ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 417 ช่างเจรจาเสียจริง
ตอนที่ 417 ช่างเจรจาเสียจริง
ซ่งจางส่งม้าให้ผู้ติดตามแล้วเดินเข้ามานั่งยองๆ ลงตรงหน้าฉินเหยา เขาชี้ไปยังดินที่ใช้สาธิตบนพื้นแล้วเอ่ยถามคำถามเดิมอีกครั้ง
“นอกเหนือจากเงื่อนไขที่เจ้ากล่าวมาเมื่อครู่นี้แล้ว ที่ดินแบบอื่นปลูกไม่ได้เลยหรือ”
ฉินเหยาไม่คิดว่าเขาจะมาอย่างเงียบๆ เช่นนี้ เพียงพาผู้ติดตามมาแค่คนเดียว ก่อนมาก็ไม่ส่งข่าวบอกกล่าวกันสักคำ ช่างลับๆ ล่อๆ เสียจริง
แต่ก็พอจะดูออกว่าซ่งจางไม่ได้ตั้งใจจะให้ชาวบ้านรู้ถึงฐานะของเขา นางจึงพยักหน้าให้เขาเป็นการทักทายแล้วตอบว่า
“ที่ดินแบบอื่นก็ปลูกได้เจ้าค่ะ แต่จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของแตงอย่างมาก”
ซ่งจางทำท่าราวกับฟังไปอย่างนั้นแล้วกล่าวกับตนเองว่า “แตงเย็นนั้นมาจากแคว้นซีอวี้ ในจงหยวนหาได้ยากยิ่ง ไม่คิดเลยว่าฉินเหนียงจื่อจะรู้วิธีปลูกแตงเย็นนี้ด้วย”
ฉินเหยามุมปากกระตุก เมื่อเห็นท่าทางสงสัยของนางจางจึงลุกขึ้นอธิบาย “ท่านแม่ มีแขกมา ข้าจะพาแขกกลับไปนั่งพักที่บ้านก่อนนะเจ้าคะ”
แม้นางจางจะไม่รู้ว่าซ่งจางคือใคร แต่ก็พอจะเดาได้ลางๆ เพราะก่อนหน้านี้หลิวจ้งก็เพิ่งจะบอกว่าใต้เท้านายอำเภอจะมาเยี่ยมเยียนที่บ้านของฉินเหยา
นางรีบโบกมือไม่หยุด “ไปเถอะๆ ทางนี้มีข้าอยู่แล้ว”
พูดจบก็หันไปยิ้มให้ซ่งจางอย่างมีมารยาท
ซ่งจางพยักหน้าอย่างสุภาพ ลุกขึ้นยืนแล้วโค้งคำนับให้นางจางอย่างผู้น้อย จากนั้นจึงเรียกผู้ติดตามแล้วเดินตามฉินเหยาไปอย่างอารมณ์ดี
“คราวก่อนที่มาเมืองจินสือ ได้ไปเพียงหมู่บ้านอื่นสองสามแห่งกลับพลาดหมู่บ้านตระกูลหลิวที่มีทิวทัศน์งดงามเช่นนี้ไป” ซ่งจางกล่าวอย่างประหลาดใจ
ฉินเหยาไม่ได้ตอบคำ เขาจึงเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ต่อไป “ได้ยินมาว่ามหาบัณฑิตยังได้สร้างเรือนไว้ในหมู่บ้านของพวกเจ้าเพื่อพำนักระยะยาวด้วย ไม่ทราบว่าเป็นหลังไหนรึ”
