตกสลาย เจ็บปวดทรมานสมดังปรารถนา ก็พลันรู้สึก
เบิกบาน เขาตะโกนเสียงดัง “อ้อ ใช่สิ ข้าควรจะบอกให้เจ้ารู้ ว่าข้าฆ่าหลางฉ่าง
อย่างไร หลังจากงานชุมนุมไป่จี๋ เขาก็มีองครักษ์คอยคุ้มกันอย่างแน่นหนาอยู่
ตลอดเวลา เพื่อสังหารเขา กองทัพหวนคืนเสียหายไปกว่าครึ่ง สุดท้ายข้าก็เลย
สร้างเรื่องว่าเจ้าตกอยู่ในกำมือข้า เพื่อล่อให้เขาไขว้เขว จนสังหารเขาสำเร็จในที่สุด
เห็นได้ชัดเลยว่า น้องสาวเช่นเจ้าสำคัญกับเขาถึงเพียงใด! และเจ้า เพื่อคนที่ตายไป
แล้วอย่างเขา ต้องทนทุกข์ทรมานกับความรักที่ไม่อาจสมหวังได้นานถึงสามปี ก็
ถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล”
รู้ทั้งรู้ว่าเขาพูดเรื่องพวกนี้เพื่อกระตุ้นโทสะนาง และทำให้นางเจ็บปวด แต่ซูหลี
ก็ยังสั่นไปทั้งตัวอย่างไม่อาจควบคุม เสด็จพี่ของนาง ตายเพราะนางจริงๆ ด้วย!
หัวใจนางเจ็บปวดรวดร้าว ยากจะควบคุม ความเจ็บพลันจู่โจมท้องขนาดใหญ่ของ
นาง นางร้องคราง ขดตัวต่ำ หลับตา และพยายามครั้งสุดท้ายเพื่อจะคลายจุด
ลมปราณอีกครั้ง
สายตาของจั้นอู๋จี๋ไหวระริก เขาชะโงกหน้าเข้าใกล้นาง หัวเราะแล้วกล่าวว่า
“เรื่องที่เจ้าอยากรู้ ข้าก็บอกหมดแล้ว ข้าเองก็มีเรื่องหนึ่งที่สงสัยมานาน ต้องการ
ให้เจ้าช่วยไขข้อข้องใจที ตอนนั้นเจ้าเป็นเพียงบุตรีสายรองของจวนอัครเสนาบดี
แต่กลับกัดคดีการตายของหลีซูไม่ยอมปล่อย กระทั่งคิดจะสังหารข้าด้วยตนเอง!
เจ้าเกลียดแค้นข้าถึงเพียงนี้ เพราะอะไรกัน? วาจาเหลวไหลเช่นวิญญาณเข้าฝัน มี
แค่คนโง่เท่านั้นที่เชื่อ ในอดีตบิดาของฮ่องเต้แคว้นเฉิงไม่อยากซักไซ้ไล่เลียง จึง
ไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม บอกมา เจ้าเป็นใครกันแน่? ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่ซูหลี!”
เขาจ้องหน้านางอย่างไม่ยอมละสายตา
ซูหลีเจ็บจนเหมือนท้องจะแตก แต่กลับพยายามควบคุมตนเองอย่างสุดความ
สามารถ นางเงยหน้าแล้วยิ้ม “ข้าไม่ใช่ซูหลีจริงๆ ข้าคือหลางชิง ฮ่องเต้แคว้น
ติ้ง!”
“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังไม่ยอมรับอีกหรือ เจ้าเป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นติ้ง
แล้ว ไม่มีใครกล้าเอาผิดกับเจ้า แล้วทำไมยังไม่กล้าพูดความจริงอีก? เจ้าคือหลีซู
ตอนนั้นเจ้าสับเปลี่ยนร่างและมีชีวิตรอดมาได้อย่างไรกัน?!”
เหล่าขุนนางแคว้นเฉิงที่ยืนออกันตรงปากหุบเขาได้ยินก็ตกตะลึง
ซูหลีอดทนต่ออาการเจ็บท้อง สูดหายใจลึกๆ แล้วหันไปยิ้มแปลกๆ ให้เขา
จั้นอู๋จี๋นึกถึงความเป็นไปได้หนึ่งขึ้นมา รู้สึกเพียงเสียวสันหลังวาบ ทว่ากลับ
กัดฟันแล้วยิ้ม “เจ้าไม่บอกก็ช่างเถิด ถึงอย่างไรมีชีวิตต่อได้เพียงไม่กี่ปี เจ้าก็ยัง
ต้องตายด้วยน้ำมือข้าอีกครั้งอยู่ดี!”
คมกริชในมือเขาแนบชิดใบหน้านาง กลุ่มคนที่ยืนอยู่ตรงปากหุบเขาตะโกน
ด้วยความตกใจ
“… จั้นอู๋จี๋! ข้าจะฆ่าเจ้า!” ฮั่วเสี่ยวหมานที่ตกใจกับสถานการณ์ที่พลิกผันไปมา
ครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งสติได้ในที่สุด นางตะเกียกตะกายลุกขึ้น แล้ววิ่งเข้าใส่จั้นอู๋จี๋
อย่างบ้าคลั่ง
ซูหลีร้องตะโกนเสียงดังด้วยความร้อนใจ แต่สายไปเสียแล้ว ฮั่วเสี่ยวหมานยัง
วิ่งมาไม่ถึงตัวจั้นอู๋จี๋ ก็ถูกชายชุดดำคนหนึ่งใช้ดาบเสียบทะลุหน้าอก
เลือดสีแดงพุ่งทะลักกระจายเต็มพื้น แดงสะดุดตาจนน่ากลัว
ฮั่วเสี่ยวหมานล้มลงไป นางหันมามองซูหลี วินาทีสุดท้ายในชีวิต ไม่มีความ
แค้น มีเพียงความเสียใจและรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง “ข้า… ขอโทษ… นะ ฉาง…
เล่อ…” น้ำตาหลั่งไหลออกจากนัยน์ตางาม ก่อนจะจางหายไปพร้อมกับชีวิตอัน
เยาว์วัยของนาง
ซูหลีล้มตัวลงนั่งบนพื้น อาการเจ็บท้องจู่โจมนางอีกครั้ง ทำให้นางขดตัวกลม
อย่างทนไม่ไหว นางมองหน้าฮั่วเสี่ยวหมานที่สิ้นใจทั้งที่ยังเบิกตากว้าง หัวใจเจ็บ
ปวดทรมาน พูดอะไรไม่ออกอีกแล้ว
โลหิตสีแดงไหลทะลักออกจากกายนาง ทุกคนร้องขึ้นด้วยความตกใจ “เลือด!
ฝ่าบาท… เด็ก!”
ตงฟางเจ๋อเป็นตายไม่ทราบแน่ชัด ชีวิตของซูหลีเกี่ยวโยงถึงความอยู่รอด
ของทั้งสองแคว้น กลุ่มคนพลันแตกตื่นลนลาน
หยางเซียวตะโกนเสียงดัง “จั้นอู๋จี๋ ตงฟางเจ๋อก็ตายไปแล้ว เจ้ายังไม่ปล่อย
นางอีก?! หรืออยากให้กองทัพของพวกเราทั้งสามแคว้นสังหารเจ้าให้ตายโดยไม่
เหลือแม้แต่เศษเล็บ?!”
จั้นอู๋จี๋เองก็ตกใจเช่นกัน เขาดึงซูหลีให้ลุกขึ้น เห็นใบหน้านางซีดเผือดไร้สีเลือด
ฝาด โลหิตสีแดงไหลทะลักออกจากร่างกาย ก็พลันตึงเครียด เขาลังเลครู่หนึ่ง
แล้วตะโกนว่า “ตงฟางเจ๋อตายหรือไม่ ข้ายังไม่เห็นศพเขา ในเมื่อเด็กคนนี้เองก็
อยากจะรีบออกมารับความตายนัก…”
หวั่นซินทั้งร้อนใจและโกรธเกรี้ยว “จั้นอู๋จี๋! เจ้าคิดจะให้หยกและศิลา
แหลกลาญไปพร้อมกันงั้นหรือ?! หากฝ่าบาทตาย เจ้าก็อย่าคิดว่าจะได้เห็นดวง
อาทิตย์ของวันพรุ่งนี้อีกเลย!”
จั้นอู๋จี๋มองหน้านางด้วยสายตาเย็นยะเยือก “กล้าขู่ข้างั้นหรือ?! พวกเจ้ายัง
อยากให้เด็กนี่มีชีวิตอยู่หรือไม่?!”
ความเจ็บปวดทุเลาลงหนึ่งส่วน เหงื่อเย็นอาบท่วมศีรษะซูหลี นาง
ตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่ง ฝืนตนเองให้ใจเย็น “จั้นอู๋จี๋! หาก หาก… เด็กคนนี้ไม่อาจ
คลอดออกมาได้อย่างปลอดภัย เจ้าจะยึดครองโลกใบนี้ได้อย่างไร?!”
