ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 419 สามแผนการ
ตอนที่ 419 สามแผนการ
เมื่อหันไปเห็นซ่งจางที่กำลังยืนตะลึงงันอยู่ด้านหลัง ฉินเหยาลังเลอยู่ครึ่งวินาทีก็ตัดสินใจยัดคันธนูหักใส่มือของเขา “ต้องเพิ่มคันธนูดีๆ ให้อีกหนึ่งคันด้วย!”
ซ่งจางหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างไม่อยากจะเชื่อ เพื่อปิดบังความยินดีในแววตาของตน
หมายความว่า…นางตอบตกลงโดยที่ยังไม่ได้ถามเลยด้วยซ้ำว่าเขาต้องการให้นางทำอะไร?!
ฉินเหยากลับมานั่งลง ดวงตาของนางโค้งราวกับกำลังยิ้ม “ข้ารู้ว่าท่านอยากจะทำอะไรบางอย่างในตำแหน่งนี้”
ครั้งนี้ซ่งจางตกใจจริงๆ เป็นความตกใจชนิดที่สีหน้าไม่อาจปิดบังได้มิด
เขานั่งลงอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย ไม่ลืมที่จะวางคันธนูที่หักลงอย่างเบามือ เผื่อว่าตอนกลับไปจะได้นำไปให้ช่างฝีมือดูเป็นแบบอย่าง
“เจ้ารู้อะไรบ้าง” เขาถาม
ฉินเหยากล่าว “ข้ามองออกว่าท่านอยากจะเป็น ‘นายอำเภอที่ดี’ ขอเพียงท่านยืนอยู่ข้างพวกเราเหล่าราษฎร ทำเพื่อผลประโยชน์ของราษฎร ราษฎรก็จะช่วยท่านเอง”
“แต่ข้าก็ยังต้องเตือนท่านสักหน่อยว่าท่านมีเวลาเพียงหนึ่งปี หลังจากผ่านไปหนึ่งปีเมื่อมีนายอำเภอคนใหม่มา กฎที่ท่านตั้งไว้ เขาจะยังคงปฏิบัติตามต่อไปหรือไม่”
ซ่งจางกล่าวอย่างตื่นเต้น “นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับฉินเหนียงจื่อและข้าแล้วว่าจะสามารถถอนรากถอนโคนเนื้อร้ายของอำเภอไคหยางให้หมดสิ้นไปภายในหนึ่งปีได้หรือไม่!”
เมื่อพูดถึงขั้นนี้แล้ว ซ่งจางก็ไม่ปิดบังซ่อนเร้นอีกต่อไป เขาพยายามสะกดความตื่นเต้นในใจลงแล้วกล่าว
“ข้ามีสามแผนการ หนึ่งคือ สร้างสำนักศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายขึ้นใหม่ห้าแห่งในอำเภอไคหยาง”
“สองคือ กวาดล้างที่ว่าการอำเภอ”
“สามคือ กำจัดอันธพาลในท้องที่”
ต้องขอบคุณฉินเหยาที่ทำให้แผนการที่สองและสามสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง
ส่วนข้อแรกนั้น ตัวเขาเองก็เพิ่งจะสร้างผลงานเล็กๆ น้อยๆ ไป สามารถฉีกเปิดช่องว่างในกลุ่มคหบดีท้องถิ่นที่ผูกขาดความรู้ได้
หลังจากนี้ขอเพียงสร้างสำนักศึกษาขึ้นมาได้ ผู้ที่จะมาเป็นอาจารย์ก็สามารถให้ตระกูลติงเป็นผู้จัดหา
ฉินเหยาเหลือบมองซ่งจางที่กำลังเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้แวบหนึ่งแล้วกล่าวตามความเป็นจริงว่า
“เวลากระชั้นชิด ภารกิจใหญ่หลวง แผนการทั้งสามของท่านเกรงว่าจะไม่อาจสำเร็จได้ภายในหนึ่งปี”
