ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 133 เลือกภรรยาไม่ดี เสียหายถึงสามชั่วอายุคน
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 133 เลือกภรรยาไม่ดี เสียหายถึงสามชั่วอายุคน
บทที่ 133 เลือกภรรยาไม่ดี เสียหายถึงสามชั่วอายุคน
หลังจากซู่เป่ามาถึงโรงเรียนในเช้าวันที่สอง เธอก็พบว่าหยางหยาง เด็กชายจอมซนที่เธอมีเรื่องด้วยเมื่อวานนี้ไม่ได้มาเรียน
ในระหว่างกำลังนั่งทานอาหารเช้า เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่ง ก็ประคองชามข้าววิ่งเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับซู่เป่า ดวงตากลมโตเป็นประกายจ้องมองซู่เป่าด้วยความชื่นชม
เธอคือเด็กผู้หญิงที่ถูกหยางหยางเตะเก้าอี้เมื่อวานนี้นั่นเอง
“ซู่เป่า เธอเก่งมากเลย!” เด็กน้อยเอ่ยขึ้น “ฉันชื่อซินซินนะ เธอจำฉันได้ใช่ไหม?”
“จำได้สิ!” ซู่เป่าพยักหน้าพลางเคี้ยวตุ่ย ๆ
“คุณแม่ฉันบอกว่า หยางหยางโดนเธอตีจนต้องเข้าโรงพยาบาลเลยนะ!” ซินซินเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“หา? อะไรนะ?” ซู่เป่าถึงกับชะงัก
ซินซินรีบยื่นหน้าเข้ามาใกล้แล้วลดเสียงลง ท่าทางแบบนี้เหมือนถอดแบบมาจากศูนย์ข่าวซุบซิบประจำหมู่บ้านไม่มีผิด
“เมื่อวานนี้คุณย่าของหยางหยางส่งข้อความด่ายับในกลุ่มไลน์ห้องเรียนเลยล่ะ! ทั้งด่าคุณครู ด่าโรงเรียน แล้วก็ด่าคุณพ่อของเธอด้วยนะ!”
“แล้วคุณพ่อของเธอก็ด่าตอกกลับไปแรงมากด้วย!”
ซู่เป่าทำหน้าอึ้ง
มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยเหรอเนี่ย?
ซู่เป่าไม่รู้เรื่องเลยสักนิด ทั้งคุณลุงใหญ่และคุณพ่อต่างก็ปิดเงียบไม่ได้บอกอะไรเธอเลย…
“เธอรู้ได้ยังไงเหรอซินซิน!” ซู่เป่าถามอย่างจริงจัง
“ก็คุณแม่บอกว่าคุณย่าของหยางหยางส่งรูปตอนหยางหยางอยู่โรงพยาบาลมาโชว์ในกลุ่มด้วยน่ะสิ ฉันเห็นรูปแล้ว” ซินซินตอบ
ซู่เป่าตกใจมาก
พระเจ้าช่วย! แค่นั้นถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาลเลยเหรอ?
เด็กน้อยรู้สึกงุนงงไปหมด เพราะจำได้ว่าตอนลงมือไม่ได้ใช้แรงมากมายขนาดนั้นเลย แต่ทำไมหยางหยางถึงต้องเข้าโรงพยาบาล…
ช่างเป็นเด็กที่อ่อนแอเหลือเกิน
ผิดกับซินซิน ดูจะมีความสุขมาก เมื่อก่อนเธอเคยถูกหยางหยางตั้งชื่อเล่นล้อเลียน แถมยังชอบมาบีบแก้มเธอแรง ๆ พอเธอบอกว่าเจ็บห้ามบีบ หยางหยางก็ยิ่งแกล้งหนักขึ้น
ตอนนั้นเธอไปฟ้องแม่ แม่จึงไปคุยกับคุณย่าของหยางหยาง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาทำให้ซินซินไม่มีวันลืม… ย่าของเขาแผดเสียงด่าแม่เธอที่หน้าห้องเรียนว่า “แกบอกว่าหลานฉันแกล้งลูกแกเหรอ? มีหลักฐานไหม! ฉันว่าลูกแกนั่นแหละที่โกหกปลิ้นปล้อน ดูสิซินซินก็ยังปกติดีไม่ใช่เหรอ? จะมาฟ้องร้องเอาเรื่องอะไรกันนักหนา!”