จั้นอู๋จี๋ตะลึงงัน ไม่นานก็หัวเราะเสียงดัง “ดี ดีเหลือเกิน เจ้าคิดจะหาทางรอดให้
เด็กคนนี้ ข้าจะสงเคราะห์เจ้าเอง ทหาร ลากนางออกไป ให้นางคลอดว่าที่กษัตริย์ที่
จะรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งคนนี้ออกมา”
“จั้นอู๋จี๋!” เจียงหยวนตะโกนเสียงดัง “พระวรกายของฝ่าบาทอ่อนแอ มีเพียง
ข้าที่รู้ว่าต้องรักษาอย่างไร หากเจ้าต้องการให้นางคลอดอย่างราบรื่น ก็ให้ข้าไป
ด้วย!”
“ไม่ได้” จั้นอู๋จี๋ปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว ด้วยวรยุทธ์และความสามารถในการใช้
พิษของเจียงหยวน หากยอมให้เขาไปด้วยก็มีแต่จะสร้างปัญหาให้ตนเอง
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยกล่าวด้วยความร้อนใจ “ให้ข้าไปเถิด ข้าไม่เป็นวรยุทธ์ เจ้าไม่
ต้องกลัวว่าข้าจะสร้างปัญหาอะไร”
“ข้าด้วย!” โม่เซียงรีบตะโกนขึ้นทันที “ข้าก็ไม่เป็นวรยุทธ์เช่นกัน… ขอร้องละ
ให้ข้าไปด้วยเถิด ฝ่าบาทรอต่อไปไม่ไหวแล้ว!”
จั้นอู๋จี๋มองหน้าพวกนางสองคนด้วยความลังเล ไม่พูดอะไร
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยกล่าวเสริมว่า “หากฝ่าบาทคลอดอย่างราบรื่น มีแต่จะดีกับเจ้า
หากนางสองแม่ลูกตายที่นี่ เจ้าจะเหลืออะไรอีก? เจ้าจะยังมีแผ่นดินมีอำนาจอีก
หรือ? แคว้นติ้งและเฉิงของพวกเราจะต้องสังหารเจ้า ไม่ตายไม่เลิกราอย่าง
แน่นอน!”
หยางเซียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “รวมแคว้นเปี้ยนด้วย แม้แผ่นดินกว้าง
ใหญ่ไพศาล แต่จะไม่มีที่ให้เจ้ายืนอีก ข้าหยางเซียวพูดได้ ย่อมทำได้!”
จั้นอู๋จี๋มองหน้าพวกเขาทีละคน จากนั้นจึงค่อยส่งสัญญาณให้ชายชุดดำปล่อย
พวกนางสองคนเข้ามา
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยกับโม่เซียงรีบวิ่งไปหาซูหลี ประคองนางให้เอนกายด้านหลัง
ก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง จั้นอู๋จี๋เห็นว่าด้านข้างเป็นหน้าผาสูง คิดว่าพวกนาง
สามคนคงเล่นลูกไม้อะไรไม่ได้อีก จึงเพียงสั่งให้ชายชุดดำสองคนยืนเฝ้าพวกนาง
ไว้ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของก้อนหิน
โม่เซียงปูฟูกบนพื้น กำลังจะประคองซูหลีให้เอนกายนอนลง เห็นชายชุดดำ
สองคนนั้นยังคงจ้องซูหลีไม่ละสายตา ก็ตวาดด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวทันที
“มองอะไรของพวกเจ้า! ไม่เคยเห็นคนคลอดลูกหรือ ยังไม่รีบหันไปอีก!”
ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่สองคนถูกเด็กสาวตัวเล็กตวาดใส่ ใบหน้ากลับแดงก่ำ
พวกเขามองหน้าจั้นอู๋จี๋ เห็นเขาไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด จึงทำได้เพียงหันหลังให้
หินขนาดใหญ่ก้อนนั้น แล้วเงี่ยหูฟังเสียงเคลื่อนไหวข้างหลังอย่างละเอียดแทน
ซูหลีเอนกายบนฟูก รู้สึกเพียงมือและเท้าเย็นดุจน้ำแข็ง อาการเจ็บท้อง
รุนแรงจนนางรู้สึกเหมือนร่างกายจะฉีกเป็นชิ้นๆ นางกุมมือซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยแน่น
ทรมานสุดแสน แต่กลับกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเป็นพิเศษ “หากถึงคราว
จำเป็น… ก็จงผ่าท้องเอาเด็กออกมา ไม่ต้องห่วงข้า…”
“เหลวไหล!” ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยที่เป็นคนอ่อนช้อยเสมอมาทั้งตกใจและโกรธจัด
นางกุมมือซูหลีตอบ “เจ้าจะต้องไม่เป็นอะไร! จะต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน เชื่อข้า
แล้วก็จงเชื่อตัวเจ้าเอง อีกอย่าง…” นางก้มหน้ากระซิบข้างหูซูหลีด้วยเสียงที่เบา
จนแทบไม่ได้ยิน “เจ้าต้องเชื่อในตัวฮ่องเต้แคว้นเฉิงด้วย”
ตงฟางเจ๋อ…
ถ้าบอกว่าตอนที่พิษเย็นในร่างกายเขากำเริบครั้งนั้น ซูหลียังสามารถเชื่อมั่น
ว่าเขาจะต้องฟื้นขึ้นมาได้อย่างแน่นอน เช่นนั้นคราวนี้ ภายใต้สระน้ำแข็งอันหนาว
เหน็บ เขาจะเป็นหรือตาย นางแทบไม่อาจคาดเดา ยามนี้หัวใจเหลือเพียงความว่าง
เปล่า ไม่อาจใคร่ครวญอะไรได้อีก แม้แต่ความเจ็บปวดก็ดูเหมือนจะค่อยๆ ห่างไกล
ออกไป นัยน์ตาเริ่มเลื่อนลอยไร้จุดหมาย
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเห็นเช่นนั้นก็พลันลนลาน รีบประคองใบหน้านางขึ้นมา กระซิบ
เสียงเบาทว่าหนักแน่น “เจ้าอย่าได้คิดฟุ้งซ่าน เจ้าต้องเชื่อว่า เขาจะไม่มีทางทอด
ทิ้งเจ้าไว้อย่างนี้แน่นอน! แล้วก็ไม่มีทางทิ้งลูกด้วย…”
ตงฟางเจ๋อไม่มีทางทิ้งซูหลีไว้ไม่เหลียวแล เขาไม่เคยทำอย่างนั้นเลยสักครั้ง
ในที่สุดสายตาของซูหลีก็ไหวระริกเล็กน้อย สติสัมปชัญญะหวนกลับคืนมา
ความเจ็บปวดทางกายโจมตีเข้ามา เจ็บจนเหมือนร่างกายจะขาดเป็นสองท่อน
ลูก! ลูกของนางกับตงฟางเจ๋อ… จะต้องลืมตาดูโลกอย่างปลอดภัย
“อวิ๋นฮุ่ย ช่วยข้า” ครั้นจิตตั้งมั่น นางก็คล้ายมีพลังอันแข็งแกร่งที่ไม่มีวันล้ม
ขึ้นมา
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น นี่ต่างหากคือซูหลีที่นางรู้จักดี ทั้งกล้า
หาญและแข็งแกร่ง ไม่มีทางยอมแพ้ในตัวเอง
ครั้นเห็นซูหลีกัดปากแน่นจนแทบเลือดออก ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยก็ปวดใจยิ่งนัก รีบ
ล้วงผ้าเช็ดหน้าในแขนเสื้อของตัวเองออกมายัดใส่ปากนาง ซูหลีกัดไว้เต็มแรง ณ
เวลานี้ อยู่ต่อหน้าศัตรู นางจะไม่มีทางแสดงความอ่อนแอให้พวกเขาเห็น นั่นเป็น
ศักดิ์ศรีสุดท้ายที่นางต้องรักษาไว้ให้ได้
บทที่ 66-2 ตอนอวสาน (2)
คนอื่นคลอดลูกต่างกรีดร้องเสียงดังสะท้านฟ้าสะเทือนแผ่นดิน แต่ซูหลีกลับ
เงียบกริบไร้เสียง
ขุนนางทั้งหลายที่ยืนออกันตรงปากหุบเขาต่างลนลานเหมือนฝูงมดบนกระทะ
ร้อน หยางเซียวเดินกลับไปกลับมาอยู่ที่เดิม เป็นครั้งแรกที่เขาไม่รู้ว่าควรทำ
อย่างไรดี เขาไม่อาจทำอะไรได้ ในขณะที่นางเจ็บปวดเจียนตาย
หลีเฟิ่งเซียนกำหมัดทั้งสองข้างแน่น เขาจ้องหินขนาดใหญ่ก้อนนั้นที่อยู่อีก
ฟากหนึ่งของสระน้ำด้วยสายตาเป็นกังวล นึกถึงซีจินที่ต้องคลอดลูกขณะหลบหนี
การไล่ล่าในอดีต ยามนี้ซูซูเองก็ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติเช่นเดียวกัน เขาเป็นบิดา
แต่กลับช่วยอะไรไม่ได้ ลึกๆ ในใจรู้สึกทรมานจนไม่อาจบรรยาย
ช่วงเวลาแห่งการรอคอยนั้นแสนจะทรมาน แม้แต่จั้นอู๋จี๋ที่นั่งอยู่บนก้อนหิน
สูงก็ยังอดรู้สึกกระวนกระวายไม่ได้ ผิวน้ำในสระน้ำแข็งสงบนิ่งไม่ไหวติง เขาเริ่ม
รู้สึกไม่สบายใจ หันไปมองกลุ่มคนที่อยู่ด้านล่าง แสยะยิ้มชั่วร้าย แล้วกล่าวว่า
“ผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว ตงฟางเจ๋อคงตายแล้วกระมัง”
ทุกคนถมึงตาจ้องหน้าเขา โกรธแค้นแต่ไม่กล้าพูดอะไร
จั้นอู๋จี๋กล่าวอีกว่า “เป็นหรือตาย ข้าต้องยืนยันสักหน่อย” เขาหันไปมองหวั่น
ซิน เซี่ยงหลี และเจียงหยวน “ข้าจำได้ว่าปีนั้นในพระราชวังแคว้นเฉิง พวกเจ้า
แข็งแกร่งทรงพลังยิ่งนัก”
เขาหยิบสว่านปลายแหลมขึ้นมาจากกล่องกำมือหนึ่ง แล้วขว้างออกไป สว่าน
ปลายแหลมพุ่งแหวกอากาศ ปักเข้าไปในหินขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปเป็นรูปร่าง
คน จั้นอู๋จี๋มองข้ามสระน้ำแข็งไป “สี่ทูตแห่งเฉินเหมิน แต่ละคนมีทักษะต่างกัน
ไม่รู้ว่าผ่านไปหลายปีแล้ว ฝีมือขึ้นสนิมไปแล้วหรือยัง?!”