สถานการณ์ภายในที่ว่าการอำเภอนั้นยุ่งเหยิงไปหมด เมื่อมีคนถูกปลดก็ต้องมีคนมาแทนที่
ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ขุนนางผู้น้อยที่ถูกนายอำเภอสั่งปลดนั้น ต้องผ่านกระบวนการอันยาวเหยียด เริ่มจากการรายงานขึ้นไป รอการอนุมัติจึงจะจัดการได้ หลังจากนั้นก็ต้องยื่นเรื่องขอคนมาทดแทน กว่าคนที่จะมาทดแทนตำแหน่งอย่างเหมาะสมจะเดินทางมาถึง ตัวของซ่งจางก็คงจะถูกย้ายไปแล้วกระมัง
ฉินเหยาถามเขา “สรุปแล้วท่านต้องการเพียงผลงานที่สวยหรูบนหน้ากระดาษเพื่อใช้เป็นบันไดไต่เต้าหรือต้องการจะกำจัดภัยเพื่อราษฎรอย่างแท้จริงกันแน่”
ซ่งจางกลับตอบอย่างตรงไปตรงมา “ต้องการทั้งสองอย่าง”
ฉินเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเพิ่มข้อเรียกร้องเข้าไปอีกหนึ่งข้อ “ข้าจะไม่ช่วยท่านฆ่าคนผู้ใดทั้งสิ้น”
“อีกอย่างหนึ่งเจ้าค่ะ เรื่องบ้านร้างในหมู่บ้าน ท่านใต้เท้าเห็นว่าหลังจากรับมื้อเที่ยงที่บ้านข้าแล้ว พวกเราไปเรียกผู้ใหญ่บ้านไปดูด้วยกันแล้วตัดสินใจเลยดีหรือไม่”
คำเรียกขานของนางเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อครู่ยังท่านๆ ข้าๆ อยู่เลย ตอนนี้กลับรีบร้อนตีตัวออกห่าง เปลี่ยนเป็นท่านใต้เท้าเสียแล้ว
แต่การที่ได้รับผลลัพธ์เช่นนี้ก็เกินความคาดหมายของซ่งจางไปมากแล้ว
เดิมทีเขาคิดว่าผู้มีฝีมือแปลกประหลาดเช่นนางคงจะมีนิสัยแปลกแยก ไม่ยี่หระที่จะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวทางโลก
บัดนี้เขาเพิ่งจะค้นพบว่าตนเองเข้าใจนางผิดไปมาก
เรื่องราวของราษฎรนั้น นางก็ใส่ใจไม่ต่างไปจากเขาเลย
ฉินเหยาคิดในใจ ‘นั่นก็เพราะว่ามารดาผู้นี้ ตอนนี้ก็คือราษฎรที่ท่านเอ่ยถึงน่ะสิ!’
เรื่องของตัวเองยังไม่ใส่ใจแล้วจะรอให้ภัยมาถึงตัวก่อนแล้วค่อยไปอ้อนวอนต่อสวรรค์รึ
หากซ่งจางใช้การได้ คราหน้าที่นางจะซื้อไร่นาอีกก็คงจะไม่ต้องเจอกับคนน่ารังเกียจอย่างจินฉานฉูแล้ว
ถึงแม้ว่าตอนนี้ไร่นาที่นางหมายตาไว้ในอำเภอไคหยางจะไม่มีผู้ใดกล้ามาแย่งชิง แต่การเป็นฝ่ายรุกกับการเป็นฝ่ายรับนั้น มันเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
มื้อเที่ยงหลิวจี้ไม่ได้ออกมากินด้วย เขาให้อาวั่งยกเข้าไปให้ในห้องโดยตรง
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชาก็ยกชามเปล่าออกมาวางไว้ ฉวยทุกนาทีทุกวินาที แม้แต่เวลากินข้าวก็ไม่กล้าเสียไปโดยเปล่าประโยชน์
มิเช่นนั้นแล้ว เมื่อกงเหลียงเหลียวมาถึง เขาจะต้องตายอย่างอนาถแน่นอน!
