ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 117 ตาข่ายสะกดวิญญาณ และพลังอาฆาตอีกหนึ่ง
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 117 ตาข่ายสะกดวิญญาณ และพลังอาฆาตอีกหนึ่ง
ทารกวิญญาณเคลื่อนที่เร็วมาก เร็วจนแทบมองตามไม่ทัน
มันอ้าปากกว้างพุ่งเข้าหาหมายจะขย้ำศีรษะผม ผมไม่มีเวลายกกระบี่ขึ้นป้องกัน จึงรีบดีดตัวหลบไปด้านข้างทันที
มันพุ่งเฉียดผ่านศีรษะผมไป
ผมรีบกลิ้งตัวบนพื้นก่อนจะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
เม่าจิ้งขว้างตาข่ายสะกดวิญญาณออกไป แต่พลาดเป้าหมายอีกครั้ง
ทารกวิญญาณยังคงกอดโทรศัพท์ของผมไว้แน่น และยังคงพยายามกลับเข้าไปในห้องน้ำ
มันคำรามเสียงดัง ก่อนจะใช้หัวโขกแผ่นไม้ที่ปิดทางเข้า
แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม ทันทีที่มันเข้าใกล้ ยันต์ที่ติดอยู่บนไม้ก็ส่องแสงวาบ
“ปึง!” มันถูกแรงอาคมดีดกระเด็นออกมาอีกครั้ง
เห็นดังนั้น ผมรีบเงื้อแส้กระดูกงูแล้วฟาดออกไปทันที
“เพียะ!”
เสียงแส้กระทบกับร่างของมันดังสนั่น
ทารกวิญญาณกรีดร้องโหยหวน หลังของมันปรากฏรอยแผลเป็นเส้นเลือดสีแดงเข้มคดเคี้ยวไปทั่ว
มันจ้องมาที่ผมด้วยดวงตาสีขาวเรืองแสง
“กิน…กิน…”
มันปล่อยโทรศัพท์ แล้วค่อยๆ คืบคลานเข้ามาหาผมด้วยท่าทางเหมือนสัตว์ป่า
ผมฟาดแส้ใส่มันอีกครั้ง แต่มันหลบได้ พร้อมกันนั้นกระบี่กระดูกปลาของผมก็แทงออกไป
แต่เจ้าทารกวิญญาณกลับยื่นกรงเล็บออกมาจับตัวกระบี่เอาไว้แน่น
คมกระบี่แผ่พลังปราณ ทำให้ฝ่ามือของมันลุกไหม้ก่อเกิดเป็นควันดำ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่ยอมปล่อย
มันส่งเสียงคำรามดังลั่น ก่อนจะอ้าปากกว้างหมายจะขย้ำผมอีกครั้ง
ผมไม่ปล่อยให้มันทำได้ เตะเข้าที่กลางตัวมันอย่างแรง
ด้วยความที่มันตัวเล็ก ส่วนผมแขนขายาวกว่า ผมจึงได้เปรียบ
ร่างของมันกระเด็นออกไป พร้อมเสียงกรีดร้องโหยหวน
เม่าจิ้งที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย ตาข่ายสะกดวิญญาณถูกขว้างออกไปครอบมันทันที
ตาข่ายสีดำถักจากเชือกหมึกพิเศษปกคลุมร่างของมันจนมิด
ทันทีที่ตาข่ายคลุมตัวมัน ทารกวิญญาณก็เริ่มดิ้นทุรนทุรายราวกับถูกไฟชอร์ต
มันกรีดร้องสุดเสียง เสียงนั้นแหลมสูงและโหยหวนจนแสบแก้วหู
เปลวไฟสีฟ้าลุกวาบขึ้นมาจากร่างของมัน
และที่สำคัญ ตาข่ายนั้นยังค่อยๆ หดรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มันไม่สามารถดิ้นหลุดออกมาได้
เสียงกรีดร้องของมันทำให้บรรยากาศโดยรอบเย็นเยือกไปหมด
ทารกวิญญาณดิ้นพล่านอยู่ภายในตาข่ายสะกดวิญญาณ มันกลิ้งไปมา พร้อมกับเปล่งเสียงแหลมสูง
“พี่ชาย…พี่ชาย…”
เม่าจิ้งมองมันด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะหัวเราะเยาะ “อย่ามาร้องหาพี่ชายเลย เรียกหาแม่แกก็ช่วยอะไรไม่ได้!”