“อยากจะแก้แค้นหรือ?” เซี่ยงหลีกระดกคิ้ว หางตาแฝงรอยยิ้มดังเช่นในอดีต
เขาตวัดสายตาไปที่ฉินเหิง “เหตุใดไม่เริ่มจากคนข้างกายเจ้าก่อนเล่า?”
จั้นอู๋จี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ยามนี้เขายอมจำนนต่อข้า ย่อมเป็นคนของ
ข้าแล้ว แต่ดีที่เจ้าเตือนข้า เพื่อนร่วมสำนักที่หักหลังกัน ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ ใน
เมื่อเป็นเช่นนั้น…” เขาหันไปมองฉินเหิง ฉินเหิงจ้องหน้าเขากลับอย่างเย็นชา
สายตาเริ่มมีแววหวาดระแวง แต่กลับไม่พูดอะไร จั้นอู๋จี๋ยิ้มแล้วกล่าวว่า “มิสู้พวก
เรามาเล่นเกมกันดีกว่า”
หวั่นซินขมวดคิ้ว “เจ้าคิดจะทำอะไร?”
จั้นอู๋จี๋สั่งคนให้หยิบธนูมา แล้วชี้ไปที่สว่านปลายแหลม “พวกเจ้าสามคน ส่ง
ใครคนใดคนหนึ่งไปยืนหน้าหินก้อนนั้น เจ้ากับข้าหยิบธนูขึ้นมา ขอเพียงยิงถูก
สว่านปลายแหลมที่ปักอยู่รอบตัวคน ทำให้ปลายสว่านเจาะเข้าไปในหินก็จะถือว่า
ชนะ แต่ถ้าไม่ ก็จะถือว่าแพ้”
หวั่นซินหันไปมองสว่านปลายแหลมรูปคน แล้วเอ่ยเสียงเย็น “แพ้แล้วอย่างไร
ชนะแล้วอย่างไร?”
จั้นอู๋จี๋หันไปมองสระน้ำแข็งแวบหนึ่ง “ตงฟางเจ๋อกระโดดลงไปตั้งนานก็ยัง
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าหากใครแพ้ ก็ให้ส่งคนฝ่ายตนเองลงไปดูหน่อย ว่าเขาตายแล้ว
หรือยัง”
ทุกคนหน้าเปลี่ยนสี อากาศหนาวเย็นถึงเพียงนี้ หากลงไปในสระน้ำแห่งนั้นจะ
ยังมีชีวิตรอดกลับขึ้นมาได้อย่างไรกัน?
หยวนเซี่ยงคำรามลั่น “จั้นอู๋จี๋ เจ้าเคยเป็นแม่ทัพที่ได้รับความเลื่อมใสจากผู้คน
นับหมื่น ชายชุดดำพวกนี้ติดตามเจ้ามานานหลายปี จงรักภักดีต่อเจ้า เจ้ากลับเอา
ชีวิตของพวกเขามาเดิมพันในเกม เจ้าไม่กลัวพวกเขาจะรู้สึกผิดหวังในตัวเจ้าบ้าง
หรือ?”
เหล่าชายชุดดำหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย แต่กลับไม่มีใครพูดอะไร
จั้นอู๋จี๋หัวเราะแล้วบอกว่า “เกมนี้ข้าจะชนะเท่านั้น ไม่มีวันแพ้”
ซูหลีที่อยู่ด้านหลังหินก้อนนั้นได้ยินบทสนทนาของพวกเขา ก็รู้สึกร้อนรนเล็ก
น้อย นางยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก อาการเจ็บท้องก็รุนแรงขึ้น กลืนกิน
สติสัมปชัญญะของนางไปจนสิ้น
จั้นอู๋จี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “หญิงนางนั้นกำลังอยู่ในช่วงคับขัน หาก
เกิดอะไรขึ้นในเวลานี้ ก็เท่ากับหนึ่งศพสองชีวิตเชียวนะ”
เซี่ยอวิ๋นเซวียนคำรามเดือดดาล “จั้นอู๋จี๋ เจ้าคนชั่วช้า!”
จั้นอู๋จี๋กล่าวว่า “หยุดพูดมากได้แล้ว ตกลงว่าพวกเจ้าจะแข่งหรือไม่แข่ง?”
หลีเฟิ่งเซียนตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน ซูฉุนรีบเข้าไปประคองเขา หยวนเซี่ยง
กลับชิงร้องขึ้นก่อน “ข้าจะแข่งกับเจ้าเอง!”
จั้นอู๋จี๋หัวเราะเสียงดัง เป็นเสียงหัวเราะที่แฝงเจตนาร้าย “ข้ารู้ว่าแม่ทัพหยวนมี
ฝีมือยิงธนูไม่เป็นสองรองใคร แต่ว่าข้าต้องการให้สี่ทูตแห่งเฉินเหมินเข่นฆ่า
กันเอง เจ้ายุ่งอะไรด้วย?”
เซี่ยงหลีก้าวเท้าออกมา นัยน์ตาดอกท้อพลันปรากฏไอสังหาร “ได้ ข้าจะแข่ง
กับเจ้าเอง หากข้าแพ้ ข้าจะกระโดดลงไปเอง ไม่จำเป็นต้องลากคนอื่นมาเกี่ยว
ด้วย”
หวั่นซินมองหน้าเขา ทำท่าจะพูดแต่ก็หยุดไป มือที่กำด้ามกระบี่ซีดขาวเพราะ
ออกแรงมากไป นางสูดหายใจลึกๆ เดินตรงไปยืนหน้าสว่านปลายแหลมรูปคน
เจียงหยวนมองหน้าเซี่ยงหลีอย่างร้อนใจ เซี่ยงหลีไม่พูดอะไร แต่กลับดูกังวลเล็ก
น้อย
เจียงหยวนเอ่ยเสียงเบา “จั้นอู๋จี๋วางแผนให้พวกเราเข่นฆ่ากันเอง เซี่ยงหลี!
เรื่องนี้… ไม่ได้เด็ดขาด”
เซี่ยงหลีจ้องหน้าหวั่นซินแน่นิ่ง กัดฟันกล่าวว่า “พวกเรามีทางเลือกอื่นด้วย
หรือ?”
ชายชุดดำยื่นคันธนูให้เขา เซี่ยงหลีหยิบธนูน้าวคันศร ลูกธนูพุ่งเฉียดหัวไหล่
หวั่นซิน ตอกสว่านปลายแหลมให้แทงลึกเข้าไปในหิน ทุกคนอดกลั้นหายใจด้วย
ความตกตะลึงไม่ได้ เซี่ยงหลีหันไปมองจั้นอู๋จี๋ “ตาเจ้าแล้ว”
จั้นอู๋จี๋ยิ้มอย่างพึงพอใจ หยิบธนูขึ้นมายื่นให้ฉินเหิง “เป็นหรือตายก็ขึ้นอยู่กับ
เจ้าแล้ว”
ฉินเหิงรับธนูไป สายตาที่มองหวั่นซินไหวระริกเล็กน้อย เขาหยิบธนูขึ้นมา แล้ว
ยิงไปที่หวั่นซินอย่างรวดเร็ว ลูกธนูที่ดูเหมือนพุ่งตรงไปที่หน้าอกของหวั่นซิน
กลับเปลี่ยนทิศในวินาทีสุดท้าย พุ่งถากแขนหวั่นซินไป แล้วปักเข้าไปในก้อนหิน
ทุกคนหวีดร้องด้วยความตกใจ เลือดไหลอาบแขน หวั่นซินมองหน้าเซี่ยงหลี
ตลอด ไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย เซี่ยงหลีหน้าซีด กล่าวด้วยความเดือดดาล “ฉิน
เหิง! เจ้า! เจ้า… แพ้แล้ว!”
