ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 378 หรือว่าเขาคือเจ้าบ่าวกันแน่
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 378 หรือว่าเขาคือเจ้าบ่าวกันแน่
บทที่ 378 หรือว่าเขาคือเจ้าบ่าวกันแน่
หานหานกอดแขนซู่เป่าไว้แน่นประหนึ่งคีมเหล็ก ยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดว่าจะไม่ยอมก้าวเท้าเข้าไปข้างในอีกเด็ดขาด
เด็กน้อยจึงโน้มตัวลงกระซิบปลอบแผ่วเบาข้างใบหู “อย่ากลัวนะคะ… เดี๋ยวหนูเรียกตัวช่วยมาให้เอง”
สิ้นคำพูด ผีดวงซวย ผีเจ้าชู้ ผีขี้ขลาด และผีโง่งมก็ลอยพรวดออกมาจากน้ำเต้า
“โทรศัพท์ติดต่อใครไม่ได้เลย หากจะใช้งานต้อง…” ซูเยว่เฟยขมวดคิ้วเคร่งเครียด
ทว่ายังไม่ทันสิ้นประโยค เบื้องหน้าเขากลับมีกลุ่มคนปริศนาผุดพรายขึ้นมาจากความว่างเปล่า
“ฮู่ว… ในที่สุดก็ได้ออกมาเสียที!” ผีเจ้าชู้บิดขี้เกียจพร้อมกับส่งเสียงครางฮือ
“อยู่ข้างในนั้นอึดอัดจะตายอยู่แล้ว” ผีดวงซวยบ่นอุบ
“ชู่ว… อย่าส่งเสียงดังสิ ดูเหมือนพวกเขากำลังจ้องมองพวกเราอยู่นะ” ผีขี้ขลาดรีบปราม
“ใครที่ไหน? อะไรกันเหรอ?” ผีโง่งมสับสนมึนงงกับสถานการณ์ตรงหน้า
“อะไรกัน มองเห็นพวกเราด้วยเหรอ… ไฮ้ หนุ่มหล่อ?” ป้าหน้าเหวี่ยงยื่นหน้าเข้ามาประชิดซูเยว่เฟย
มือของซูเยว่เฟยสั่นเทาจนโทรศัพท์ในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังตุบ บรรดาวิญญาณร้ายหลายตนต่างหันขวับมามองกลุ่มของซูเยว่เฟยเป็นตาเดียว
“นะ… นะ… น้อง… พะ… พะ… พวกเขาคือ…” ซูเหอเวิ่นละล่ำละลัก
“โอ๊ยยย! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!” หานหานแผดร้องลั่น
ซู่เป่าสะบัดมือทุกคนออกแล้ววิ่งทะยานไปข้างหน้าเพียงลำพัง ก่อนทิ้งคำพูดไว้ประโยคหนึ่ง “ไม่ต้องกลัวนะคะ พวกเขาเป็นผีดีทั้งหมดเลย! พวกเขาจะคอยปกป้องทุกคนเอง!”
ซูเยว่เฟย ซูเหอเวิ่น ซูเหอเหวิน และหานหาน ต่างพากันยืนแข็งทื่อเป็นหิน ไม่กล้าขยับเขยื้อนอีกเป็นครั้งที่สอง
‘ผี… จะปกป้องพวกเขาเนี่ยนะ’
‘ไม่นะ! แบบนี้มันน่ากลัวกว่าเดิมอีกหลายเท่าเลย!’
‘น้องสาวอย่าไปนะ กลับมาก่อน!’
ซูเยว่เฟยได้แต่ร่ำร้องในใจ
‘ลุงเชื่อแล้ว หลานรัก… กลับมาหาลุงก่อนได้ไหม…’
บรรดาวิญญาณร้ายเริ่มรู้สึกสนุกกับปฏิกิริยาของเหล่ามนุษย์
“เฮ้…ฉันเรียกคุณทีหนึ่ง คุณกล้าขานรับไหม?” ผีเจ้าชู้คลี่ยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่
“หัวเธอนี่กลมเกลี้ยงดีจริง ๆ อยากลองขัดดูจังเลย” ผีจอมโง่งมจ้องไปยังศีรษะของหานหาน
“พวกเราตายมานานจนเบื่อจะแย่ ได้ยินว่าคุณบินไปไหนมาไหนได้ ช่วยเล่านิทานสนุก ๆ ให้พวกเราฟังหน่อยสิ?” ผีดวงซวยจดจ้องใบหน้าซีดเผือดของซูเยว่เฟย
สีหน้าของชายหนุ่มบิดเบี้ยว มาดสุขุมพังทลายลงสิ้น สติเริ่มหลุดลอยเกินจะควบคุม
‘ให้เล่านิทานให้ผีฟังเนี่ยนะ… นี่มันเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรกัน!’
