ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 345 เติบโตไปพร้อมกับลูกสาว ความก้าวหน้าของมู่กุยฝาน
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 345 เติบโตไปพร้อมกับลูกสาว ความก้าวหน้าของมู่กุยฝาน
วิญญาณตนที่ถูกชกจนกระเด็นรู้สึกว่าตนเองช่างถูกใส่ร้ายอย่างไม่เป็นธรรม มันไม่ได้มีเจตนาร้ายแม้แต่น้อย เพียงแต่ตึกแห่งนี้เงียบเหงามานานแสนนาน เมื่อมีคนย่างกรายเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็น มันจึงแอบติดตามมาเท่านั้นเอง
ใครจะคาดคิดว่า สิ่งแรกที่ได้รับกลับเป็นหมัดหนัก ๆ ซัดจนกระเด็นในครั้งเดียว
วิญญาณตนนั้นค่อย ๆ พยุงร่างขึ้นพลางลูบยันต์เครื่องรางที่เพิ่งพลิกสลับด้านไปด้วยความไม่มั่นใจ
จากนั้นมันก็ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้มู่กุยฝานอีกครั้งพลางพึมพำเสียงแผ่ว “มนุษย์คนนี้มองไม่เห็นพวกเราใช่ไหม?”
“ไม่เห็นแน่นอน ดูสายตาเขาสิ ว่างเปล่าจะตายไป” ผีอีกตนซึ่งถูกลูกหลงล้มกลิ้งไปด้วยกันรีบตอบ
เมื่อได้ยินดังนั้นเจ้าวิญญาณก็ใจชื้นขึ้นมาทันที แววตาซุกซนฉายชัด มันนึกสนุกโผล่พรวดเข้าไปประชิดใบหน้ามู่กุยฝานหมายหลอกให้ขวัญหนีดีฝ่อ “แฮ่!”
แต่เหนือความคาดหมาย… หมัดของมู่กุยฝานกลับพุ่งเข้าใส่หน้าแม่นยำราวกับจับวาง!
ร่างวิญญาณถูกชกกระเด็นไปอีกรอบ คราวนี้สภาพไม่ต่างจากผีตนก่อนหน้า มันลอยละลิ่วไปแปะติดแน่นกับกำแพงดังก้องไปทั่วบริเวณ
บรรดาผีตนอื่น ๆ ต่างรีบกรูกันเข้าไปช่วยดึงร่างเพื่อนร่วมอุดมการณ์ออกจากฝาผนังจนวุ่นวายไปหมด
“ของปลอม! ยันต์นี่มันต้องเป็นของปลอมแน่ ๆ!” ผีผู้เคราะห์ร้ายร้องไห้โฮด้วยความคับแค้นใจ
ขนาดพลิกเครื่องรางสลับด้านแล้วก็ยังป้องกันไม่ได้เลยสักนิด!
มันเห็นว่าเด็กหญิงคนนั้นกิริยามารยาทเรียบร้อย พูดจาดูจริงใจ จึงยอมควักเงินที่เก็บสะสมตามมุมโรงพยาบาลมอบให้ไป
แถมยังตั้งใจว่าคืนนี้จะไปเข้าฝันญาติเพื่อให้โอนเงินส่วนที่เหลือมาให้แท้ ๆ
ใครจะคิดว่าจะมาโดนต้มตุ๋นกันแบบนี้! แม่ค้าไร้จรรยาบรรณชัด ๆ!
ผีอีกตนทำเสียงจุ๊ ๆ พลางวิเคราะห์เหตุการณ์ตรงหน้า “ทั้งที่มองไม่เห็นแต่กลับต่อยได้แม่นยำปานนี้… ต้องเป็นมนุษย์จากดาวเคราะห์ U8686 แน่ ๆ ถึงได้มีพลังจิตสมบูรณ์แบบ”
ทว่าผีชราซึ่งพยายามดัดแปลงชุดคนไข้โรคจิตให้ดูคล้ายชุด ‘นักพรต’ กลับส่ายหน้าช้า ๆ “ไม่ใช่หรอก! ฉันพิจารณาคนผู้นี้แล้ว มีกระดูกเร้นลับ พรสวรรค์เหนือสามัญ เขาต้องเป็นนักพรตระดับสูงเป็นแน่! ผู้น้อยขอคารวะท่านอาจารย์!”