ฉินเหิงโยนธนูทิ้ง แล้วเอ่ยเสียงขรึมว่า “ข้าฝีมือไม่ถึงเอง ขอยอมรับความ
พ่ายแพ้” เอ่ยจบ เขาก็ก้าวไปที่สระน้ำแข็งทีละก้าวๆ จั้นอู๋จี๋ใบหน้าไร้อารมณ์ หันไป
โบกมือให้ชายชุดดำที่ยืนอยู่ด้านข้าง
ชายชุดดำเดินอ้อมไปด้านหลังหินก้อนใหญ่ ไม่พูดพร่ำทำเพลง ลากโม่เซียง
ออกมา แล้วโยนลงไปในสระน้ำแข็ง โม่เซียงหวีดร้องด้วยความตกใจ ค่อยๆ จม
หายไปใต้สระน้ำ
ทุกคนหน้าเปลี่ยนสี ฉินเหิงยืนอึ้ง หวั่นซินหมายจะวิ่งเข้าไป แต่กลับถูกเซี่ยง
หลีห้ามไว้ก่อน
จั้นอู๋จี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ครั้งนี้ข้าโยนเด็กรับใช้ลงไป ข้างในยังมีนาย
ของเจ้าอยู่อีก ครั้งหน้าเกรงว่า…”
หยวนเซี่ยงตวาดด้วยความโกรธแค้น “จั้นอู๋จี๋ เจ้าเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง
กลับใช้วิธีสกปรกถึงเพียงนี้”
จั้นอู๋จี๋เลิกคิ้ว “ปากหุบเขาเป็นเส้นแบ่งเขตแดน ข้าโยนผิดหรืออย่างไร? ยิ่งไป
กว่านั้น สกปรกแล้วอย่างไรเล่า? การทหารย่อมไม่เบื่อหน่ายกลอุบาย”
เจียงหยวนกัดฟันกล่าวว่า “นี่มันไม่เรียกว่าเกมแล้ว เป็นการคร่าชีวิตชัดๆ เจ้า
อยากสังหารพวกข้า ก็เอาเลยสิ ไม่จำเป็นต้องทำให้เรื่องวุ่นวายเช่นนี้!”
เซี่ยงหลีพันแผลให้หวั่นซินอย่างรวดเร็ว เห็นฉินเหิงยืนเหม่ออยู่ที่เดิม ก็อด
กล่าวด้วยความเดือดดาลไม่ได้ “พวกเราสี่ทูตแห่งเฉินเหมินสังหารคนเช่นผักปลา
รู้นานแล้วว่าต้องมีวันนี้ มีความแค้นใดก็มาลงที่ข้าได้เลย”
ฉินเหิงหันไปมองเขา สายตาสับสน กลีบปากขยับเล็กน้อย แต่กลับพูดอะไรไม่
ออก
หวั่นซินมองหน้าฉินเหิง แล้วเอ่ยเสียงเย็นชา “เจ้าไม่ฆ่าข้า ก็แสดงว่าเจ้ายังมี
หัวใจอยู่ ในอดีตหากมิใช่เพราะฝ่าบาทใช้ความปราดเปรื่องช่วยเหลือพวกเราทุกวิถี
ทาง พวกเราจะมีวันนี้ได้หรือ?! ข้าไม่หวังว่าเจ้าจะช่วยฝ่าบาทให้พ้นจากอันตราย
แต่เจ้าไม่ควรทำร้ายนาง!”
ฉินเหิงหน้าซีด ไม่พูดอะไรสักคำ เพียงหมุนกายออกเดิน
หยางเซียวหยิบธนูไป ยืนประจัญหน้ากับจั้นอู๋จี๋อยู่คนละฝั่งน้ำ ดวงหน้าหล่อ
เหลาฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มลึกล้ำยากจะคาดเดา “ถึงอย่างไรข้าก็ถือเป็นพี่ชายภรรยา
เจ้า หากเจ้าต้องการแก้แค้น ข้าก็ต้องช่วยเจ้า”
จั้นอู๋จี๋แค่นเสียง “หยางเซียว เมื่อครู่ใครกันที่บอกว่าจะสละบัลลังก์ให้ข้า?”
หยางเซียวหัวเราะ “พูดได้ดี หากเจ้าต้องการแคว้นเปี้ยนของข้า ข้าก็ต้องดู
ก่อนว่าอาหลีกับลูกปลอดภัยหรือไม่”
ยามนี้ใกล้เวลาพลบค่ำแล้ว ดวงตะวันลับขอบฟ้าทิศตะวันตก ก้อนหินขนาด
ใหญ่ด้านหลังยอดเขาเสวี่ยหลงถูกเงามืดแผ่ปกคลุม เงาร่างกระฉับกระเฉงสาย
หนึ่งกำลังปีนป่ายอยู่ท่ามกลางเงามืดอย่างเงียบงัน สายตาระมัดระวัง ราวกับ
กำลังมองหาพญามัจจุราชจากขุมนรกอย่างไรอย่างนั้น
อาการเจ็บท้องของซูหลีถึงจุดสุดยอดแล้ว หากเด็กยังไม่ออกมา นางรู้สึกว่า
ตนเองทนไม่ไหวแล้ว นางได้แต่มองโม่เซียงจมลงใต้สระน้ำไปต่อหน้าต่อตา นาง
กุมมือซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยแน่น สายตาเจ็บปวดรวดร้าวยากจะทานทน
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเอ่ยเสียงเบา “ฝ่าบาทต้องเข้มแข็งไว้! พวกเราจะแพ้ไม่ได้ แล้ว
ก็จะไม่แพ้ด้วย…”
ความเจ็บปวดจู่โจมเข้ามา ซูหลีหลับตาแน่น นางกัดฟัน แล้วพยายามเบ่งด้วย
เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีอีกครั้ง
“ก็ได้ ข้าจะเล่นกับเจ้าสักตา” จั้นอู๋จี๋หยิบธนูขึ้นมา แล้วเล็งไปที่หวั่นซิน เซี่ยง
หลียืนบังหวั่นซินทันที เขาจ้องหน้าจั้นอู๋จี๋เขม็ง “คิดจะฆ่านาง ก็ข้ามศพข้าไป
ก่อน!”
จั้นอู๋จี๋หัวเราะเสียงเย็น ลูกธนูพุ่งตัวออกจากคันศร แหวกอากาศออกไปอย่าง
รวดเร็ว
ในตอนนั้นเอง หยางเซียวหยิบลูกธนูขึ้นมา และยิงออกไปอย่างไม่รอช้า ลูก
ธนูสองดอกปะทะกันกลางอากาศ ปลายธนูแหลมคมเบี่ยงทิศ ตกลงไปในสระน้ำ
แข็งทันที
จั้นอู๋จี๋ลุกขึ้นยืน แล้วตะโกนเสียงดัง “หยางเซียว!”
หยางเซียวยิ้มกว้าง “อย่าเพิ่งโกรธไป เจ้าจะยิงนาง ข้าก็จะยิงนางเหมือนกัน
ใครใช้ให้พวกเราสองคนยิงแม่นขนาดนี้เล่า ดันยิงชนกันเสียได้ เอาอย่างนี้ก็แล้ว
กัน ตานี้ข้ายอมแพ้ เจ้าอยากโยนใครลงน้ำก็ตามใจเลย!”
ครั้นวาจานี้หลุดออกจากปากเขา ทุกคนตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี ต่างพากัน
ถอยหลังกรูด หลีเฟิ่งเซียนก้าวเท้าเดินออกมายืนริมสระน้ำอย่างทุลักทุเล ทอด
ถอนใจแล้วกล่าวว่า “ตลอดชีวิตนี้ของข้า ผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่เคยหวาด
กลัวสิ่งใด เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะข้าทำให้แคว้นหวั่นล่มสลาย วันนี้มีโอกาสได้
ใช้หนี้ก้อนนี้ ก็ถือว่าสมดังปรารถนา”
เอ่ยจบ เขาก็ทำท่าจะกระโดดลงไปในสระน้ำ
บทที่ 66-3 ตอนอวสาน (3)
ซูหลีที่อยู่ด้านหลังก้อนหินขนาดใหญ่ได้ยินอย่างชัดเจน นางร้อนรนจนหัวใจ
แทบหยุดเต้น นางออกแรงเฮือกสุดท้าย ในที่สุดทารกก็หลุดออกจากร่างกาย
มารดา ได้ยินเพียงเสียงร้องไห้ของทารกดังก้องไปทั่วทั้งยอดเขา
“คลอดแล้ว!”
