ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 679 ไม่เกี่ยวข้องกันอีก
ตอนที่ 679 ไม่เกี่ยวข้องกันอีก
ลู่เจียวยื่นมือไปแตะฝ่ามือเขาให้เขาอย่าได้ร้อนใจไป
ยามนี้ใต้เท้าหู ใต้เท้าหลินต่างเข้าประจำที่นั่งของตนเองแล้ว
คดีนี้ใต้เท้าหูรับไว้ ย่อมต้องเป็นใต้เท้าหูพิจารณา
ใต้เท้าหลินเพียงแต่นั่งลงบนเก้าอี้ตัวหน้าที่สุด ถัดจากใต้เท้าหลินมีเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง เซี่ยอวิ๋นจิ่นนั่งตัวนี้
เซี่ยอวิ๋นจิ่นอยากดึงลู่เจียวมานั่งด้วย แต่ลู่เจียวกลับส่ายหน้าแสดงท่าทีว่าตนเองไม่เป็นอันใด
เซี่ยอวิ๋นจิ่นทนดูไม่ไหว ให้คนไปเอาม้านั่งตัวเล็กมาให้ลู่เจียวนั่งอีกทาง
ใต้เท้าหลินมองเขาอย่างไม่พอใจอยู่หลายที แต่เซี่ยอวิ๋นจิ่นทำคล้ายว่ามองไม่เห็น
ใต้เท้าหูเริ่มสืบคดีอย่างรวดเร็ว บิดาและพี่ชายจู้เป่าจูฟ้องเจิ้งจื้อซิ่งลดสถานะภรรยาเอกเป็นอนุ ทุบตีทำร้ายทรมานภรรยาแต่งตนเอง วันนี้พ่อลูกตระกูลจู้อยากขอให้ทางการตัดสินให้พวกเขาหย่ากัน ให้หญิงตระกูลจู้กลับคืนสู่ตระกูลจู้ และขอให้ทางการตัดสินให้บุตรสาวเมี่ยวเมี่ยวตกเป็นของจู้เป่าจู
เจิ้งจื้อซิ่งมองบิดาและพี่ชายจู้เป่าจูด้วยสายตาเย็นเยียบ ตอนนี้เขาเองก็ขี้เกียจจะเสแสร้งแล้ว กลับนำเอาวาจาที่เอ่ยอ้างก่อนหน้านี้ออกมาบอกว่าจู้เป่าจูป่วยด้วยโรคจิตไม่อาจควบคุมอารมณ์ตนเอง เขาทำอันใดไม่ได้ จึงได้แต่ลดสถานะนางเป็นอนุ และแต่งภรรยาใหม่ไว้ดูแลตระกูล
เขายังบอกว่าตอนจู้เป่าจูอาการกำเริบก็จะทุบตีและด่าทอผู้อื่น บ่าวรับใช้ตระกูลเจิ้งล้วนกลัวนาง
เจิ้งจื้อซิ่งตามบ่าวออกมาเป็นพยาน และยังให้หมอเคราแพะคนก่อนหน้านี้ออกมาเป็นพยานอีกคน
ณ ห้องโถง ใต้เท้าหลินเอ่ยขึ้นว่า “ที่แท้อนุตระกูลเจิ้งป่วยด้วยโรคจิตไม่อาจควบคุมอารมณ์ตนเอง มิน่าเล่า”
เขามองไปยังบิดาและพี่ชายจู้เป่าจูกล่าวว่า “พวกเจ้าคิดพาอนุจู้กลับไปบ้านพักสักระยะก็ได้ ไยต้องทำให้เรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ด้วย”
