ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 548 รู้จักผิด รู้จักแก้ไข
ตอนที่ 548 รู้จักผิด รู้จักแก้ไข
ฟ้ายังไม่สว่าง ฉีเซียนกวนก็อ้างเรื่องการฝึกฝนยามเช้า ถือกระบี่เล่มหนึ่งมาที่โรงโม่น้ำริมฝั่งแม่น้ำแล้วแอบซุ่มรออยู่เงียบๆ
รอไม่นานนักก็เห็นเงาคนที่คุ้นเคยสวมหมวกที่มีม่านคลุมหน้า บนบ่าแบกจอบ เดินโซซัดโซเซลงมาจากภูเขา ตรงไปยังทุ่งนา
ตอนที่เดินผ่านโรงโม่น้ำ เงานั้นก็เห็นเขา เพียงแต่เอียงศีรษะเล็กน้อย ไม่ได้ทักทายเขาสักคำแล้วก็เดินจากไป
ฉีเซียนกวนตามไปอย่างสงสัย เขาตามไปตลอดทางจนถึงที่นาของบ้านฉินเหยา ถึงได้ร้องเรียกอย่างไม่แน่ใจว่า “ศิษย์น้อง?”
ผู้ที่สวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้าไม่ได้หยุดเดิน เพียงตอบรับในลำคอเสียงอู้อี้
ไม่รู้ว่าตนเองคิดมากไปหรือไม่ ฉีเซียนกวนรู้สึกว่าน้ำเสียงนี้แหบแห้งเป็นพิเศษ
เดี๋ยวก่อน!
หลิวจี้แบกจอบลงไปทำงานในนาด้วยตัวเองเนี่ยนะ
ฉีเซียนกวนรีบเดินไปสองก้าว ตามฝีเท้าของคนข้างหน้าไป น่าเสียดายที่คันนาแคบ เขาพยายามจะเดินเข้าไปดูหน้าของคนคนนั้นหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ แถมยังเกือบจะตกลงไปในนาอีกด้วย
โชคยังดีที่คนข้างหน้าตาไว มือไวจึงยื่นมือออกมาคว้าตัวเขาไว้ได้ทัน
“ศิษย์พี่ตัวน้อยโปรดมองทางใต้เท้าให้ดีด้วยขอรับ” หลิวจี้วางเขาลง หยุดอยู่ที่ที่นาของตน พับแขนเสื้อขึ้น ถ่มน้ำลายสองทีแล้วจับจอบให้มั่นก่อนจะลงไปในนา
ฉีเซียนกวนยืนนิ่งอยู่บนคันนา มองดูเขาที่กำลังขุดพรวนดินแห้งอย่างขยันขันแข็งและจริงจัง เขาหลับตาลงแน่น หรือว่านี่จะเป็นภาพหลอน
แต่พอเปิดตาขึ้นมา คนที่กำลังพรวนดินก็ยังคงขยันขันแข็งอยู่
“ศิษย์น้อง เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่” ฉีเซียนกวนขมวดคิ้วแน่น ถามหยั่งเชิง
คนที่พรวนดินไม่ได้หันกลับมา พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “ข้าสบายดี ขอบคุณศิษย์พี่ที่เป็นห่วง อุตส่าห์มารอข้าที่ปากทางแต่เช้า”
ฉีเซียนกวนถาม “เหตุใดเจ้าถึงต้องสวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้าด้วยเล่า”
เมื่อเงยหน้ามองฟ้า ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเลย อีกอย่างก็ผ่านฤดูใบไม้ร่วงไปแล้ว แดดตอนนี้ไม่แรงเลยสักนิด
หรือว่าเป็นเพราะถูกฉินฮูหยินทุบตีจนหน้าตาบวมปูด ไม่กล้าสู้หน้าคนเลยต้องสวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้าเพื่อปกปิดไว้
ฉีเซียนกวนกำลังคาดเดาความเป็นไปได้ต่างๆ นานาก็เห็นคนในนาลุกขึ้นยืนตรง ค่อยๆ หันกลับมาแล้วถอดหมวกที่มีผ้าคลุมหน้าออกต่อหน้าเขา
ผิดคาด ไม่มีรอยฟกช้ำใดๆ
แต่ก็เป็นไปตามคาด บนใบหน้ามีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ไม่น่ามองจริงๆ
เห็นเพียงนัยน์ตาดอกท้อที่เคยสดใสและมีเสน่ห์ที่สุดคู่นั้น ตอนนี้กลับบวมแดงราวกับผลเหอเถา ฉีเซียนกวนไม่ทันได้ตั้งตัว ถึงกับสะดุ้งตกใจ
“ศิษย์น้อง ตาของเจ้า…”
“ใช่ ตาของข้าเอง” หลิวจี้ยิ้มอย่างขมขื่น ยกมือขึ้นลูบดวงตาเบาๆ เพียงแค่สัมผัสเบาๆ ก็เจ็บจนเขาต้องสูดลมหายใจเข้าดังซี๊ด “นี่คือน้ำตาแห่งความเสียใจที่ข้าหลั่งออกมา”
พอนึกถึงเมื่อคืน ในดวงตาที่บวมแดงจนเหลือเพียงรอยขีดบางๆ ของเขาก็มีน้ำตาคลออยู่รำไร
แต่เมียจ๋าบอกว่า รู้จักผิดรู้จักแก้ไขนับเป็นคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ แก้ไขได้ทันท่วงทีก็ยังเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง!