ผู้คนนอกหุบเขาต่างโห่ร้องด้วยความยินดี หลีเฟิ่งเซียนชะงักไปเล็กน้อย
น้ำตาพลันไหลอาบใบหน้าชรา
เจียงหยวนประคองเขา ก่อนจะแอบยัดยาลูกกลอนเม็ดหนึ่งใส่ปากเขา แล้ว
เอ่ยเสียงเบาว่า “เซ่อเจิ้งอ๋องอย่าเพิ่งใจร้อน ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสพลิกสถานการณ์
อีกแล้ว”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยอุ้มทารกเดินออกมาจากด้านหลังหินก้อนใหญ่ แล้วตะโกนด้วย
ความตื้นตันใจ “แม่ลูกปลอดภัย! ฝ่าบาทให้กำเนิดองค์ชาย!”
“เป็นองค์ชาย?!” เหล่าขุนนางตรงปากหุบเขาต่างโห่ร้องด้วยความยินดี “ดี
เหลือเกิน ในที่สุดแคว้นเฉิงเราก็มีทายาทสืบทอดบัลลังก์แล้ว…”
แต่ทว่า ยังไม่ทันสิ้นเสียงพูด ทายาทสืบทอดบัลลังก์ผู้นั้นก็ถูกจั้นอู๋จี๋คว้าตัวไป
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยหมายจะเข้าไปยื้อแย่ง แต่นางใช่คู่ต่อสู้ของเขาเสียที่ไหน เพียงสะ
บัดเบาๆ นางก็เกือบจะตกสระน้ำแข็งแล้ว
ซูฉุนตะโกนอย่างร้อนใจ “จั้นอู๋จี๋ อย่าทำร้ายพวกเขา!”
จั้นอู๋จี๋อุ้มเด็กเดินมาที่ริมสระน้ำ ทารกน้อยคล้ายรับรู้ได้ถึงอันตราย หวีด
ร้องไห้ดังกว่าเดิม ทุกคนต่างตกตะลึง พากันหันไปมองสระน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ
อย่างพร้อมเพรียง อดร้องตะโกนไม่ได้ “อย่าทำอะไรเด็กนะ!”
จั้นอู๋จี๋ไม่แยแส เพียงจ้องมองเด็กทารกในอ้อมแขนที่กำลังร้องไห้เสียงดัง
แล้วกล่าวว่า “ข้าอุตส่าห์อยากให้ลูกไปอยู่เป็นเพื่อนพ่อ พวกเจ้ากลับไม่เห็นดีเห็น
งาม”
เขาปล่อยมือ เด็กทารกร่วงตกลงไปในสระน้ำแข็งทันที หวั่นซิน เซี่ยงหลี และ
หยางเซียวที่ยืนอยู่ข้างสระน้ำแข็งเห็นเช่นนั้นก็รีบพุ่งตัวเข้าไป หมายจะคว้าตัวเด็ก
ทารกไว้ ครั้นเห็นเงาร่างของสามคนนั้นพุ่งตัวเข้ามา จั้นอู๋จี๋กลับไม่สะทกสะท้าน
เพียงโบกมือเบาๆ ห่าธนูพลันซัดสาดลงมาจากยอดเขา บีบคั้นให้ทั้งสามคนถอย
กลับไป
เด็กทารกใกล้จะตกลงไปในสระน้ำแข็งแล้ว ซูหลีรู้สึกเจ็บท้องเจียนตาย ความ
เจ็บปวดอันคุ้นเคยกลับจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง นางกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ล้มลง
กับพื้นอีกครั้ง ในดวงตาเต็มไปด้วยแววหวาดกลัวและสิ้นหวัง “ลูกของข้า…”
ขณะที่เด็กทารกใกล้จะตกถึงผิวน้ำ ทันใดนั้น เงาร่างสายหนึ่งโผล่พ้นผิวน้ำ
พุ่งตัวขึ้นมารับเด็กทารกไว้ด้วยความเร็วดุจสายฟ้า หยดน้ำที่สาดกระเซ็นเป็นวง
กว้างกลายเป็นน้ำแข็ง คนผู้นั้นดีดนิ้วมือ เม็ดน้ำแข็งพลันพุ่งตรงไปยังจั้นอู๋จี๋
ราวกับห่าธนู จั้นอู๋จี๋ตกตะลึง ถอยกรูดทันที ชายชุดดำที่ยืนอยู่ข้างเขารีบตวัด
กระบี่ป้องกัน ได้ยินเพียงเสียงอาวุธกระทบกับเม็ดน้ำแข็งดังเกรียวกราว จั้นอู๋จี๋
กับลูกน้องถอยห่างออกไปสิบก้าว
คนผู้นั้นอุ้มทารกไว้ในอ้อมแขน ค่อยๆ ทิ้งตัวลงพื้น กลับเป็นตงฟางเจ๋อ! ทุก
คนร้องด้วยความตกตะลึง
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยร้องด้วยความดีใจ “เป็นฮ่องเต้แคว้นเฉิง! เขายังไม่ตาย!”
ยามนี้ซูหลีนอนขดตัวอยู่บนพื้น ถึงแม้จะเจ็บท้องเจียนตาย แต่กลับเห็นทุก
อย่างอย่างชัดเจน นางกุมมือซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ย เอ่ยพลางหอบหายใจ “เร็วเข้า บอก
ให้เขาพาเด็กหนีไป!”
จั้นอู๋จี๋จ้องหน้าตงฟางเจ๋อเขม็ง “เจ้ากลับยังไม่ตาย?!”
ตงฟางเจ๋อมองเด็กในอ้อมแขน เด็กทารกคล้ายสัมผัสได้ว่าตนเองปลอดภัย
แล้ว กลับไม่ร้องไห้อีก เด็กน้อยลืมตา แล้วจ้องมองด้วยดวงตากลมโต ตงฟาง
เจ๋อลูบแก้มเด็กน้อย ก่อนจะหันไปมองหาซูหลี ในที่สุดก็เห็นซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยกำลัง
ประคองนาง พากันล้มอยู่ข้างหินก้อนใหญ่ ใบหน้านางซีดขาวเหมือนกระดาษ
สายตากลับร้อนรุ่มสุดแสน
จั้นอู๋จี๋มองหน้าตงฟางเจ๋อด้วยสีหน้ามืดครึ้ม “ปีนั้น เจ้าดำลงไปหาหญ้าหาน
ซินใต้สระน้ำแข็งแห่งนี้ แม้มียาวิเศษ แต่ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ยามขึ้นมาเจ้าก็ยัง
กระอักเลือดเพราะพิษเย็นกำเริบ จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด วันนี้เจ้าลงไปอย่างน้อย
ก็หนึ่งชั่วยามแล้ว เหตุใดจึงไม่เป็นไร?”
สายตาตงฟางเจ๋อเปล่งประกายเย็นยะเยือกดุจกระบี่ “เรื่องนั้นต้องขอบคุณ
เจ้า ที่วางแผนกระตุ้นพิษเย็นในตัวข้า จึงทำให้ข้ามีโอกาสกำจัดพิษเย็นในร่างกาย
ออกไปจนสิ้นซาก” เขาหันไปมองซูหลี สายตาพลันแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน “หาก
ไม่ได้สูญเสียวรยุทธ์เพื่อช่วยข้าขับพิษเย็นออกจากร่าง เจ้าคิดว่าอาศัยแค่เจ้ากับ
ฉินเหิงก็จะจับตัวนางได้งั้นหรือ?”
ตงฟางเจ๋ออุ้มเด็กเดินตรงไปหานาง จั้นอู๋จี๋พลันลนลานหวาดกลัวขึ้นมา เขา
โบกมือออกคำสั่ง “ทหาร ฆ่าคนพวกนี้ให้หมด อย่าให้เหลือ”
เหล่าชายชุดดำพุ่งตัวเข้ามา แต่ในขณะนั้นเอง ได้ยินเพียงเสียงซู่ซ่าดังสนั่น
ท่ามกลางสระน้ำแข็ง เงาร่างนับไม่ถ้วนโผล่พ้นเหนือผิวน้ำ หนึ่งในนั้นบั่นคอชาย
ชุดดำจนล้มลงไป แล้วตะโกนเสียงดังว่า “คุ้มกันฝ่าบาท! เซิ่งจิน เซิ่งเซียว พวก
เจ้ากับแม่ทัพหยวนจงคุ้มกันเหล่าใต้เท้าให้หนีออกไปจากที่นี่เสีย!”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเพ่งมอง ก็พบว่าเป็นเซิ่งฉิน นางอดตะโกนด้วยความดีใจไม่ได้
“เป็นองครักษ์ของฮ่องเต้แคว้นเฉิง ฝ่าบาท พวกเรารอดแล้วเพคะ!”
หวั่นซิน เซี่ยงหลี และเจียงหยวนไม่รีรอ รีบโฉบกายพุ่งตัวเข้ามาปะทะกับกลุ่ม
คนชุดดำ สถานการณ์โกลาหลในชั่วพริบตา หยวนเซี่ยงกับเสิ่นเจี้ยนอันพุ่งตัวไปที่
ปากหุบเขา แล้วสังหารชายชุดดำจำนวนหนึ่ง เหล่าขุนนางรีบวิ่งหนีออกจากหุบเขา
ไปดุจคลื่นน้ำที่ทะลักออกจากเขื่อน
เหลียงสือชูมองหน้าตงฟางเจ๋อ แล้วตะโกนเสียงดัง “ฝ่าบาท!”
ตงฟางเจ๋อตะโกนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดเดี่ยว “ถอยทัพ!”