ซ่งจางเอ่ยถามอย่างใคร่รู้อีกครั้ง “ฉินเหนียงจื่อ สามีของเจ้า เขาไม่เป็นอะไรจริงๆ รึ”
ฉินเหยากินข้าวไปสองชามรวด ก่อนจะหยุดพักครู่หนึ่งแล้วโบกมือให้เขา “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ อีกสามวันก็ถึงวันตายของเขาแล้ว”
เมื่อเห็นสีหน้าแปลกประหลาดของซ่งจาง ฉินเหยาก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า “อย่าไปสนใจเขาเลย พวกเรากินไปคุยไปกันเถอะ มาเริ่มจากการจัดการพวกอันธพาลก่อนดีกว่า เรื่องนี้ค่อนข้างง่าย”
“…ได้” ซ่งจางเหลือบมองไปทางสวนหลังบ้านอีกครั้ง จากนั้นจึงปัดเป่าความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปแล้วตั้งใจหารือแผนการกับฉินเหยา
ตามความหมายของซ่งจางนั้น คือสามารถใช้วิธีเดียวกับคดีของจินฉานฉู เพื่อจัดการกับหวังหม่าอู่และพานเหม่ยเหรินได้
ฉินเหยาเอ่ยเตือนเขาอย่างจริงจัง “ข้าจะไม่ช่วยท่านฆ่าคน”
“แล้วอีกอย่าง คดีอะไรของจินฉานฉูรึ ข้าไม่เห็นจะรู้เรื่อง” ฉินเหยาทำหน้าไร้เดียงสา
ซ่งจางกระแอมไออย่างกระอักกระอ่วน คิดในใจว่า ‘คนทั้งอำเภอใครบ้างจะไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของเจ้า’
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมรับ เขาก็ต้องรู้จักกาละเทศะ ไม่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกแล้วรีบเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นทันที
“ฉินเหนียงจื่อ เช่นนั้นในความเห็นของเจ้า คนที่เหลืออีกสองคนนี้ควรจะรับมืออย่างไรดี”
ซ่งจางถอนหายใจแล้วกล่าว “หลังจากปีใหม่ ที่ว่าการอำเภอก็ได้รับเรื่องฟ้องร้องอีกห้าคดี ทั้งหมดล้วนเป็นการฟ้องร้องว่าบ่อนพนันและโรงรับจำนำร่วมมือกันวางกับดักหลอกลวงผู้คน ให้นำบ้านและที่นามาจำนองเพื่อกู้ยืมเงิน กระทั่งหลอกให้ขายลูกสาว จำนำภรรยา จนทำให้อีกฝ่ายบ้านแตกสาแหรกขาด”
ส่วนทางด้านของพานเหม่ยเหรินก็มีวิธีการที่เรียกว่า ‘เซียนกระโดด ’ ซึ่งส่งตรงมาจากแถบหลิ่งหนาน ผู้ที่ตกหลุมพรางแล้วทำอะไรไม่ได้มีนับไม่ถ้วน
ถึงแม้ว่าคนที่ไปบ่อนพนันหรือหอคณิกาจะไม่ใช่คนดีอะไรนัก ถูกหลอกก็สมควรแล้ว
แต่ครอบครัวของพวกเขาช่างน่าสงสารยิ่งนัก
ยังมีชาวบ้านผู้ซื่อสัตย์อีกหลายคนที่เพียงเพราะคนในครอบครัวป่วยหนักจนไม่มีเงินหมุนเวียน เพราะไม่รู้หนังสือ อ่านหนังสือไม่ออกจึงถูกหลอกให้ขายที่นาขายที่ดิน ลงนามในสัญญาเช่าจนต้องกลายเป็นผู้เช่านา ความพยายามของคนหลายชั่วอายุคนต้องมลายสิ้นไปกับสายน้ำ