“ผู้น้อยเพียรบำเพ็ญตบะมานานถึงห้าสิบปี ยังไม่อาจก่อกำเนิดแก่นทองคำ ขอท่านอาจารย์โปรดชี้แนะด้วยเถิด!” กล่าวว่าแล้วผีเฒ่าก็โผเข้าคุกเข่าโขกศีรษะเสียงดังตึง ๆ ราวกับศิษย์ผู้ศรัทธา
มู่กุยฝานหารู้ไม่ว่าตนเองกำลังถูกผีคุกเข่ากราบไหว้ แถมยังเป็นผีผู้ป่วยจิตเวชอีกต่างหาก
แต่ถึงรู้ เขาก็คงไม่มีปัญญาไปสอนมันสร้างจุดกำเนิดแก่นทองคำอะไรนั่นได้แน่นอน…
ความจริงคือโรงพยาบาลแห่งนี้เดิมทีเป็นโรงพยาบาลจิตเวช วิญญาณเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ป่วยเสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เมื่อหลายปีก่อน แม้กลายเป็นผีไปแล้ว ทว่าความวิกลจริตก็ยังคงติดตัวอยู่ไม่เสื่อมคลาย
กลุ่มผีโรคจิตพากันรุมล้อมมู่กุยฝานพร้อมกับส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไม่หยุด
ทันใดนั้น ผีพยาบาลสาวที่เพิ่งอุดหนุนยันต์จากซู่เป่าเมื่อเช้าก็ลอยเข้ามา เมื่อเห็นเหล่าผู้ป่วยมารวมกลุ่มกันในระยะไกล นางก็แผดเสียงตะโกนลั่นเหมือนตอนยังมีชีวิต “เฮ้ย! ทำอะไรกันน่ะ ห้ามมารวมตัวกันนะ!”
เหล่าผีโรคจิตต่างพากันแตกฮือกระจายตัวออกไป แต่ยังคงวนเวียนอยู่ไม่ไกลเพื่อลอบสังเกตการณ์
พอผีพยาบาลสาวเหลือบไปเห็นมู่กุยฝาน ดวงตาของเธอก็พลันเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น!
‘โชคความรัก! เนื้อคู่ของฉันมาแล้ว!’
‘เด็กหญิงคนนั้นไม่ได้หลอกเธอจริง ๆ ด้วย!’
ผีพยาบาลสาวเปลี่ยนท่าทีเป็นขวยเขินทันที ก่อนลอยละลิ่วเข้าไปหาอย่างเอียงอายแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหม่า “สวัสดีค่ะ… หนูชื่อหงเหลียน อายุ 18 ปี หนู…”
พูดยังไม่ทันจบประโยค หมัดอันเหี้ยมเกรียมของมู่กุยฝานก็ซัดเข้าใส่เต็มรัก ร่างพยาบาลสาวกลายเป็นผีรายที่สาม ลอยไปแปะติดแหง็กอยู่บนกำแพงในทันที
“…”
ผีตนที่สี่ดวงตาเป็นประกายวาววับ “เห็นไหม! ฉันบอกแล้วว่าเขาต้องเป็นมนุษย์ดาว U8686 แน่นอน! พลังจิตแข็งแกร่งจนไม่ต้องใช้ดวงตาก็รับรู้ถึงพวกเราได้! หากไม่เชื่อล่ะก็… ดูนี่!”
ผีตนนั้นพุ่งโถมเข้าไปหา และเป็นไปตามคาด… มู่กุยฝานซัดจนกระเด็นไปฝังแน่นกับผนังเป็นรายถัดไป
ขณะที่วิญญาณบนกำแพงพยายามดิ้นรนแต่แกะตัวเองออกมาไม่ได้ บรรดาผีโรคจิตต่างก็เริ่มเปิดประเด็นถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนว่าจะหาทางดึงพวกเพื่อน ๆ ออกมาได้อย่างไร
ในขณะเดียวกัน พวกมันต่างก็ฉายสีหน้าชื่นชมยกย่อง “ผีทุกตนบนผนังช่างดูเป็นระเบียบเรียบร้อยเหลือเกิน เทคนิคการติดแผ่นแป้งนี้ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก ข้าเดาว่าเขาต้องเป็นคนขายขนมปิ้งมาก่อนแน่ ๆ”
“ไม่ใช่ ๆ ดูสิ แต่ละตนฝังแน่นกับปูนซีเมนต์ขนาดนั้น เขาต้องเป็นกรรมกรก่อสร้างผู้ชำนาญการแน่นอน”
“พวกแกผิดหมด! งานมีศิลปะชั้นสูงขนาดนี้ ข้าเดาว่าเขาต้องเป็นเจ้าของร้านขายเสื้อผ้าแน่ ๆ”
“แปะอยู่บนกำแพงนั่นดูท่าจะสนุกดีจัง ฉันเองก็อยากไปติดอยู่ตรงนั้นบ้าง!”