บิดาและพี่ชายจู้เป่าจูมองออกว่าใต้เท้าจือฝู่คิดปกป้องเจิ้งจื้อซิ่ง
พวกเขาสีหน้าย่ำแย่ทันที คนเขาว่าขุนนางปกป้องขุนนางด้วยกัน เป็นดังคาดจริง
แต่พอบิดาและพี่ชายจู้เป่าจูคิดถึงเซี่ยอวิ๋นจิ่น ในใจก็มั่นใจขึ้นมากไม่น้อย
ในห้องโถง เจิ้งจื้อซิ่งได้ฟังหลินจือฝู่ รีบหันไปมองบิดาและพี่ชายจู้เป่าจูกล่าวว่า “ในเมื่อท่านพ่อตาและพี่ใหญ่เป็นห่วงเป่าจู ก็พาพวกนางสองแม่ลูกกลับบ้านไปก่อน ไว้ข้าคิดถึงพวกนางก็จะไปรับกลับมา”
วาจานี้แอบแฝงนัยข่มขู่ จู้เป่าจูตกใจจนตัวสั่น
ณ ห้องโถง ลู่เจียวเห็นอยู่กับตา นางลุกขึ้นยืนกล่าวว่า “การจะบอกว่าป่วยด้วยโรคจิตไม่อาจควบคุมอารมณ์ตนเองหรือไม่ ไม่อาจอาศัยเพียงแค่คนแปลกหน้าที่ไม่รู้มาจากที่ใดออกมาบอกกล่าวแล้วก็ว่าหญิงแซ่จู้ป่วยด้วยโรคจิตไม่อาจควบคุมอารมณ์ตนเอง เรื่องนี้ต้องตรวจก่อนจึงจะบอกได้”
ลู่เจียวกล่าวจบ หันไปมองหลินจือฝู่กับใต้เท้าหู กล่าวว่า “ข้าเป็นพยานได้ ว่าบุตรีตระกูลจู้ไม่ได้ป่วยด้วยโรคจิตอันใด”
เจิ้งจื้อซิ่งมองลู่เจียวออก ในใจมีแต่ความโกรธแค้นทะลักขึ้นมา
เขาอ้าปากก็คิดเอ่ยว่าเพราะลู่เจียวสนิทกับจู้เป่าจู จึงได้เข้าข้างนาง
ไม่คิดว่าลู่เจียวไม่เปิดโอกาสให้เขาพูด หันเดินไปตรงหน้าจู้เป่าจู นางยกมือชี้ไปที่บาดแผลบนไหล่และที่เอวจู้เป่าจู กล่าวว่า “บนร่างกายนางมีบาดแผลหลายแห่ง เจ้าว่านางเป็นโรคจิตไม่อาจควบคุมอารมณ์ตนเอง เลยทำร้ายตนเอง ข้าก็อยากขอถามเจ้าว่า แผลตรงนี้นางทำร้ายตนเองอย่างไร แม้ตนเองกระแทกเอง ก็ไม่มีทางชนตำแหน่งเหล่านี้ เห็นชัดว่าเป็นแผลที่มีคนใช้กำปั้นทุบนาง ใช้เท้าเตะถีบนาง”
ลู่เจียวกล่าวจบก็ยังคงไม่เปิดโอกาสให้เจิ้งจื้อซิ่งได้เอ่ยคำตลบตะแลง กวักมือเรียกเจิ้งเมี่ยวมาหา เจิ้งเมี่ยวแต่เล็กเติบโตที่ตระกูลเซี่ย สนิทกับลู่เจียวมาก พอเห็นนางกวักมือเรียก ก็รีบวิ่งไปตรงหน้านาง ลู่เจียวดึงมือเจิ้งเมี่ยวมาถามว่า “เมี่ยวเมี่ยว บาดแผลบนตัวท่านแม่เจ้ามาจากไหน”
พอเจิ้งเมี่ยวได้ยินก็หันขวับไปมองเจิ้งจื้อซิ่งทันที จากนั้นก็หวาดกลัวไม่กล้ามองต่อ ท่าทางนางทำให้คนต่างรู้ว่าบาดแผลตามตัวจู้เป่าจูเป็นฝีมือของเจิ้งจื้อซิ่ง