พอพูดถึงเรื่องบ้าน แววตาของฉินเหยาก็พลันสว่างวาบขึ้น นางหยุดเดินที่ข้างสะพานแล้วชี้มือลึกเข้าไปในหมู่บ้าน “นั่นปะไรเจ้าคะ ทางนั้น เห็นระเบียงกลางแจ้งที่ยื่นออกมานั่นหรือไม่ นั่นแหละเจ้าค่ะ”
“ใต้เท้าอยากจะลองไปดูหรือไม่เจ้าคะ” น้ำเสียงของฉินเหยาเจือไปด้วยความกระตือรือร้นอยู่สองส่วน กล่าวราวกับกำลังโน้มน้าวใจ “เป็นท่านอาจารย์ที่ออกแบบด้วยตนเอง โดยดัดแปลงมาจากบ้านเก่าที่ถูกทิ้งร้างในหมู่บ้าน เป็นเรือนปทุมที่พิเศษยิ่งนัก”
นางพูดพลางเหลือบมองซ่งจางอีกครั้งแล้วกล่าวเสริม “หากใต้เท้าสนใจก็สามารถเลือกบ้านเก่าที่มีทิวทัศน์งดงามสักแห่งในหมู่บ้านมาดัดแปลงเองได้นะเจ้าคะ”
นางไม่รอให้ซ่งจางเอ่ยปากก็รีบชิงพูดตัดหน้าเขาไปก่อน “หลังจากดัดแปลงแล้ว ใต้เท้าอยากจะพักนานเท่าใดก็ได้ อย่างไรเสียท่านก็คือใต้เท้านายอำเภอ หากทราบว่าท่านประสงค์จะมาพักผ่อนที่นี่บ่อยๆ ทางหมู่บ้านย่อมยินดีมอบโฉนดที่ดินบ้านเก่าให้ท่าน โดยไม่ต้องให้ท่านเสียเงินแม้แต่แดงเดียว!”
ผู้ติดตามได้ฟังถึงกับใจเต้น ไม่ใช่เพราะอยากได้บ้านเก่าของหมู่บ้านตระกูลหลิว แต่เพราะจะได้เป็นเพื่อนบ้านกับมหาบัณฑิต
เขามองไปยังใต้เท้านายอำเภอของตนด้วยความคาดหวังทันที “นายท่าน ท่านไม่ใช่ว่าพูดอยู่เสมอหรือขอรับว่าจะหาโอกาสมาคารวะอาจารย์กงเหลียง วันนี้ก็เป็นโอกาสอันดีมิใช่หรือ”
ฉินเหยายิ้มอย่างขอโทษ “ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ ตอนนี้มหาบัณฑิตไม่อยู่ที่เรือนปทุม แต่รออีกเพียงสามวันก็จะได้พบท่านแล้ว”
คำนวณวันดูแล้วอีกสามวันกงเหลียงเหลียวก็จะเดินทางมาถึง
ผู้ติดตามของซ่งจางถอนหายใจอย่างน่าเสียดาย เขานึกว่าจะได้พบมหาบัณฑิตในวันนี้เสียอีก
“แต่ถึงแม้คนจะไม่อยู่ ไปชมเรือนก่อนก็ไม่เลวนะเจ้าคะ” ฉินเหยายังคงชักชวนต่อไป
นางพลันตระหนักได้ว่าซ่งจางก็เป็นลูกค้ารายใหญ่เช่นกัน
หากเหล่าพ่อค้าคหบดีในอำเภอไคหยางรู้ว่านายอำเภอก็ดัดแปลงบ้านเก่าในหมู่บ้านตระกูลหลิวไว้หลังหนึ่ง พวกเขาจะไม่แห่กันตามมาหรือ
เมื่อถึงตอนนั้น ที่ดินสำหรับสร้างบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวก็จะมีค่าดั่งทองคำแล้ว!