ทางด้านซูเหอเวิ่นซึ่งคราวนี้ไม่ได้พกเครื่องมือติดตัวมาด้วย ได้แต่ยืนนิ่งอึ้งพลางขมวดคิ้วมุ่น ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามอันซับซ้อน
‘เหตุใดจู่ ๆ ถึงมองเห็นวิญญาณพวกนี้ได้? หรือจะเป็นเพราะบรรยากาศเฉพาะตัวของบ้านผีสิงแห่งนี้?’
‘หรือเรื่องเล่าลือที่ว่ามีผีจริงสิงสู่อยู่ในด่านนี้จะไม่ใช่แค่ตำนาน? ทั้งหมดเกิดจากความแปรปรวนของสนามแม่เหล็ก หรือเป็นเพียงความบังเอิญตามกฎความน่าจะเป็นกันแน่?’
เพียงชั่วพริบตาเดียว ซูเหอเวิ่นขบคิดถึงความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหานับร้อยรูปแบบวนเวียนอยู่ในหัว
อีกด้านหนึ่ง ซู่เป่าก้าวลึกเข้าไปในบริเวณสนามหลังบ้าน
เธอสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งกำลังจดจ้องมา ทว่ากลับค้นหาตัวตนของเจ้าของสายตานั้นไม่พบ
เด็กน้อยหมุนข้อมือเล็กน้อย พลันค้อนสีม่วงทองอันใหญ่ก็ปรากฏขึ้นในมือ
‘ตอนนี้เธอไม่รู้สึกกลัวเลยสัดนิด!’
‘เธอไม่ใช่ซู่เป่าวัยสามขวบอีกต่อไปแล้ว’
‘ตอนนี้เธอคือซู่เป่าสี่ขวบผู้เก่งกาจเชียวนะ!’
ซู่เป่าลากค้อนวิเศษไปตามพื้นพร้อมกับตะโกนก้องห้องโถง “คุณอยู่ที่ไหน! ออกมาเดี๋ยวนี้นะคะ!”
“มีปัญญาหลอกคนอื่นได้ ก็กล้าเสนอหน้าออกมาสิ!”
“เมื่อกี้เล่นซ่อนหากับพวกเราใช่ไหม ทีนี้ถึงตาหนูหาบ้างแล้วนะ!”
ภาพเด็กน้อยหน้าตาน่ารักลากค้อนยักษ์เดินไปขณะร้องเรียกไปทั่วว่า ‘หนูมาหาคุณแล้วนะ’
ช่างดูสยดสยองยิ่งกว่าฉากหนังฆาตกรรมเลื่อยไฟฟ้าเสียอีก
ลุงสามรู้สึกตาพร่ามัวไปหมด เขาคงกำลังฝันไปแน่ ๆ ตอนนี้เขายังนอนอยู่บนเตียงในบ้านตระกูลซูแน่ ๆ เช้านี้ยังไม่ได้ก้าวเท้าออกจากบ้านเลย ทุกสิ่งที่เผชิญอยู่ย่อมเป็นเพียงฝันตื่นหนึ่ง…
ตูม!
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวฉุดดึงซูเยว่เฟยกลับสู่โลกความเป็นจริง ทั้งมนุษย์และวิญญาณต่างหันขวับไปมองตามต้นเสียง ภาพที่เห็นคือซู่เป่ากำลังเหวี่ยงค้อนยักษ์ทุบทำลายสิ่งก่อสร้างอย่างเมามัน
“หนูเห็นคุณแล้วนะ!”
ปัง!
บานประตูหน้าต่างกรุกระดาษถูกค้อนยักษ์ทุบจนแหลกละเอียดจนเศษซากปลิวว่อน ก่อนปรากฏเงาสีแดงสายหนึ่งวูบผ่านไปรวดเร็วปานสายฟ้า
ซู่เป่าหรี่ตาเล็กลงแล้วพุ่งทะยานติดตามไปทันควัน
ทว่าน่าเสียดาย ด้วยช่วงขาอันสั้นเต่อกลับกลายเป็นอุปสรรค ทำให้เด็กน้อยไม่อาจไล่ทันได้ดั่งใจคิด
ไม่นานนัก ซู่เป่าพลันพบโอ่งใบมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ใบหนึ่ง เธอเหวี่ยงค้อนกระแทกลงไปเต็มแรงจนเกิดเสียงแตกเพล้งดังสนั่น “อยู่นี่เอง!”