เหลียงสือชูกัดฟัน ดึงหลีเฟิ่งเซียนขึ้นมา แล้ววิ่งหนีไปทางปากหุบเขา ซูฉุน
ประคองซูเซียงหรู เขาหันกลับไปมองซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยด้วยสายตารุ่มร้อน นางเองก็
กำลังมองเขา นางพยักหน้าอย่างหนักแน่น ซูฉุนกัดฟัน จากนั้นก็ประคองบิดาให้
วิ่งไปทางปากหุบเขา
เซิ่งจิน หยวนเซี่ยง และเสิ่นเจี้ยนอันสังหารคนเปิดทาง คุ้มกันเหล่าขุนนาง
ของแคว้นติ้งและแคว้นเฉิงให้หนีออกไปทีละคน บนพื้นที่ราบที่อยู่ห่างออกไปไม่
ไกล พลันมีเสียงโห่ร้องของกองทัพดังก้องฟ้า ณ เส้นขอบฟ้า กองทัพขนาดใหญ่
พลันปรากฏตัว ด้านหน้าคือกองทัพแคว้นเฉิง ทิศตะวันตกและทิศตะวันออกเต็ม
ไปด้วยกองทัพของแคว้นติ้งและแคว้นเปี้ยน ธงประจำกองทัพโบกสะบัด เสียงโห่
ร้องดังกึกก้อง ราวกับจะบุกภูเขาลูกนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง
จั้นอู๋จี๋ตกตะลึง หันไปกระชากตัวซูหลีเข้ามาข้างกาย แล้วตะคอกอย่างดุดัน
“ตงฟางเจ๋อ เจ้าต้องการให้ภรรยาเจ้าตายไปพร้อมกับเจ้าที่นี่หรือ?”
ตงฟางเจ๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าอยากตายข้าก็จะสงเคราะห์เจ้า วันนี้
ในปีหน้าคือวันครบรอบการตายของเจ้า!”
จั้นอู๋จี๋ยิ้มบิดเบี้ยว “ภูเขาลูกนี้มีระเบิดฝังไว้ ขอเพียงข้าออกคำสั่ง ที่นี่ก็จะ
แหลกสลายกลายเป็นผุยผง”
ตงฟางเจ๋อแสยะยิ้มเย็นชา “ก็ดี ในเมื่อเจ้ากับข้าล้วนไม่กลัวตาย เช่นนั้นก็ตาย
ตกไปด้วยกันเลย!”
เขาพูดพลางสาวเท้าเดินตรงมาหาซูหลีไม่หยุด
ซูหลีทั้งตกใจและเจ็บปวด นางอยากจะตะโกนแต่กลับถูกความเจ็บปวดจู่โจม
เข้ามาอีกระลอก นางกัดฟันแน่นสูดลมหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะหันไปมองซั่
งกวนอวิ๋นฮุ่ยด้วยสายตาหวาดกลัว ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยมองหน้านาง ราวกับเข้าใจอะไร
บางอย่าง ตกใจจนอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก
จั้นอู๋จี๋ลากซูหลีถอยหลังตามสัญชาตญาณ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
และความบ้าคลั่ง ยกมือออกคำสั่ง “จุดชนวนระเบิด!”
หยางเซียวพลันร้องโวยวายเสียงดัง “จั้นอู๋จี๋ เจ้าคนเลวทรามต่ำช้า เจ้าอยาก
ตาย แต่ข้าไม่อยากตายไปพร้อมกับเจ้าเสียหน่อย! ปล่อยอาหลีน้อยเดี๋ยวนี้นะ แล้ว
ข้าจะยอมให้เจ้าตายศพสวย! หากไม่เช่นนั้น ข้าจะกลับไปที่เมืองหวั่นแล้วขุดเอาศพ
โคตรเหง้าของเจ้าออกมา ทุบโครงกระดูกพวกเขาให้แหลกละเอียด ทำให้พวกเขา
ตายตาไม่หลับ ศพไร้ที่ฝัง! จั้นอู๋จี๋!!! เจ้าได้ยินหรือไม่?!”
หยางเซียวสติขาดผึง ได้แต่รัวคำด่าออกไป มีทั้งคำหยาบคายสารพัด ในเวลา
สั้นๆ นั้นเอง คนของตงฟางเจ๋อก็พุ่งตัวเข้าไปถึงตรงหน้าจั้นอู๋จี๋ จั้นอู๋จี๋ตกใจ
จับกุมซูหลีแน่นขึ้น แล้วตะโกนใส่ตงฟางเจ๋ออย่างบ้าคลั่ง “ตงฟางเจ๋อ หากเจ้า
กล้าเข้ามาข้าจะฆ่านางเสีย!”
ตงฟางเจ๋อชะงักเท้า เด็กในอ้อมแขนร้องไห้เสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง
จั้นอู๋จี๋แสยะยิ้ม “ถอยออกไป! ตงฟางเจ๋อ เจ้าตายไปพร้อมกับเหล่าขุนนาง
จงรักภักดีพวกนั้นของเจ้าเสียเถิด จุดชนวนระเบิด! เร็วเข้า!”
เขาตะโกนออกคำสั่งอีกครั้ง เหล่าขุนนางต่างพุ่งตัวไปที่ทางเข้าเหมือนนกตื่น
ธนู ชั่วขณะหนึ่ง สถานการณ์โกลาหลวุ่นวาย จั้นอู๋จี๋หัวเราะด้วยความสะใจ สายตา
บ้าคลั่ง
เขาหัวเราะเสียงดังลั่น ทว่าจู่ๆ กลับหัวเราะไม่ออกอีก เพราะเขาตะโกนออกคำ
สั่งไปหลายครั้งแล้ว แต่กลับไม่มีวี่แววว่าระเบิดจะถูกจุดชนวนเลย เขาพลันรู้สึกได้
ว่ามีบางสิ่งผิดปกติ เห็นเหล่าขุนนางของทั้งสองแคว้นหนีออกไปได้กว่าครึ่งหนึ่ง
แล้ว เขาหันกลับไปมองบนยอดเขา ไม่รู้ว่าคนกลุ่มหนึ่งโผล่มาจากที่ใด พวกเขา
โยนชายชุดดำลงมาทีละคนๆ
จั้นอู๋จี๋เดือดดาล ลากซูหลีไปข้างหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง พลันนั้นก็ได้ยินเสียง
หัวเราะดังขึ้นจากข้างหลัง “นี่ เจ้าสารเลวจั้น พอรู้ว่าระเบิดใช้ไม่ได้ผลแล้ว ก็กลาย
เป็นใบ้พูดไม่ออกไปเลยหรือ?”
จั้นอู๋จี๋ตกใจจนหน้าถอดสี กลับเห็นหยางเซียวยืนอยู่บนก้อนหินใหญ่ที่อยู่ไม่
ไกล และกำลังจ้องเขาลงมาจากที่สูง “รีบปล่อยตัวอาหลีน้อยเร็วเข้า แล้วข้าจะ
ยอมให้เจ้าได้ตายศพสวยๆ!”
หัวหน้าทหารที่อยู่บนยอดเขาหันมาตะโกนบอกหยางเซียว “นายท่าน จัดการ
ระเบิดทั้งหมดเรียบร้อยแล้วขอรับ”
หยางเซียวโบกมือ “สือจิ้งจงฟังคำสั่ง จงสังหารจั้นอู๋จี๋และคนของเขาทั้งหมด
อย่าให้เหลือรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!”
บทที่ 66-4 ตอนอวสาน (4)
สือจิ้งรับคำสั่ง “ขอรับ” สิ้นเสียง คนชุดขาวกลุ่มหนึ่งก็พลันวิ่งกรูลงมาจาก
เนินเขา สังหารคนชุดดำทีละคนๆ เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วหุบเขา
จั้นอู๋จี๋จับตัวซูหลีไว้แน่น แล้วตะโกนอย่างบ้าคลั่ง “พวกเจ้าผู้ใดกล้าขยับ?! ข้า
จะสังหารนางเดี๋ยวนี้! ฉินเหิง! คุ้มกันพวกข้าหนีเดี๋ยวนี้!”
ฉินเหิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งตัวเข้ามายืนคุ้มกันตรงหน้าเขา หวั่นซิน
ตะโกนเสียงร้อนรน “ฉินเหิง เจ้าคุ้มกันฝ่าบาท แล้วพวกเราจะไม่ถือโทษเจ้าเรื่องใน
อดีต!”
ยามนี้ซูหลีรู้สึกเพียงมีบางอย่างกำลังจะออกมาจากท้องนาง นางหลุดร้อง
อย่างทนไม่ไหว ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเห็นเช่นนั้นก็ไม่สนใจอะไรอีก รีบเข้าไปประคองนาง
แล้วตะโกนด้วยความร้อนใจ “ปล่อยนางเดี๋ยวนี้ นาง นางจะคลอดแล้ว”
ทุกคนตกตะลึง จั้นอู๋จี๋ตะโกนเสียงดัง “เด็กคลอดออกไปนานแล้ว เจ้าคิดจะ
หลอกข้าหรือ?”