ในโถงทางเดินนั้น มีผีโรคจิตอีกสามตนพุ่งทะยานเข้าหามู่กุยฝานด้วยความตื่นเต้น
เพียงพริบตาเดียว… ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว! ร่างของพวกมันก็ปลิวไปแปะติดแน่นบนกำแพงตามระเบียบ
มู่กุยฝาน ชายผู้ถูกบรรดาผีขนานนามให้เป็นทั้งคนขายขนมปังและคนงานก่อสร้างหรี่ตาลงพลางแผ่ประสาทสัมผัสรับรู้ความเคลื่อนไหวรอบกายด้วยความระแวดระวัง
เมื่อกี้ที่ซัดออกไปทีละหมัด ทำให้เขารู้สึกได้ว่ารอบตัวมีวิญญาณรุมล้อมอยู่หนาตา ตอนนี้ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ ๆ วิญญาณเหล่านั้นกลับพากันล่าถอยห่างออกไปซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
ครู่ต่อมา เขาสัมผัสได้ถึงกระแสลมเย็นดูประจบประแจงพัดเข้ามาใกล้ หลังจากซัดตนนี้กระเด็น ตนต่อมา มาก็ดูเหมือนขยันส่งตัวเองเข้ามาให้เขาต่อยอยู่เรื่อย ๆ
เขาลองนับดู อย่างน้อยเขาก็ซัดผีไปแล้วเจ็ดตน เริ่มเกิดความชำนาญขึ้นตามลำดับ ชัดเจนว่าการฝึกฝนในสนามจริงคือวิธีการพัฒนาที่รวดเร็วที่สุด
“สิ่งเดียวที่ยังไม่แน่ใจคือ ตีพวกมันตายได้หรือเปล่า” มู่กุยฝานพึมพำกับตัวเอง “แค่ซัดให้กระเด็นน่ะยังไม่พอแน่…”
แม้ดวงตามองไม่เห็น ตอนนี้ความสามารถในการรับรู้ของเขากลับแม่นยำขึ้นเรื่อย ๆ อาจมีผีบางตนลอบอยู่เบื้องหลังในจุดที่ยังรับรู้ไม่ถึง แต่เรื่องแบบนี้ต้องค่อย ๆ ฝึกฝนผ่านการลงสนามจริงไปทีละก้าว
“ต่อไปต้องคิดวิธีปิดบัญชีในหมัดเดียว” มู่กุยฝานบิดคอเล็กน้อยจนเกิดเสียงกระดูกลั่นกร๊อบแผ่วเบา จากนั้นเขาใช้มือข้างเดียวค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีดำออกทีละเม็ด…
“ว้าว…” ผีพยาบาลสาวถึงกับตาเป็นประกาย วินาทีถัดมา เธอกลับต้องชะงักเมื่อเห็นว่าบนหน้าอกของมู่กุยฝานนั้นมีแผ่นยันต์เหลืองปะติดอยู่จนเต็มไปหมด!
ราวกับว่าเขาไม่ต้องเสียเงินซื้อ ยันต์เหล่านั้นถูกแปะซ้อนกันจนกลายเป็นเสื้อคลุมวิญญาณทั้งตัว
“…”
บรรดาผีทั้งหลายต่างอึ้งกันถ้วนหน้า…แท้จริงแล้วเคล็ดลับการซัดพวกมันจนปลิวหายได้ง่ายดายถึงเพียงนี้
เพราะเขาสวมเกราะทองอยู่นี่เอง! เหล่าวิญญาณร้ายพากันแตกฮือกระเจิดกระเจิง “หนี! หนีเร็วเข้า!”
เมื่อกี้ชายคนนี้เพิ่งบอกว่าจะสังหารในท่าเดียว
โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!
ผีตนหนึ่งแอบซุ่มดูอยู่ด้วยเจตนาร้ายพลันเสียขวัญ มันรีบวิ่งตามกลุ่มผีตนอื่นออกไปด้วยความรวดเร็ว
มู่กุยฝานรู้สึกได้ทันทีว่าบรรยากาศเย็นยะเยือกรอบกายเริ่มเบาบางลง ดูเหมือนพวกผีกำลังพากันหนีไป?