แม้แม่ของเธอจะพยายามอธิบายว่าการที่เด็กชายมาบีบแก้มเด็กหญิงมันเป็นเรื่องไม่สมควร และขอให้ช่วยสอนหลานชายหน่อย แต่หญิงเฒ่านั่นกลับสวนกลับมาว่า “เด็ก ๆ เล่นกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ มีแต่ผู้ใหญ่ใจสกปรกแบบแกนั่นแหละที่คิดอกุศล! หลานฉันเขาเอ็นดูเลยอยากเล่นด้วยเท่านั้นเอง ครอบครัวแกนั่นแหละที่เรื่องมาก!”
ท่ามกลางสายตาคนมุงมากมายในวันนั้น ซินซินรู้สึกอับอายและเสียใจมาก ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของเธอเอง…
สุดท้ายแม่ของเธอจึงทำได้เพียงบอกให้เธออยู่ห่างจากหยางหยางไว้
พอตอนนี้เห็นซู่เป่าจัดการหยางหยางจนต้องเข้าโรงพยาบาล แถมพ่อแม่เธอยังดูสะใจกันมาก ซินซินจึงมองว่าซู่เป่านี่แหละคือ “ซูเปอร์ฮีโร่” ตัวจริง!
เด็กคนอื่น ๆ ที่ได้ยินเริ่มเข้ามามุงและคุยกันจ้อกแจ้กตามประสาเด็ก ๆ ซินซินประกาศเสียงดังฟังชัดว่า “หยางหยางเป็นเด็กนิสัยไม่ดี แต่ซู่เป่าจัดการเขาได้ ซู่เป่าเก่งที่สุด!”
“ซู่เป่าเก่งสุดยอด!”
“เจ๋งมากเลย!”
“โอ้โห! ซูเปอร์ฮีโร่ตัวจริง!” ทุกคนในห้องต่างพากันชื่นชมซู่เป่า
และแล้ว… ในการมาเรียนวันที่สอง ซู่เป่าก็ได้เหล่าแฟนคลับตัวน้อยทั้งชายหญิงรวม 4 คนมาคอยเดินตามต้อย ๆ
ถึงแม้จะยังงง ๆ แต่จู่ ๆ มีเพื่อนสนิทเพิ่มมาตั้ง 4 คนมาเล่นด้วยกันทั้งวัน เธอก็รู้สึกดีใจมาก
*
ในอีกด้านหนึ่ง ที่โรงพยาบาล
คุณย่าของหยางหยางกำลังอาละวาดโวยวายอยู่ในห้องตรวจ “หลานชายฉันบอกว่าเจ็บจนจะขาดใจตายอยู่แล้ว แต่พวกคุณกลับบอกว่าตรวจไม่พบอะไรเนี่ยนะ! พวกคุณมันหมอเถื่อน! ไร้จรรยาบรรณ!”
เหล่าหมอและพยาบาลต่างพากันระอาใจจนพูดไม่ออก
เอกซเรย์ก็แล้ว MRI ก็ทำแล้ว…
แม้แต่การตรวจร่างกายแบบละเอียด ทั้งซีทีสแกน เจาะเลือด อะไรที่พอจะตรวจได้ก็จัดให้หมดแล้ว แต่ผลออกมาคือเด็กชายคนนี้ปกติทุกอย่าง!
ไม่มีเลือดออกภายใน ไม่มีแผลฉกรรจ์ มีแค่รอยแดงจาง ๆ ที่หัวเข่าเท่านั้น
“ใจเย็น ๆ นะคะ หลานชายคุณแค่บาดเจ็บภายนอกเล็กน้อย ไม่ต้องกังวล…”
“คุณพูดว่าอะไรนะ! แค่บาดเจ็บเล็กน้อยเหรอ?!” หญิงชราแผดเสียงแหลมขึ้นไปอีก “เป็นไปไม่ได้! เขาร้องไห้จะเป็นจะตาย บอกว่าเจ็บเข่าจนเดินไม่ไหว พวกคุณหลอกเอาเงินค่าตรวจฉันไปหลายหมื่น แล้วมาบอกว่าไม่มีอะไรเหรอ? ฉันจะแฉพวกคุณให้หมด!”