ตงฟางเจ๋อกับหยางเซียวตะโกนขึ้นพร้อมกัน “รีบปล่อยนางเดี๋ยวนี้!”
จั้นอู๋จี๋กล่าว “ฝันไปเถิด หากไม่อยากให้นางตาย ก็ไสหัวไป!”
ซูหลีพยายามสูดหายใจอย่างสุดชีวิต นางไม่มีเรี่ยวแรงพูดอะไรทั้งนั้น ซั่งกวน
อวิ๋นฮุ่ยร้อนใจจนร้องไห้ออกมา นางประคองซูหลี “หยุดทะเลาะกันได้แล้ว! ยังมี
อีกคน ยังมีเด็กอีกคน!”
เพิ่งจะสิ้นเสียงพูด เสียงร้องไห้ของทารกอีกคนก็ดังขึ้นดังคาด ทำเอาตก
ตะลึงกันทั่วทั้งหุบเขา ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยดึงเด็กทารกตัวเหนียวเหนอะหนะออกมา
แล้วตะโกนด้วยความดีใจ “เป็นองค์ชาย! เป็นองค์ชายฝาแฝด!”
ยามนี้เหล่าขุนนางของทั้งสองแคว้นต่างหนีออกไปจนหมดแล้ว กองทัพใหญ่
ดาหน้าเข้ามา หยวนเซี่ยง เสิ่นเจี้ยนอัน เซิ่งจิน เซิ่งเซียว และฮูเอ่อร์ตูกระโดดขึ้น
หลังม้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็มุ่งหน้ามายังปากหุบเขาทันที
จั้นอู๋จี๋เห็นกองทัพของสามแคว้นใหญ่ดาหน้ากันเข้ามา แววสิ้นหวังพาดผ่าน
ดวงตา เขาหันไปมองเด็กทารกในมือซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ย เอื้อมมือออกไปหมายจะคว้า
ตัวเด็ก หารู้ไม่ว่าฉินเหิงที่ยืนขวางอยู่เบื้องหน้าเร็วกว่า พริบตาเดียวก็ชิงอุ้มเด็กไป
ก่อนแล้ว
ใบหน้าจั้นอู๋จี๋แปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียด เขาเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี กล่าวด้วย
น้ำเสียงเย็นชาว่า “ส่งเด็กมาให้ข้า”
สายตาของฉินเหิงขรึมลง เขาลอยตัวถอยหลัง ชายชุดดำสี่ถึงห้าคนพุ่งตัว
เข้าไปล้อมเขาไว้ หวั่นซิน เซี่ยงหลี และเจียงหยวนพุ่งตัวเข้าไปสังหารชายชุดดำ
พวกนั้นจนสิ้นซาก ทั้งสามหันมาคุ้มกันอยู่เบื้องหน้าฉินเหิง
จั้นอู๋จี๋คำรามด้วยความเดือดดาล “ฉินเหิง เจ้าไม่อยากช่วยชีวิตพี่ชายเจ้าแล้ว
หรือ?”
ฉินเหิงทำเป็นไม่ได้ยิน เพียงจ้องหน้าเขาด้วยสายตาเย็นชา หวั่นซินหยิบหยก
ห้อยเอวชิ้นหนึ่งออกมาจากในเสื้อแล้วยื่นให้ฉินเหิง ดวงตาเขาแดงก่ำ รับไปแล้ว
ก้มหน้ายิ้ม จั้นอู๋จี๋เห็นหยกห้อยเอว ก็พลันเข้าใจ “ดีเหลือเกิน ที่แท้พวกเจ้าสี่คนก็
ไม่เคยเกลียดชังกัน! พวกเจ้าตามหาหานอี้พบแล้ว?!”
เซี่ยงหลียิ้มพลางกล่าวว่า “วังใต้ดินของแคว้นหวั่นลึกลับมากจริงๆ แต่เจ้าไม่
น่าขุดทางออกให้เชื่อมต่อกับจวนของหยางจินในเมืองเหลียวเฉิงเลย”
จั้นอู๋จี๋แค่นเสียงเฮอะ แล้วบอกว่า “หยางจินไม่รู้ว่ามีเส้นทางลับสายนั้นอยู่เสีย
หน่อย เขายิ่งไม่รู้ว่าหานอี้เป็นผู้ใด”
หยางเซียวยิ้ม “เขาไม่รู้จริงๆ แต่น่าเสียดายที่ข้าเจอมันเข้า! นึกไม่ถึงละสิ เจ้า
ตามหาข้าไปทั่วทั้งแผ่นดิน ปรากฏว่าข้ากลับไปนอนอยู่ในบ้านหยางจิน! แต่ว่านะ
วังใต้ดินแคว้นหวั่นของพวกเจ้าทั้งเล็กและแคบ เทียบกับกลไกเส้นทางลับที่เชื่อม
ต่อกันทุกทิศของลัทธิธิดาเทพของเราแล้ว แทบจะเทียบไม่ติดกันเลยทีเดียว ใช้
เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ข้าก็เดินเที่ยวในนั้นทั่วแล้ว น่าเบื่อเสียไม่มี”
เขาทำหน้าดูแคลน เหมือนการทำอย่างนี้จะทำให้จั้นอู๋จี๋รู้สึกอัปยศได้จริงๆ
สือจิ้งกับสือไคว่กระโดดเข้ามา แล้วรายงานหยางเซียวว่า “นายท่าน พวก
ผู้ร้ายที่อยู่ข้างล่างภูเขาถูกจับหมดแล้วขอรับ”
หยางเซียวหัวเราะอย่างสะใจ “ดีมาก!”
เซิ่งฉินกับหลินเทียนเจิ้งนำกลุ่มคนเดินมาหยุดเบื้องหลังตงฟางเจ๋อ สี่ทูตแห่ง
เฉินเหมินยืนอยู่ด้านหนึ่ง จ้องหน้าจั้นอู๋จี๋เขม็ง ราวกับพร้อมจะขย้ำร่างเขาให้กลาย
เป็นชิ้นๆ ได้ทุกเมื่อ
จั้นอู๋จี๋กวาดมองรอบตัว เขากัดฟันแล้วกระชากซูหลีเข้าไปในอ้อมแขนอีกครั้ง
จากนั้นก็บีบคอนาง ยิ้มอย่างชั่วร้ายแล้วกล่าวว่า “ต่อให้พวกเจ้าจะร้ายกาจอีก
เพียงใด แต่ขอเพียงผู้หญิงคนนี้อยู่ในมือข้า ก็อย่าคิดว่าจะหนีรอดออกไปจากที่นี่
ได้อย่างปลอดภัยเลย”
ตงฟางเจ๋อเอ่ยเสียงขรึม “จั้นอู๋จี๋ ยอมจำนนเสียเถิด แล้วข้าจะให้เจ้าตายศพ
สวย”
จั้นอู๋จี๋ตะโกนลั่น “ดี พวกเจ้าแต่ละคนล้วนวางแผนกันมาอย่างดี แล้วยังร่วม
มือกันได้อย่างไร้ที่ติ สระน้ำแข็งทำให้เจ้าหนาวตายไม่ได้ แม้แต่ระเบิดที่ข้าฝังไว้ก็
ยังถูกกำจัดจนหมด ตงฟางเจ๋อ เจ้า!”
ตงฟางเจ๋อกล่าวว่า “ปีนั้นตอนที่ข้าดำลงไปหาหญ้าหานซิน ข้าเคยเห็นแสง
ส่องเข้าไปในถ้ำน้ำแข็ง ต่อมาจึงได้รู้ว่าตำแหน่งนั้นเชื่อมต่อกับภูเขาที่อยู่ตรงข้าม”
หลินเทียนเจิ้งแค่นยิ้มเย็นชา แล้วกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าล่อฝ่าบาทมาที่นี่ แล้วเขา
จะต้องตายอย่างแน่นอนงั้นหรือ? แท้จริงแล้วสระน้ำแข็งคือหนทางแห่งชัยชนะ
เดียวที่พวกเรามีอยู่! เจ้าคิดว่าฝังระเบิดไว้ในภูเขาลูกนี้แล้วพวกข้าจะหมดหนทาง
งั้นหรือ? หากฆ่าคนของพวกเจ้าจนหมด ระเบิดก็เป็นแค่ของไร้ประโยชน์เท่านั้น!”
จั้นอู๋จี๋แหงนหน้าหัวเราะเสียงดัง “ดี ดีมาก ในเมื่อข้าต้องตายวันนี้ เช่นนั้นข้าก็
จะเอาภรรยาเจ้าไปพบอาเสวียนด้วย!”
เอ่ยจบ จั้นอู๋จี๋ก็เงื้อฝ่ามือขึ้นหมายจะสับลงกลางหัวซูหลี ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยตกใจ
หน้าถอดสี นางพุ่งตัวไปข้างหน้าโดยสัญชาตญาณ คิดจะกระแทกจั้นอู๋จี๋ออกไป จั้
นอู๋จี๋นึกไม่ถึงว่าสตรีอ่อนแอที่ไม่มีวรยุทธ์เช่นนาง จะกระทำเรื่องที่น่าตกใจเช่นนี้
เขาไม่ทันตั้งตัว กลับถูกนางพุ่งชนจนล้มลงไปทางสระน้ำแข็ง
ทั้งสามกลิ้งตกเนินหินไปพร้อมกันเหมือนถังไม้ ทุกคนต่างตกตะลึงกับ
เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น ซูฉุนที่ย้อนกลับมาที่ทางเข้าหุบเขาพร้อมกับ
กองทัพเห็นอย่างชัดเจน เขาเฆี่ยนแส้ม้าพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว พลางตะโกนเสียง
ดัง “อวิ๋นฮุ่ย! ซูซู!”