หลิวจี้กะพริบตา ขับไล่น้ำตาหยดนั้นออกมาแล้วสวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้ากลับเข้าไปใหม่ เริ่มแพ้วถางต่อไป
ที่ดินสิบหมู่เชียวนะ มีเขาอยู่คนเดียว ถ้าไม่ทำงานหนักแทบเป็นแทบตาย หากพลาดช่วงเวลาเพาะปลูกข้าวสาลีไป ถึงตอนนั้นเมล็ดพันธุ์ที่จะถูกฝังลงในดินผืนนี้ก็จะกลายเป็นเขาแทน
เมื่อเห็นศิษย์น้องของตนที่ปกติแล้วยกของก็ไม่ไหวแบกของก็ไม่รอดกลายร่างเป็นมนุษย์จอบสายลมกรด ฉีเซียนกวนก็ยืนนิ่งไม่ได้สติอยู่บนคันนาเป็นเวลานาน
จนกระทั่งแสงแดดแรกสาดส่องลงบนใบหน้า ร่างกายรู้สึกอบอุ่นขึ้น ถึงได้สะดุ้งตื่นขึ้นมา
เขาถามด้วยความเป็นห่วงอีกครั้ง “ศิษย์น้อง ฮูหยินไม่ได้ทำอะไรเจ้าจริงๆ หรือ”
หลิวจี้หันกลับมายิ้มอย่างซาบซึ้ง “เมียจ๋าตีข้าเพราะรักข้า ข้าไม่มีอะไรจะต้องเสียใจ”
ในใจของฉีเซียนกวนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ที่แท้ศิษย์น้องก็เป็นศิษย์น้องแบบนี้นี่เอง!
แต่เรื่องที่น่าตกใจขนาดนี้จะรู้เพียงคนเดียวได้อย่างไร เขาจะกลับไปบอกท่านอาจารย์ต่อ!
ดังนั้น ตอนเที่ยงวันที่แดดกำลังดี
บนคันนา มีคนกลุ่มหนึ่งยืนล้อมวงดูเขาอยู่
ในบรรดาคนเหล่านี้ นอกจากกงเหลียงเหลียวและเหล่าผู้คุ้มกันที่ฉีเซียนกวนพามาในตอนแรกแล้ว ยังมีชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวอีกกว่าครึ่งหมู่บ้าน
อย่างไรเสียก็ยังไม่เคยเห็นนายท่านจวี่เหรินลงมาทำงานในนาและนายท่านจวี่เหรินคนนี้ก็ยังเป็นหลิวซานเอ๋อร์คนเสเพลที่ขึ้นชื่อในหมู่บ้านอีกด้วย ยิ่งน่าแปลกใจเข้าไปใหญ่
ด้วยความบังเอิญ ชื่อเสียงในด้านการไม่ลืมรากเหง้าของหลิวจี้ก็ค่อยๆ แพร่กระจายออกไปในหมู่บ้าน ใครก็ตามที่ได้ยินชื่อหลิวจี้ล้วนอดไม่ได้ที่จะแสดงท่าทีชื่นชม
มีเพียงสองศิษย์อาจารย์กงเหลียงเหลียวที่รู้ความจริงเท่านั้น ที่เมื่อได้ยินชาวบ้านชื่นชมหลิวจี้ก็รู้สึกว่าโลกนี้มันช่างไร้สาระสิ้นดี!
ตลอดห้าวันเต็ม ด้วยการทำงานอย่างขยันขันแข็งทั้งวันทั้งคืนของหลิวจี้ ในที่สุดที่ดินสิบหมู่ก็พรวนดินเสร็จ
หลังจากใช้เวลาอีกสามวันในการเพาะปลูกเมล็ดข้าวสาลีจนหมด ในที่สุดชีวิตที่ทุกข์ทรมานราวกับตายทั้งเป็นของเขาก็จบลงชั่วคราว
“เมียจ๋า ข้าทำเสร็จแล้ว!”