สุดท้ายเพื่อตัดรำคาญและเลี่ยงการปะทะ คุณหมอและทางโรงพยาบาลจึงจำใจเขียนข้อสรุปในรายงานผลการตรวจให้กว้างที่สุดว่า
สงสัยว่ามีการบาดเจ็บของเอ็น…
แต่คุณย่ายังไม่พอใจ เธอรู้สึกว่ามันดูเบาเกินไป “ฉันค้นในอินเทอร์เน็ตมาแล้ว อาการแบบหลานฉันเนี่ยมีความเป็นไปได้สูงมากว่า หมอนรองกระดูกอาจจะบาดเจ็บ คุณเขียนลงไปด้วยสิ!”
หมอที่กำลังเผชิญความกดดันอย่างหนักจึงต้องยอมเขียนลงไป แต่เพื่อความปลอดภัยของวิชาชีพ เขาจึงเติมประโยคทิ้งท้ายไว้ว่า…
“ต้องสงสัยว่ามีการฉีกขาดของเอ็น และมีการฉีกขาดของหมอนรองกระดูก แนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม”
คุณย่าของหยางหยางยิ้มกริ่มพอใจเมื่อได้สิ่งที่ต้องการ เธอรีบถ่ายรูปรายงานผลนั้นโพสต์ลงโซเชียลทันที พร้อมเขียนแคปชันประจานว่าหลานชายถูกทำร้ายป่าเถื่อนจนบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นหมอนรองกระดูกฉีกขาด!
“เมื่อเช้าตอนส่งหลานชายไปโรงเรียนอนุบาล แกยังร่าเริงแจ่มใสดีอยู่เลยแท้ ๆ แต่ขากลับมาสภาพกลับดูไม่ได้ บาดเจ็บสะบักสะบอมไปทั้งตัว…” คุณย่าของหยางหยางบีบน้ำตาคร่ำครวญต่อหน้ากล้องโทรศัพท์มือถือพลางทำหน้าเศร้าสร้อย
“ฉันมันก็แค่คนแก่คนหนึ่ง พอเห็นหลานเจ็บจนขวัญเสีย ก็แค่กะว่าจะไปคุยกับผู้ปกครองอีกฝ่ายให้รู้ความจริง แต่ใครจะนึกล่ะว่า… นอกจากเขาจะไม่สำนึกผิดแล้ว เขายังใช้กำลังป่าเถื่อนตบหน้าฉัน!”
“หลานชายของฉันเป็นเด็กเรียบร้อย ไม่เคยไปรังแกใครก่อนเลยนะ! แค่ตอนออกกำลังกายมือเขาเผลอไปปัดโดนผมเด็กคนนั้นนิดเดียวเอง ก็โดนเด็กคนนั้นกระหน่ำตีแล้ว!”
เธอยังคงพ่นคำโกหกต่อไปไม่หยุด “เด็กผู้หญิงคนนั้นรุนแรงป่าเถื่อนมาก คงติดนิสัยมาจากพ่อนั่นแหละ พอได้ยินอะไรไม่เข้าหูก็ใช้กำลังทันที ตัวเองทำผิดแท้ ๆ แต่กลับไม่ยอมขอโทษ เพราะมีผู้ใหญ่คอยให้ท้าย ถึงได้ยโสโอหังไม่เห็นหัวใครแบบนี้!”
“พวกเราก็แค่ต้องการคำขอโทษ… คิดว่าอยู่โรงเรียนเดียวกันคุยกันง่าย ๆ ขอโทษกันก็จบเรื่องแล้ว แต่ไม่เคยคิดเลยว่า…” เธอแสร้งสะอื้น พลางเช็ดน้ำตาต่อหน้ากล้องอย่างแนบเนียน
ในคลิปนั้นมีการโชว์ภาพทางเดินโรงพยาบาล รายงานการวินิจฉัยที่เธอไปบีบคั้นหมอมา และภาพเด็กตัวเล็ก ๆ นอนร้องไห้โยเยว่าเจ็บ ประกอบกับภาพลักษณ์หญิงชราที่น่าสงสาร ยายเฒ่ายังยอมทุ่มเงินซื้อยอดวิวเพิ่มเพื่อปั่นกระแสให้พุ่งปรี๊ดขึ้นไปอีก
และมันก็ได้ผล! เพียงไม่นานชนวนความโกรธแค้นของชาวเน็ตก็ถูกจุดติด
“เกินไปแล้วจริง ๆ! พ่อแม่นิสัยยังไงลูกก็เป็นอย่างนั้น ไม่ต้องสืบเลย กล้าทำร้ายแม้กระทั่งคนแก่แบบนี้ นิสัยต่ำช้าแน่นอน”
“เด็กแบบนี้ฉันเห็นมาเยอะแล้ว พ่อแม่ตามใจจนเสียคน พอไม่พอใจอะไรนิดหน่อยก็ทำร้ายคนอื่น รีบจัดการซะก่อนจะโตไปเป็นภัยสังคม!”