ตงฟางเจ๋อกับสี่ทูตวิ่งนำลงเนินเขาไปก่อน สายตาจับจ้องเงาร่างสามสายนั้น
ไม่ห่าง หยางเซียวคว้าธนูขึ้นมา เล็งไปที่จั้นอู๋จี๋ ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศออกไป ตรึง
แขนเขาไว้กับพื้นข้างสระน้ำแข็ง
จั้นอู๋จี๋ร้องโหยหวนเสียงดัง ไม่อาจลุกขึ้นยืนได้อีก
ตงฟางเจ๋อวิ่งเข้ามาหาซูหลี นางคลอดลูกติดกันสองคน แล้วยังกลิ้งตกเนิน
เขาอีก ยามนี้นางหมดสติไปแล้ว ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยไม่มีวรยุทธ์ นางตกจากที่สูง ทั่ว
ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ทำได้เพียงนอนตัวสั่นอยู่บนพื้น ซูฉุนวิ่งเข้ามากอด
นาง แล้วขานเรียกไม่หยุด “อวิ๋นฮุ่ย อวิ๋นฮุ่ย! เจ้าฟื้นสิ!”
ทุกคนล้อมวงกันเข้ามา ตงฟางเจ๋อส่งเด็กทารกให้หลินเทียนเจิ้ง แล้วเขาก็
ประคองซูหลีขึ้นมา ถ่ายเทชี่แท้เข้าไปในร่างกายนาง เจียงหยวนเดินเข้ามาป้อนยา
ให้ทั้งสองคนคนละเม็ด จากนั้นก็กล่าวว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง พวกนางยังมีชีวิตอยู่”
ยามนี้ จั้นอู๋จี๋สูดหายใจลึกๆ เขาจับลูกธนูที่ปักแขนตนเอง แล้วกระชากออก
อย่างแรง ทุกคนตกตะลึง หมายจะเข้าไปจับกุมเขา แต่หยางเซียวที่ยืนอยู่เหนือ
ก้อนหินขนาดใหญ่แค่นเสียงเฮอะ แล้วยิงธนูทีเดียวสามดอก ขณะเดียวกัน ลม
เย็นก่อตัวที่ปากทางเข้าหุบเขา ธนูสิบดอกพุ่งแหวกอากาศเข้ามา ตรึงร่างจั้นอู๋จี๋ไว้
กับสว่านปลายแหลมรูปคนนั้นอย่างแน่นหนา
ยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย หลอกใช้ผู้คน
มากมาย สุดท้ายกลับต้องมาตายในหลุมฝังศพที่เตรียมไว้ให้ผู้อื่น! น่าเจ็บใจนัก!
สายตาของเขาจับจ้องไปที่ชายหญิงคู่หนึ่งที่กอดกันอยู่ริมสระน้ำแข็ง เขากระอัก
เลือดคำโต เบิกตากว้าง และสิ้นลมไปในที่สุด
เซี่ยอวิ๋นเซวียนยืนอยู่ตรงปากทางเข้า เขาวางพิรุณบุปผาในมือลง ใบหน้าเต็ม
ไปด้วยความสงบนิ่งหลังคลื่นอารมณ์โหมกระหน่ำ
ซูหลีฟื้นขึ้นมาในที่สุด นางลืมตา ภาพแรกที่เห็นคือนัยน์ตาดำขลับของตงฟาง
เจ๋อที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง นางยิ้มโดยสัญชาตญาณ ยกมือขึ้นลูบหน้าเขา
ตงฟางเจ๋อกุมมือนางแน่น กระชับนางเข้ามาในอ้อมแขน
“ตงฟางเจ๋อ…” นางเงยหน้าขึ้น ในดวงตากระจ่างชัดสะท้อนเค้าโครงใบหน้า
อันหล่อเหลาของเขาอย่างชัดเจน เขาจ้องตรงเข้าไปในดวงตานาง อันเต็มไปด้วย
ความรู้สึกโชคดี ความรู้สึกรัก แล้วยังมีความรู้สึกผิด
นางเองก็กอดเขาแน่น แล้วกระซิบข้างหูเขาว่า “พวกเราต่างยังมีชีวิตอยู่ ดี
เหลือเกิน!”
ตงฟางเจ๋อขอบตาร้อนผ่าว ริมฝีปากอุ่นกดจูบลงที่ขมับอันเย็นชืดของนาง
แรงๆ สถานการณ์สงบลงแล้ว ความหวาดกลัวที่ต้องสูญเสียคนรักกลับยังคง
เดือดพล่านอยู่ในหน้าอก เขากล่าวเสียงเบาว่า “ข้าเคยบอกแล้วอย่างไร ว่าเจ้าจะ
ไม่มีวันเสียข้าไป ข้าพูดได้ย่อมทำได้! เจ้าเองก็ห้ามคืนคำ ต้องอยู่กับข้าไปจนแก่
เฒ่าด้วยเล่า!”
ซูหลีพยักหน้าอย่างหนักแน่น มองหน้าเขาด้วยสายตารักใคร่ น้ำตาแห่งความ
ดีใจไหลอาบหน้า “ชีวิตนี้มีท่าน ถือเป็นโชคดีของข้า!”
ตงฟางเจ๋อก้มหน้าประทับจูบบนกลีบปากซีดขาวของนางเบาๆ ยิ้มแล้วกล่าว
ว่า “ชีวิตนี้มีเจ้า รักลึกซึ้งตรึงใจไร้ข้อกังขา!”
เขาอุ้มนางขึ้นมา แล้วเดินไปที่ทางเข้าหุบเขาช้าๆ สามกองทัพใหญ่ที่อยู่ทั้งข้าง
นอกและข้างในต่างคุกเข่าร้องสรรเสริญเสียงดังก้องไปทั่วฟ้า “ขอฝ่าบาททรง
พระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นๆ ปี!”
ครั้นเสียงร้องสรรเสริญดังขึ้น พยับเมฆบนท้องฟ้ามลายหาย สายลมก่อตัว
เกล็ดหิมะลอยล่อง พัดเอากลิ่นคาวเลือดจากการเข่นฆ่าสังหารให้จางหายไปอย่าง
ช้าๆ
หลังสายลมสงบลง รอยเท้าที่เป็นระเบียบทอดยาวลงไปตามถนนบนภูเขาหิมะ
อันเลี้ยวลดคดเคี้ยว เสียงฝีเท้าผู้คนเงียบหายไป ยอดเขาเสวี่ยหลงกลับมาเงียบ
สงบอีกครั้ง โลกทั้งใบกลับคืนสู่ความสงบสุข
บทส่งท้าย
แคว้นเฉิง แคว้นติ้ง และแคว้นเปี้ยนร่วมมือกันกำจัดกากเดนของแคว้นหวั่น
ฮ่องเต้หญิงแห่งแคว้นติ้งได้รับการช่วยเหลือ คลอดโอรสฝาแฝด องค์หนึ่งนาม
ว่า ‘อี้’ เป็นองค์รัชทายาทแห่งแคว้นติ้ง อีกองค์นามว่า ‘ฮั่ว’ เป็นองค์รัชทายาท
แห่งแคว้นเฉิง
ฮ่องเต้แคว้นเปี้ยนหยางเซียวหายตัวไปอีกครั้ง แม่ทัพฮูเอ่อร์ตูนำตราพระ
ราชลัญจกรมาถวายให้ ‘หลี’ ฮ่องเต้หญิงแห่งแคว้นติ้ง
หลีเสนอให้สามแคว้นรวมเป็นหนึ่ง เปลี่ยนชื่อแคว้นเป็น ‘เฉิง’ [1] เหล่าขุนนาง
บุ๋นบู๊ทั้งหลายต่างเห็นงาม เจ๋อรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง หลีลดตำแหน่งเป็นฮองเฮา
นับจากนั้นสามีภรรยารักใคร่ปรองดอง ใต้หล้าสงบสุข
หลายปีต่อมา มีคนพบเห็นบุรุษรูปงามสวมอาภรณ์สีแดงเพลิงขับขานเสียง
เพลง บุคลิกสง่างามเปิดเผย สงสัยว่าจะเป็นหยางเซียว ซูหลีได้ยินข่าวก็ตามไป
ทว่ายามไปถึงกลับพบเพียงห้องอันว่างเปล่าไร้เงาคน มีเพียงแก้วเปล่าหนึ่งคู่ และ
กลอนคู่อวยพรวางไว้บนโต๊ะ
=จบบริบูรณ์=
1 เฉิง (成) แปลว่าสำเร็จ เป็นคำพ้องเสียงแต่ไม่พ้องรูปกับแคว้นเฉิงในตอนแรก