พูดจบ เขาชักกระบี่ไม้ท้อออกมา เตรียมฟันลงบนร่างของมัน
ผมเองก็ถอนหายใจยาว ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ แต่ในใจรู้สึกผ่อนคลายขึ้นไม่น้อย
แม้ทารกวิญญาณจะมีความเร็วสูง แต่สุดท้ายแล้วมันก็ยังไม่เติบโตเต็มที่
เมื่อโดนตัดทางหนีและถูกตาข่ายสะกดขังไว้ การจัดการมันจึงเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดไว้แล้ว
ผมคิดว่า งานคืนนี้ถือว่าราบรื่นกว่าที่คาด
แต่แล้วสิ่งที่ผมคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น
ในขณะที่เม่าจิ้งกำลังจะฟันลงไป ห้องน้ำสาธารณะก็สั่นสะเทือนราวกับมีแรงอาฆาตมหาศาลปะทุออกมา
แผ่นไม้ที่กั้นล้อมรอบห้องน้ำเริ่มส่งเสียงดัง “ปึงๆๆ” ก่อนจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
และที่สำคัญ ยันต์สี่ทิศที่ติดอยู่รอบห้องน้ำกลับลุกไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
แรงอาฆาตเย็นเยือกกระจายออกมาพร้อมสายลมพัดกระโชก
ผมกับเม่าจิ้งหันขวับไปมองพร้อมกัน
สิ่งที่เราเห็นทำให้ใบหน้าของเราต่างเต็มไปด้วยความตกตะลึง
“พลังอาฆาต!”
“แย่แล้ว ข้างในยังมีอีกตน!” ผมอุทานออกมาอย่างตกใจ
หมายความว่าในห้องน้ำแห่งนี้ไม่ได้มีแค่ทารกวิญญาณตนเดียว เม่าจิ้งประเมินสถานการณ์ผิดพลาด
เม่าจิ้งกัดฟันแน่น ดวงตาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด
“ปึง!”
เสียงกระแทกดังสนั่น
หนึ่งในแผ่นไม้ที่ปิดกั้นประตูถูกแรงบางอย่างกระแทกจนปริแตกเป็นรูขนาดใหญ่
เสียงลมหายใจหนักๆ ดังลอดออกมาจากความมืดภายใน
ในขณะเดียวกันทารกวิญญาณที่ถูกตาข่ายสะกดวิญญาณขังไว้ยังคงกรีดร้อง
“พี่ชาย…พี่ชาย…!”
เสียงของมันแหบพร่าและชวนให้ขนลุก
แม้ผมจะยังไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในห้องน้ำนั้นคืออะไร
แต่ในสถานการณ์แบบนี้ เราไม่มีทางเลือก จัดการทีละตนก่อนจะดีกว่า
ผมกระชับกระบี่กระดูกปลาในมือ ก่อนจะแทงลงไปที่หน้าผากของทารกวิญญาณทันที
ร่างของทารกวิญญาณสั่นสะท้าน ดวงตาขาวโพลนเบิกกว้าง มันจ้องมองผมด้วยความหวาดกลัว
“ว๊ากกกก!!”
เสียงกรีดร้องดังแหลมขึ้น ก่อนที่ร่างของมันจะระเบิดเป็นเปลวไฟสีฟ้า แล้วสลายหายไป
แต่ในจังหวะที่ผมสังหารมัน ภายในห้องน้ำสาธารณะก็มีบางสิ่งส่งเสียงคำรามออกมา “น้องชาย!!”
เสียงนั้นหนักแน่นลึกต่ำราวกับสัตว์ร้ายคำราม
ทันใดนั้นหัวของบางสิ่งยื่นทะลุออกมาจากรอยแตกของไม้ที่พังลง
มันจ้องผม ก่อนจะส่งเสียงกรีดร้องคลุ้มคลั่ง “โฮก!!”