เดิมทุกคนคิดว่า เจิ้งเมี่ยวไม่กล้าเอ่ยชื่อเจิ้งจื้อซิ่ง ผู้ใดจะรู้ว่านางถึงกับกล้าเอ่ยขึ้นว่า “ท่านพ่อตบตีท่านแม่ ตีแรงมากๆ”
เจิ้งจื้อซิ่งได้ฟังบุตรสาวก็ตวาดด้วยแววตาดุดัน “เจิ้งเมี่ยว เจ้าเด็กบ้า ผู้ใดสอนให้เจ้าดูหมิ่นบิดาตนเอง”
เจิ้งเมี่ยวตกใจตัวสั่น ลู่เจียวจึงกอดนางไว้
เจิ้งจื้อซิ่งมองลู่เจียว ในใจเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น ก้าวเข้าไปหาลู่เจียวทันที เขาคิดถึงว่าฟางซื่อบอกว่าลู่เจียวตั้งครรภ์ เขาพุ่งเข้าไปเช่นนี้หากชนท้องนางจนแท้งได้ก็จะดีที่สุด
น่าเสียดายเจิ้งจื้อซิ่งไม่ทันได้แตะต้องตัวลู่เจียว หร่วนจู๋ก็ขยับตัว นางพุ่งเข้ามาฟาดเจิ้งจื้อซิ่งกระเด็นด้วยฝ่ามือเดียว
หากไม่คิดถึงว่าคนผู้นี้เป็นขุนนางราชสำนัก นางก็คงเตะคนผู้นี้กระเด็นไปแล้ว
ลู่เจียวหันไปมองเจิ้งจื้อซิ่งด้วยสายตารู้ทันเต็มไปด้วยความดูแคลน
“เจ้าคิดชนข้าให้แท้งหรือ คิดได้ดีนะ”
ตั้วแต่นางตั้งครรภ์ เซี่ยอวิ๋นจิ่นได้ออกคำสั่งหร่วนจู๋ว่าไม่ให้ผู้ใดเข้าใกล้ลู่เจียว หากมีคนกล้าเข้าใกล้ก็ให้เตะเขาออกไป ผลที่ตามมาทุกอย่างเขารับไว้เอง
เจิ้งจื้อซิ่งมองทุกอย่างตรงหน้า รู้สึกเพียงแค่สมองเบลอไปหมด
“เจ้า พวกเจ้า”
ณ ห้องโถง เซี่ยอวิ๋นจิ่นมองไปยังใต้เท้าหู ใต้เท้าหูรีบถามว่า “พ่อลูกตระกูลจู้ฟ้องใต้เท้าเจิ้ง คิดให้เขาหย่ากับบุตรสาว และมอบเจิ้งเมี่ยวให้จู้ซื่อ ใต้เท้าเจิ้งมีความเห็นหรือไม่”
เจิ้งจื้อซิ่งรีบเอ่ยน้ำเสียงเข้มว่า “ข้าไม่เห็นด้วย”
พ่อลูกตระกูลจู้อดโมโหไม่ได้ กล่าวว่า “เจ้าไม่เห็นด้วย เจ้ามีสิทธิ์อันใดไม่เห็นด้วย เจ้าลดสถานะบุตรสาวข้าจากภรรยาเป็นอนุ ยังใส่ความว่านางเป็นโรคจิตไม่อาจควบคุมอารมณ์ตนเอง ตบตีนางจนเป็นเช่นนี้ ตอนนี้บุตรสาวและหลานสาวข้าเห็นเจ้าก็หวาดกลัว เจ้ายังไม่เห็นด้วย ถุย”