ภาพปรากฏสู่สายตาของทุกคนในตอนนี้คือ เด็กหญิงตัวน้อยลากค้อนยักษ์วิ่งไล่ผีจนวุ่นวายไปทั่วลานบ้าน
ผีสาวในชุดเจ้าสาวสีแดงหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ จนไอมรณะแทบแตกซ่าน
‘กติกามันไม่ใช่แบบนี้สิ!’
ทั้งที่ควรเป็นฝ่ายหลอกหลอนมนุษย์เหตุใดกลับกลายเป็นเด็กน้อยคนนี้มาตามล่าเธอเสียเอง!
วิญญาณหญิงสาวสัมผัสได้ถึงความน่ากลัว ค้อนสีม่วงทองในมือซู่เป่าเปี่ยมด้วยพลังดุดัน แรงกดดันมหาศาลนั้นราวกับวิญญาณชั้นต่ำเผชิญหน้ากับยมราช เธอหารู้ไม่ว่าเหตุใดตนจึงขยาดกลัวถึงเพียงนี้
สิ่งที่มั่นใจได้แน่ ๆ คือ หากถูกค้อนนั้นฟาดเข้า เธอคงต้องวิญญาณสลายจริง ๆ แน่
“ข้าผิดไปแล้ว…” เสียงโหยหวนอันเศร้าหมองดังระงมขึ้นอีกครา แต่คราวนี้กลับเจือความร้อนรน “ได้โปรดไว้ชีวิตด้วย…”
ในที่สุดซู่เป่าก็ไล่ตามจนทันผีชุดแดง เธอเงื้อค้อนกระแทกใส่หนึ่งที
อาจารย์เคยสั่งสอนไว้ เมื่อผีร้ายร้องขอชีวิต ห้ามใจอ่อนละเว้นเด็ดขาด
‘ต้องทุบสั่งสอนสักทีก่อนแล้วค่อยเจรจา!’
วิญญาณหญิงสาวถูกฟาดจนร้องครวญครางอย่างเวทนา ชุดเจ้าสาวสีแดงซึ่งเคยหรูหราใหม่เอี่ยมพลันขาดวิ่นและดูเก่าคร่ำคร่าลงในพริบตา แม้แต่สีแดงสดก็กลับกลายเป็นสีแดงคล้ำหม่นแสง
พริบตาต่อมา ชุดเจ้าสาวสีแดงก็ห้อยลงมา ศีรษะพลันผุดขึ้นเหนือปกเสื้อ เผยสภาพอันสยดสยองยามสิ้นใจ แขวนลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศเช่นนั้น…
“ขอชีวิตด้วย…” เธอร่ำไห้อ้อนวอน “ข้าเองก็ถูกบังคับ”
ซู่เป่ากำลังจะอ้าปากซักถาม เธอกลับสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งจ้องมองมาอีกครั้ง
เด็กน้อยกระชับค้อนในมือแน่นพลางคาดคั้น “ทำไมถึงถูกบังคับ? คุณซ่อนตัวอยู่นี่นานแล้วใช่ไหม? เคยทำร้ายใครหรือเปล่า? แล้วเจ้าบ่าวของคุณอยู่ที่ไหน!”
ผีสาวได้ยินดังนั้นจึงค่อย ๆ บิดศีรษะหันไปจ้องมองซูเยว่เฟยด้วยแววตาโศกเศร้า
ภายใต้ศีรษะอันสยดสยองกลับว่างเปล่าไร้ร่างเนื้อ มีเพียงอาภรณ์มงคลเก่าขาดปลิวไสวตามแรงลม แขวนเคว้งคว้างอยู่สูงราวสามเมตร
ซูเยว่เฟยทำเพียงปรายตามองแวบเดียว ก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกพุ่งปราดจากกระดูกสันหลังทะลุถึงกลางกระหม่อม
‘เธอมองหน้าเขาทำไม?’
‘หรือว่า……
เจ้าบ่าวคนนั้นจะเป็นเขาอย่างนั้นรึ?!’