สายลมเย็นเฉียบและพลังอาฆาตทะลักออกมาราวกับคลื่นซัดถาโถมเข้าใส่พวกเรา
ไอเย็นเยือกทำให้ผมหายใจติดขัด และเมื่อผมหันไปมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ใบหน้าผมก็เคร่งเครียดขึ้น
หัวของมันเต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปน ไม่มีจมูก ปากเต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคม
ที่สำคัญคือ…มันมีดวงตาสามดวง!
ดวงตาที่สามของมันอยู่กลางหน้าผาก สีเขียวเข้ม ไม่มีตาดำ ลักษณะเหมือนก้อนเนื้อสีเขียวที่ปูดโปนออกมา คล้ายกับดวงตาที่สามของวิญญาณอาฆาตที่ผมเคยพบที่เนินเขาสิบลี้
เม่าจิ้งมองภาพตรงหน้าแล้วถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสดงสีหน้าตกใจระคนสงสัย
วิญญาณตนนั้นคำรามเสียงต่ำ จากนั้นก็ค่อยๆ คลานออกมาจากรอยแยกของห้องน้ำ
ร่างของมันใหญ่กว่าทารกวิญญาณที่เราสังหารไปก่อนหน้า ดูเหมือนเด็กอายุแปดถึงเก้าขวบ
มันไม่มีเสื้อผ้า ผิวหนังเต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปนสีน้ำเงิน แขนขากางออกเหมือนสัตว์ป่า
เมื่อเทียบกับทารกวิญญาณที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดแดง เจ้าตัวนี้ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
ผมขมวดคิ้ว “ตาสีเขียวแบบนี้อีกแล้ว…ดูเหมือนนี่จะเป็นร่างวิวัฒนาการ”
เม่าจิ้งหรี่ตาลง ก่อนจะพูดเสียงหนัก “นี่น่าจะเป็นเด็กปีศาจ ไม่คิดเลยว่าในที่แห่งนี้จะมีทารกวิญญาณถึงสองตน และที่แย่กว่านั้นคือมีตนหนึ่งเติบโตจนกลายเป็นเด็กปีศาจไปแล้ว”
เขาขมวดคิ้วมุ่น
“แต่ที่น่าแปลกคือ ทำไมมันถึงมีดวงตาที่สาม ปกติแล้วเด็กปีศาจไม่น่าจะมีลักษณะเช่นนี้นี่…” เม่าจิ้งพึมพำด้วยความสงสัย
เด็กปีศาจเป็นสิ่งที่อันตรายกว่าทารกวิญญาณมาก
ตามบันทึกของอาจารย์ปู่ พวกมันมีความฉลาดระดับหนึ่ง ซ้ำยังแข็งแกร่งและโหดเหี้ยมเกินควบคุม
ที่สำคัญคือ มันสามารถสังหารเพื่อเพิ่มพลังให้ตัวเอง
ดวงตาที่สามของมันทำให้ผมนึกถึงวิญญาณอาฆาตที่เนินเขาสิบลี้
“สัปดาห์ที่แล้วฉันจัดการนักพรตวิญญาณที่เนินเขาสิบลี้ไปหนึ่งตน…มันก็มีดวงตาที่สามเป็นก้อนเนื้อสีเขียวแบบนี้เหมือนกัน เจ้าก้อนเนื้อนี่ดูไม่ชอบมาพากล อย่ามองตรงๆ เด็ดขาด มันสามารถสะกดจิตและทำให้สติหลุดได้”
เม่าจิ้งได้ยินแบบนั้นก็อึ้งไปชั่วขณะ คงไม่คิดว่าผมเคยลุยกับนักพรตวิญญาณมาก่อน
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาถาม
เด็กปีศาจคำรามเสียงต่ำ ก่อนจะพุ่งตรงเข้าหาพวกเรา!
เม่าจิ้งคำราม “โชคดีที่ฉันเรียกนายมาด้วย! ลุยกันเถอะ!”