คดีเช่นนี้ ซ่งจางได้ไต่สวนด้วยตนเองมาแล้วห้าหกคดี แต่ละคดีล้วนน่าสังเวชอย่างยิ่ง
หากไม่ใช่เพราะเขาไต่สวนด้วยตนเอง อีกฝ่ายก็คงจะไม่ยอมรามือกลับฟ้องกลับว่าผู้ฟ้องใส่ร้ายป้ายสี ทำให้ต้องโดนโบยอีกหนึ่งยกแล้วถูกส่งเข้าคุก
ขนาดนายอำเภอไต่สวนด้วยตนเองยังเป็นเช่นนี้ ซ่งจางสามารถจินตนาการได้เลยว่า หากมอบให้ขุนนางผู้น้อยใต้บังคับบัญชาเป็นผู้รับผิดชอบ ผลลัพธ์คงมีเพียงการไกล่เกลี่ยแบบขอไปทีหรือไม่ก็เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน
แต่การไต่สวนด้วยตนเองหลายครั้งก็ส่งผลอยู่บ้าง การกระทำของคนในบ่อนพนัน โรงรับจำนำและหอคณิกาในตอนนี้จึงเพลาลงไปไม่น้อย
ฉินเหยาไม่คิดเลยว่าข้างนอกจะเกิดเรื่องมากมายขนาดนี้ “ข้านึกว่าพวกหวังหม่าอู่เห็นจุดจบของจินฉานฉูแล้วจะรู้จักยับยั้งชั่งใจขึ้นมาบ้างเสียอีก”
ซ่งจางหัวเราะอย่างขมขื่น นางคิดมากไปแล้ว
แต่ตอนนี้สถานการณ์กลับแตกต่างออกไป ซ่งจางกล่าวอย่างจริงใจ “ตอนนี้มีฉินเหนียงจื่อคอยช่วยเหลือ ข้าคิดว่าพวกเขาคงจะยับยั้งชั่งใจขึ้นมาก”
ฉินเหยาบอกเขาว่าอย่ามาเยินยอแล้วให้คำแนะนำไปว่า “ท่านใต้เท้าจะลองสั่งปิดบ่อนพนันกับหอคณิกาดูก่อน เพื่อดูปฏิกิริยาของอีกฝ่ายดีหรือไม่เจ้าคะ”
ซ่งจางหัวเราะฮ่าๆ เขาเองก็คิดเช่นนี้อยู่แล้ว!
ที่อุตส่าห์มาหาฉินเหยาก็เพื่อหาเครื่องรางป้องกันตัวให้ตนเอง
เพราะการตัดเส้นทางทำมาหากินของผู้อื่นก็เหมือนกับการฆ่าพ่อแม่ของเขา เขากังวลอย่างยิ่งว่าจะ ‘ถูก’ ทำให้ตายอย่างกะทันหัน
ฉินเหยาพยักหน้า เข้าใจแล้ว “ถ้าเช่นนั้น เดี๋ยวพอเลือกบ้านร้างเสร็จแล้ว ข้าจะไปส่งท่านใต้เท้ากลับที่ว่าการอำเภอด้วยตนเอง”
พูดสามคำก็ไม่พ้นเรื่องบ้านร้างในหมู่บ้านตระกูลหลิว ซ่งจางอดที่จะสงสัยไม่ได้จึงถามนางว่านางจะเอาบ้านร้างพวกนี้ไปทำอะไร
ฉินเหยาซดน้ำแกงชามใหญ่จนหมดชาม หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดปากอย่างสง่างาม ลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาที่ประตู มองไปยังหมู่บ้านเล็กๆ อันงดงามท่ามกลางสายฝนพรำ กล่าวอย่างจริงจังว่า
“สร้างหมู่บ้านตระกูลหลิวให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวที่สวยที่สุดในอำเภอไคหยางและนำพาชาวบ้านทั้งหมู่บ้านไปสู่ชีวิตที่สุขสบาย!”
อาวั่งหันหน้าไปมองซ่งจางอย่างเงียบๆ ในดวงตาของนายอำเภอหนุ่มก็มีประกายหยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันใจส่องประกายอยู่
แย่แล้ว แย่แล้ว เขาเชื่อเรื่องไร้สาระของนางเข้าจริงๆ เสียแล้ว!