บิดาจู้เป่าจูกล่าวจบ ก็มองไปยังใต้เท้าหูกล่าวต่อว่า “ขอใต้เท้าพิพากษาให้พวกเขาหย่ากัน ยกบุตรสาวเจิ้งเมี่ยวให้บุตรสาวข้าน้อย หากใต้เท้าไม่พิพากษาเช่นนี้ บุตรสาวข้ากับเมี่ยวเมี่ยวก็คงไม่รอด ใต้เท้า นี่มันสองชีวิตเชียวนะ หากใต้เท้าไม่พิพากษาเช่นนี้ ทุกคนในตระกูลจู้ข้าจะไปอยู่ตระกูลเจิ้ง จะตายก็ตายไปด้วยกัน”
บิดาจู้เป่าจูขอบตาแดง พี่ชายสองคนของจู้เป่าจูเองก็ขอบตาแดง เอ่ยขึ้นว่า “อย่างมาก พวกเราก็ตายด้วยกัน”
ใต้เท้าหูมองสถานการณ์ตรงหน้าแล้วก็หันไปมองเจิ้งจื้อซิ่งกล่าวว่า “ใต้เท้าเจิ้ง เจ้าว่าอย่างไร”
เจิ้งจื้อซิ่งขมวดคิ้วแน่น ค่อยๆ เอ่ยขึ้นว่า “ข้ายอมหย่า ยกเจิ้งเมี่ยวให้จู้เป่าจูได้ แต่ต้องบอกให้ชัดเจนเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ข้าเจิ้งจื้อซิ่งทุบตีนาง แต่นางเป็นโรคจิตไม่อาจควบคุมอารมณ์ตนเอง นางทุบตีตนเอง”
วาจาเจิ้งจื้อซิ่งนี้ได้แสดงท่าทีของเขากระจ่างแล้ว หากต้องการให้เขายอมหย่า ก็ต้องให้ตระกูลจู้ยอมรับว่าจู้เป่าจูป่วยด้วยโรคจิต เขาจึงจะปล่อยพวกนางสองแม่ลูกคืนตระกูลจู้
หากตระกูลจู้ไม่ยอมรับเรื่องนี้ เขาก็จะไม่ปล่อยจู้เป่าจูกับเจิ้งเมี่ยวกลับคืนสู่ตระกูลจู้
สีหน้าลู่เจียวไม่ดีนัก มองเจิ้งจื้อซิ่งด้วยแววตาเย็นเยียบ คิดเอ่ยเยาะสองคำ
ไม่คิดว่าเซี่ยอวิ๋นจิ่นกลับพยักหน้าให้ใต้เท้าหูเล็กน้อย ใต้เท้าหูรีบมองสองพ่อลูกตระกูลจู้ กล่าวว่า “คำพูดใต้เท้าเจิ้ง พวกเจ้าได้ยินหรือไม่ ยอมรับหรือไม่”
บิดาและพี่ชายจู้เป่าจูย่อมไม่ยอมรับ บุตรสาวพวกเขาดีๆ ถือสิทธิ์อันใดบอกว่าป่วยโรคจิตไม่อาจควบคุมตนเอง วันหน้าชาวบ้านก็คงนินทาว่าร้ายนาง
แต่บิดาและพี่ชายจู้เป่าจูเงยหน้ามองเซี่ยอวิ๋นจิ่น เห็นเขาพยักหน้าเล็กน้อย บิดาและพี่ชายจู้เป่าจูได้แต่ยอมรับ “ขอเพียงเขายอมให้พวกเรารับเป่าจูกลับมา โรคจิตไม่อาจควบคุมอารมณ์ตนเองก็โรคจิตไม่อาจควบคุมอารมณ์ตนเองก็แล้วกัน”
เจิ้งจื้อซิ่งโล่งอก ใต้เท้าหูกล่าวว่า “ในเมื่อพวกเจ้าสองตระกูลต่างเห็นด้วย เช่นนี้ก็ตกลงกันเป็นการส่วนตัว ใต้เท้าเจิ้งกับจู้ซื่อหย่ากัน บุตรสาวเจิ้งเมี่ยวตกเป็นของจู้ซื่อ จากนี้สองฝ่ายแยกจากกัน ไม่เกี่ยวข้องกันอีก”