ตอนเย็น บนโต๊ะอาหาร ขณะที่ฉินเหยาและเด็กๆ กำลังจะหยิบตะเกียบขึ้นมากินข้าว หลิวจี้ที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าไม่เรียบร้อยก็พุ่งเข้ามาในประตูด้วยความดีใจแล้วรายงานเสียงดัง
นัยน์ตาดอกท้อที่หายบวมแดงแล้วมองดูอาหารเลิศรสบนโต๊ะอย่างปรารถนา อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย
ช่วยไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้นั่งกินข้าวบนโต๊ะติดต่อกันมาแปดวันแล้ว สามมื้อในแต่ละวันมีแต่โจ๊กขาวกับผักดอง ที่เขายังทนอยู่ได้ ก็เพราะได้ไปแอบกินเนื้อสองชิ้นที่เรือนปทุมทุกวัน
ส่วนเรือนเก่านั้นไม่กล้าไปเลย สตรีใจร้ายได้สั่งไว้ล่วงหน้าแล้วว่าใครกล้าให้เขาไปกินข้าวที่บ้านก็อย่าหวังจะได้ทำงานในโรงงานเครื่องเขียนอีกต่อไป
เรือนปทุมซึ่งเป็นที่เดียวที่กล้าให้ที่พักพิงแก่เขาก็ไม่กล้าให้เขาอยู่นาน เพียงแค่ให้เขานั่งยองๆ ที่หน้าประตูใหญ่แล้วแอบกินเนื้อสองชิ้นในแต่ละวันเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ฉีเซียนกวนไม่กล้ามาหาต้าหลางที่บ้านของฉินเหยาในช่วงไม่กี่วันนี้ กลัวว่าจะเจอฉินเหยาแล้วถูกสายตาอันเฉียบคมของนางทิ่มแทง
สรุปก็คือ ตลอดแปดวันนี้ ไม่เพียงแต่หลิวจี้จะใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานราวกับตายทั้งเป็น คนอื่นๆ ในบ้านก็พลอยต้องระมัดระวัง ไม่กล้าทำอะไรเสียงดังไปด้วย
ตอนนี้เมื่อได้ยินว่าท่านพ่อทำงานในนาเสร็จแล้ว ทุกคนบนโต๊ะก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นก็หันไปมองฉินเหยาพร้อมกัน รอคำตัดสินสุดท้ายของนาง
เมื่อถูกสายตาหลายคู่จ้องมอง ฉินเหยาก็วางตะเกียบที่เพิ่งหยิบขึ้นมาลงอย่างสงบแล้วหันไปถาม
“ข้าวสาลีสิบหมู่ทำเสร็จตามมาตรฐานของอาวั่งเมื่อปีที่แล้วทั้งหมดแล้วหรือ”
หลิวจี้พยักหน้าหงึกๆ สายตาจริงใจอย่างยิ่ง “ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่น้อย”
ฉินเหยาส่งสายตาให้อาวั่ง อาวั่งก็ลุกออกจากโต๊ะไป ครึ่งเค่อต่อมาก็กลับมารายงานว่า “ฮูหยิน เสร็จเรียบร้อยแล้วจริงๆ ขอรับ”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น ดูเหมือนว่าคนอย่างหลิวจี้นี่มีศักยภาพไร้ขีดจำกัดจริงๆ
เพียงแต่สมองหมูนั่นมักจะคิดอะไรไม่ค่อยออก ต้องคอยเคาะเป็นครั้งคราวเพื่อให้เขาได้สติ
“เมียจ๋า ข้าขึ้นโต๊ะกินข้าวได้แล้วหรือยัง” หลิวจี้จ้องมองไก่ เป็ด ปลา และเนื้อบนโต๊ะ แล้วถามอย่างระมัดระวัง
ฉินเหยาหยุดไปครู่หนึ่ง พอแสงแห่งความคาดหวังในดวงตาของหลิวจี้ค่อยๆ เลือนหายไป นางถึงได้ตอบรับ “ไปจัดการตัวเองให้สะอาด อย่ามาทำโต๊ะเก้าอี้ของข้าสกปรก”
ความประหลาดใจมาเร็วเกินไป หลิวจี้จึงควบคุมรอยยิ้มบนใบหน้าไว้ไม่อยู่เลย เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด “ได้เลยขอรับ!”
เขาทิ้งเครื่องมือเกษตรในมือทันที ล้างมือล้างหน้าแล้วใช้น้ำที่เปียกมือจัดแต่งผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่แล้วนั่งลงบนโต๊ะอย่างเป็นผู้เป็นคน
หลี่ซื่อยกถ้วยตะเกียบชุดใหม่มาให้ หลิวจี้ก็หยิบตะเกียบขึ้นมากำลังจะกินก็ได้ยินเสียงต้าหลางกระแอมแรงๆ ถึงได้นึกขึ้นได้ว่าประมุขของบ้านยังไม่ได้เริ่มกินเลย
เขารีบวางตะเกียบลงแล้วยิ้มแห้งๆ ทำท่าผายมือเชิญฉินเหยาอย่างประจบประแจงอย่างยิ่ง