ซ่งจางจ้องมองฉินเหยาอย่างกังขาสองวินาที คิดไม่ออกว่านางพยายามแนะนำบ้านเก่าในหมู่บ้านตระกูลหลิวให้เขาอย่างกระตือรือร้นเช่นนี้ด้วยเหตุผลอันใดกันแน่
แต่ในเมื่อมาถึงแล้ว ไม่ได้พบมหาบัณฑิต ไปชมบ้านที่เขาพักอยู่ก็ยังดี
“ในเมื่อฉินเหนียงจื่อมีน้ำใจถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็ไปชมดูสักหน่อยแล้วกัน” ซ่งจางยิ้มรับคำ
ในที่สุดฉินเหยาก็เผยรอยยิ้มให้เขา นางผายมือทำท่าเชื้อเชิญ เดินนำทางอยู่เบื้องหน้า เดินพลางบรรยายไปพลางว่าทิวทัศน์ทั้งสี่ฤดูของหมู่บ้านตระกูลหลิวนั้นงดงามเพียงใดและการได้อาศัยอยู่ที่นี่ช่วยเยียวยาจิตใจได้ดีเพียงใด
ซ่งจางและฉินเหยาไม่ค่อยได้พบปะกัน หากนับดูแล้วก็เคยพบกันเพียงแค่ตอนปราบโจรภูเขาและอีกครั้งก็คือที่หน้าศาลบรรพชนตระกูลติงเมื่อคราวก่อน รวมทั้งสิ้นสองครั้งเท่านั้น
ส่วนใหญ่แล้ว เขาจะได้ยินเรื่องราวของฉินเหยาจากปากของผู้อื่น
บ้างก็ว่านางเป็นหญิงแกร่งที่ดุร้าย บ้างก็ว่าเป็นนายพรานผู้เย็นชาที่ยิงธนูไม่เคยพลาดเป้าและบ้างก็ว่าเป็นผู้นำจอมเผด็จการของหมู่บ้านตระกูลหลิว
แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ไม่เคยมีใครบอกเขาเลยว่า…นางจะช่างเจรจาถึงเพียงนี้!
ทั้งสามคนเดินทางมาถึงเรือนปทุมในที่สุด วาทศิลป์การขายที่ทั้งบอกเป็นนัยและบอกอย่างตรงไปตรงมาที่ดังอยู่ข้างหูของซ่งจางจึงได้หยุดลง
เขามองฉินเหยาที่เดินไปข้างหน้าเพื่อหากุญแจมาเปิดประตูแล้วลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เมื่อเจ้าของบ้านไม่อยู่ เรือนทั้งหลังก็ไม่มีคนดูแลจึงมีฝุ่นจับอยู่หนึ่งชั้น
ฉินเหยาผลักประตูใหญ่ให้เปิดออก ใช้มือพัดอยู่สองสามครั้งจึงปัดเป่าฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศออกไปได้
นี่ต้องขอบคุณฝนที่ตกพรำๆ ตลอดหลายวันที่ผ่านมา มิเช่นนั้นแล้วคงได้สูดฝุ่นเข้าไปเต็มปอดเป็นแน่
ฉินเหยาตบฝุ่นที่กางเกงของตนเอง ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะเรียกอาวั่งกับหลิวจี้มาช่วยกันทำความสะอาดบ้านสักรอบ
เมื่อหันกลับไป เห็นซ่งจางยืนมองอย่างใคร่รู้ด้วยท่าทีเกรงใจอยู่ที่ประตูจึงกวักมือเรียก “เข้ามาชมด้านในได้เจ้าค่ะไม่เป็นไร ห้องต่างๆ ล้วนลงกลอนไว้ ข้าไม่มีกุญแจ ชมได้เพียงในลานบ้านเท่านั้น”
ฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียวมีรสนิยมทางสุนทรียะที่ไม่เลวเลยทีเดียว เรือนที่มองจากภายนอกก็ดูไม่ธรรมดาแล้ว ด้านในยิ่งเต็มไปด้วยรายละเอียด การจัดวางอันชาญฉลาดและความคิดสร้างสรรค์อันน่าทึ่งของเจ้าของบ้าน มองแล้วทำให้ผู้คนรู้สึกตื่นเต้นตื้นตันใจ
ผู้ติดตามเอ่ยถามอย่างนอบน้อมพลางเก็บซ่อนความตื่นเต้นไว้ “ฉินเหนียงจื่อ เดิมทีที่นี่เป็นเพียงบ้านร้างจริงๆ หรือขอรับ”