เขาหลับตาลงเพื่อสัมผัสร่องรอย แล้วจู่ ๆ ก็ลืมตาขึ้น พุ่งทะยานไปทางทิศหนึ่งเพื่อเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน! หมัดของเขามียันต์เหลืองจากซู่เป่าแปะติดไว้แผ่นหนึ่ง
ผีผู้ประสงค์ร้ายตนนั้นเพิ่งหนีออกไปได้ไม่กี่เมตร จู่ ๆ มู่กุยฝานก็พุ่งประชิดตัว ขายาว ๆ คู่นั้น…
วิ่งเร็วยิ่งกว่าความเร็วที่มันลอยเสียอีก!
วิญญาณร้ายยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็แผดเสียงกรีดร้องโหยหวนสยดสยอง มันถูกต่อยด้วยหมัดเดียวจนไอวิญญาณแตกซ่าน
มู่กุยฝานเห็นยันต์บนหมัดของเขาลุกไหม้พรึบขึ้นมาทันที เปลวเพลิงนั้นเป็นสีเขียวมรกต
ในขณะเดียวกัน เสียงร้องไห้คร่ำครวญราวกับทรมานก็ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท เขาเหยียดยิ้มมุมปาก ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์และคมกริบ “ฮึ… เจอตัวแล้ว”
คืนนั้น มู่กุยฝานเปิดฉากทำความสะอาดครั้งใหญ่ ณ โรงพยาบาลจิตเวชเขตสี่
เขาไล่ล่าเหล่าผีบ้าจนพากันขวัญหนีดีฝ่อ แม้พวกมันจะวิกลจริตทว่าหาได้โง่เขลาเสียทีเดียว ยามนี้ต่างประจักษ์แจ้งแล้วว่าหากถูกโจมตีด้วยสิ่งนี้ ย่อมหมายถึงการดับสูญชั่วนิรันดร์
ผลคือดวงวิญญาณทั้งหมดต่างพากันเตลิดไปซ่อนตัวบนยอดหลังคา บ้างกอดคอกันกลมสั่นสะท้านด้วยความหวาดสยอง
มู่กุยฝานสะบัดมือเบา ๆ ยามนี้ท้องฟ้ามืดสลัวลงมากแล้ว เห็นทีคงได้เวลาต้องกลับไปร่วมโต๊ะอาหารเสียที
ลูกสาวตัวน้อยคงกำลังรอเขาอยู่ที่บ้านเป็นแน่
ในที่สุด เทพสงครามมู่ก็ยอมรามือ เขากดหมวกแก๊ปลงพลางสับเท้าเดินออกจากตึกร้างทันที
บริเวณด้านนอกโรงพยาบาล มีชายหนุ่มสองคนกำลังถือโทรศัพท์มือถือไลฟ์สด โอ้อวดด้วยท่าทางมั่นใจ “พี่น้องครับ นี่คือโรงพยาบาลเฮี้ยนระดับตำนาน โรงพยาบาลเขตสี่! คืนนี้พวกเราจะมานอนค้างที่นี่กันสักคืนครับ…”
“พิธีกรอย่างผมไม่เคยเชื่อเรื่องผีสางร้อยเปอร์เซ็นต์ ขอบอกเลยว่าในโลกนี้ไม่มีผีหรอก เรื่องเล่าสยองขวัญทั้งหลายก็แค่เรื่องปั้นแต่ง คืนนี้คอยดูผมจัดหนักได้เลย…”
ยังไม่ทันสิ้นประโยค เงาร่างของมู่กุยฝานก็ก้าวพรวดออกมาจากความมืด
ภายในโรงพยาบาลไร้แสงไฟ อีกทั้งประตูด้านข้างจุดนี้ยังมืดสนิทไร้เงาแสงจากไฟถนน มู่กุยฝานสวมชุดสีดำกลืนไปกับรัตติกาล แต่หมวกแก๊ปสีกากีใบเก่ากลับดูเด่นชัด
ภายใต้แสงสลัวจากแฟลชโทรศัพท์มือถือ เขาเดินผ่านกล้องไปรวดเร็วปานลมพัด…
ในช่องแชทของการถ่ายทอดสดพลันระเบิดขึ้นทันที
[!!!!!!!!!]
[เมื่อกี้… มีหัวคนลอยผ่านไปว่ะ!]
ชายหนุ่มที่กำลังไลฟ์สตรีมอยู่ถึงกับอึ้งเมื่ออ่านข้อความจำนวนในไลฟ์