“แจ้งตำรวจเลยครับ! อย่าไปยอมความ เด็กแบบนี้ต้องให้บทเรียนหนัก ๆ อย่าไปปล่อยผ่านเด็ดขาด!”
สุภาษิตที่ว่า “เด็กที่ร้องไห้ดังย่อมได้กินนม” ยังคงใช้ได้เสมอ และคนที่ไม่รู้จักคำว่าอับอาย มักจะใช้ชีวิตได้สะดวกสบายกว่าคนอื่นเสมอ
แม้เรื่องราวคดีพลิกในโลกออนไลน์ จะมีให้เห็นบ่อยครั้ง แต่ชาวเน็ตส่วนใหญ่ก็มักไม่จำบทเรียน พวกเขาแห่กันเข้าไปคอมเมนต์กดดันให้ทางโรงเรียนออกมาชี้แจงเรื่องนี้โดยเร็ว
คุณย่าเห็นกระแสตอบรับแล้วก็รู้สึกภาคภูมิใจในความฉลาดของตัวเองเหลือเกิน!
เธอคิดในใจว่าถ้าเรื่องมันลุกลามใหญ่โตขนาดนี้ ต่อให้เป็น ตระกูลซู ผู้ทรงอิทธิพล ก็คงต้องยอมก้มหัวเพื่อรักษาชื่อเสียงบ้างล่ะ
ไม่นานนัก พ่อแม่ของหยางหยางก็รีบแจ้นมาถึงโรงพยาบาล สามีภรรยาคู่นี้ปกติมักจะวุ่นอยู่กับงานจนแทบไม่มีเวลาอยู่บ้าน พวกเขาเพิ่งจะรู้เรื่องก็ตอนที่หญิงชราโทรไปฟ้องนั่นเอง
แม่ของหยางหยางหน้าซีดเผือด รีบกระซิบถามแม่สามีอย่างร้อนรน “แม่! นี่แม่กำลังทำอะไรลงไปน่ะ? แม่รู้ไหมว่าฝั่งตรงข้ามที่เรากำลังมีเรื่องด้วยคือตระกูลซู! ตระกูลซูที่รวยและทรงอิทธิพลที่สุดในปักกิ่งเชียวนะ!”
คุณย่าแค่นเสียง “หึ” ออกมาอย่างไม่ยี่หระ “กลัวอะไรพวกเขานักหนา? รวยที่สุดแล้วยังไง? บรรพบุรุษบ้านเราน่ะรวยกว่าพวกเขาสิบเท่า!”
“อีกอย่าง เรายังมี ตระกูลมู่ คอยหนุนหลังอยู่ด้วย! เราเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันนะ ความสัมพันธ์ของฉันกับคุณนายมู่ก็สนิทสนมกันดีจะตายไป” หญิงเฒ่าอวดอ้าง “หยางหยางคือแก้วตาดวงใจของฉัน เรื่องนี้ฉันยอมให้ใครมารังแกไม่ได้เด็ดขาด!”
แม่ของหยางหยางจนปัญญาเถียง จึงหันไปมองสามีหวังให้เขาช่วยห้ามทัพ แต่พ่อของหยางหยางที่สวมชุดสูทคับติ้วจนพุงเบียร์แทบจะปริออกมา กลับขมวดคิ้วหนาแล้วเอ่ยเสียงเข้มอย่างไม่พอใจ
“แม่ผมพูดถูกแล้ว!”
สำหรับเขา เรื่องลูกชายคือเรื่องใหญ่ที่ยอมความไม่ได้ ในเมื่อลูกต้องเข้าโรงพยาบาลแบบนี้ เขาจะยอมทนอยู่นิ่ง ๆ ได้ยังไง?
ในเมื่อแม่ของเขายืนยันว่าอีกฝ่ายเป็นคนเริ่มก่อน และพวกเขาก็เป็นฝ่ายถูก… แล้วจะต้องไปกลัวอะไรกับแค่เศรษฐีตระกูลหนึ่ง!