ฉินเหยาพยักหน้า “ใช่แล้ว ภาพของเรือนก่อนหน้านี้พวกเรายังมีแบบร่างเก็บไว้ หากไม่เชื่อ เดี๋ยวพอกลับไปถึงบ้านข้าแล้วจะนำออกมาให้พวกท่านดูก็ได้”
เมื่อพูดถึงแบบร่างนี้ก็ใช่ว่าจะได้มาโดยง่าย
เป็นฉีเซียนกวนที่ทนดูศิษย์น้องของตนที่แม้แต่วาดภาพก็ยังทำไม่เป็นไม่ได้จึงใช้เรือนปทุมหลังเก่าเป็นต้นแบบ คอยจับมือสอนหลิวจี้ร่างภาพนี้ขึ้นมาอย่างยากลำบากเป็นเวลาสามวัน
ไม่คิดเลยว่าเมื่อนำออกมาอีกครั้ง จะยังสามารถใช้เปรียบเทียบภาพก่อนและหลังการดัดแปลงของเรือนปทุมในปัจจุบันได้
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ รู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาบ้างแล้วหรือยัง”
หลังจากลงกลอนประตูใหญ่ของเรือนปทุมเรียบร้อยแล้ว ขณะที่กำลังนำทางซ่งจางไปยังบ้านของตน ฉินเหยาก็เอ่ยถามอย่างมั่นใจ
ผู้ติดตามที่พยักหน้าอย่างบ้าคลั่งถูกซ่งจางถลึงตาใส่จึงรีบก้มหน้าลงทันทีแล้วจูงม้าเดินตามอยู่ข้างหลังอย่างสงบเสงี่ยม
เมื่อเห็นว่าผู้ติดตามของตนสงบเสงี่ยมลงแล้ว ซ่งจางจึงแย้มยิ้มเล็กน้อย กล่าวอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนว่า “ก็ไม่เลว”
ฉินเหยายังไม่ยอมแพ้ กล่าวพลางยิ้ม “ท่านใต้เท้าจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาชนบท โดยเลือกบ้านร้างสักหลังเพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่เหล่าคหบดีผู้มั่งคั่งทั่วทั้งอำเภอหน่อยเป็นอย่างไรเจ้าคะ”
สมกับที่เป็นนายอำเภอ ซ่งจางพลันได้กลิ่นที่ผิดแผกไปจากปกติจากประโยคนี้ในทันที
เป็นหมู่บ้านยากจนเหมือนกัน แต่หมู่บ้านตระกูลหลิวกลับเปลี่ยนแปลงไปทุกปี และดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าใครก็ย่อมต้องสงสัยใคร่รู้และอยากจะมาสืบหาความจริงที่นี่
เดิมทีซ่งจางเพียงคาดเดาจากข้อมูลต่างๆ ที่เขามีอยู่ว่าการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านตระกูลหลิวนั้นเกี่ยวข้องกับฉินเหยา
เมื่อได้ฟังคำพูดของฉินเหยาในตอนนี้ เขาก็สามารถมั่นใจได้แล้วว่า…นางคือต้นตอของเรื่องทั้งหมด
สตรีวัยยี่สิบต้นๆ ที่ลี้ภัยมาจากต่างถิ่น ทั้งยังมีพละกำลังมหาศาลสามารถปราบโจรฆ่าเสือได้ ทั้งยังสามารถคิดค้นสิ่งประดิษฐ์อันชาญฉลาดอย่างกังหันน้ำและหีบหนังสือพลังเซียนขึ้นมา สร้างโรงงานได้ อีกทั้งยังรู้วิธีปลูกแตงเย็นจากแคว้นซีอวี้และยังทำโรงเพาะกล้าอะไรนั่นอีก
รอบรู้และทำได้ทุกสิ่งถึงเพียงนี้ ต่อให้บอกว่านางมิใช่เทพเซียนก็คงไม่มีผู้ใดเชื่อ
แต่ทว่า…นางกลับเป็นเพียงคนธรรมดา
คนที่มีเลือดมีเนื้อและกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาอย่างมีชีวิตชีวาในขณะนี้