ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 550 ระดมความคิด
ตอนที่ 550 ระดมความคิด
ภายในห้องประชุม ซ่งอวี้และผู้จัดการคนอื่นๆ ที่มาได้ก็มากันพร้อมหน้าแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉินเหยาได้เหยียบย่างเข้ามาในห้องประชุมใหญ่ที่ใหม่เอี่ยมและกว้างขวางแห่งนี้ มันมีโครงสร้างเป็นอิฐและไม้แบบโบราณ ดูโอ่อ่าสง่างาม ยากจะจินตนาการได้ว่าห้องเช่นนี้จะปรากฏอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขา
รสนิยมของช่างไม้หลิวช่างยอดเยี่ยมจริงๆ ฉินเหยาพอใจอย่างยิ่ง รู้สึกว่าการเชิญช่างไม้หลิวกลับมาช่วยตกแต่งโรงงานใหม่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดของปีนี้
ภายในห้องประชุมที่กว้างขวาง มีโต๊ะยาวขนาดใหญ่ตัวหนึ่งวางอยู่ หน้าโต๊ะทำจากไม้โบราณแผ่นเดียว
รอบๆ เป็นม้านั่งธรรมชาติที่ทำจากรากไม้ต่างๆ เคลือบด้วยสีทาเคลือบใสเหมือนกันทั้งหมด เผยให้เห็นสีไม้ธรรมชาติที่ดูอบอุ่น
ฉินเหยานั่งลงบนที่นั่งประธานแล้วเข้าเรื่องทันที
“ข่าวดีจากเมืองหลวง ข้าคิดว่าทุกคนคงจะทราบกันแล้ว ข้าดีใจเช่นเดียวกับพวกท่าน แต่เรื่องการเฉลิมฉลองพักไว้ก่อน”
ฉินเหยามองไปยังอวิ๋นเหนียงและคนอื่นๆ ด้วยรอยยิ้ม “ก่อนสิ้นปีต้องส่งของชุดที่สองให้ห้างการค้าฟู่หลง พวกท่านลองคำนวณดูสิว่าตอนนี้เราสามารถทำกล่องเครื่องใช้สตรีส่งมอบได้กี่ชิ้น”
อวิ๋นเหนียงและหลิวจ้งฝ่ายจัดซื้อรีบคำนวณกันเบาๆ ทันที ในที่สุดก็ได้ตัวเลขที่ค่อนข้างแม่นยำออกมา
หลิวจ้งกล่าวว่า “หักเวลาที่ใช้ในการขนส่งแล้ว เรายังมีเวลาผลิตเต็มๆ อีกสองเดือนคือเดือนสิบและเดือนสิบเอ็ด เมื่อครู่ข้ากับอวิ๋นเหนียงคำนวณคร่าวๆ แล้ว ด้วยความเร็วในปัจจุบันของเรา หากทั้งโรงงานสลับกันทำงานไม่หยุดพัก น่าจะสามารถส่งมอบกล่องเครื่องใช้สตรีได้ประมาณสองพันหกร้อยกว่าชิ้น”
“แต่ว่า!” อวิ๋นเหนียงเสริมอย่างจริงจังว่า “ช่างปักที่โรงปักผ้าเกรงว่าจะทำงานไม่ทัน ต้องรับสมัครคนเพิ่ม และทางโรงงานหยก ถึงแม้ว่าเราจะตุนหยกสีเดียวกันไว้บ้างแล้ว แต่การจะให้เป็นสีเดียวกันทั้งหมด ในบรรดากล่องเครื่องใช้สตรีสองพันหกร้อยกว่าชิ้น เกรงว่าจะมีสีอื่นปนอยู่ประมาณสามส่วน”
เมื่อได้ฟังคำพูดของทั้งสองคน ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็ขมวดคิ้ว
พวกเขาทุกคนต่างก็รู้ราคาขายของกล่องเครื่องใช้สตรี โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งเยอะยิ่งดีแน่นอน ยิ่งทำกำไรได้มากเท่าไรก็ยิ่งดีเพื่อไม่ให้ซ้ำรอยหีบหนังสือพลังเซียนที่แผ่วปลายจนทำกำไรต่อได้ยาก
แต่ถ้าคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ชื่อเสียงก็จะเสียหายไปด้วย ย่อมทำเช่นนั้นไม่ได้
หลิวฉีถามอย่างร้อนรนว่า “แล้วตกลงเราจะส่งมอบกล่องเครื่องใช้สตรีคุณภาพสูงได้กี่ชิ้นกันแน่”
อวิ๋นเหนียงกล่าวอย่างเสียดายว่า “ถ้าไม่เร่งรับคนเพิ่มที่โรงปักผ้า คาดการณ์อย่างต่ำก็น่าจะได้ประมาณหนึ่งพันห้าร้อยถึงหนึ่งพันหกร้อยชิ้น”
เพียงเท่านี้ เหล่าช่างปักผ้าก็ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำกันอยู่พักใหญ่แล้ว
แน่นอนว่ายิ่งทำงานหนักผลตอบแทนก็ยิ่งสูง ค่าตอบแทนที่ควรจะได้รับจะไม่ขาดไปแม้แต่แดงเดียว
ทุกคนมองไปยังฉินเหยาอย่างกระวนกระวายใจ คิดว่านางคงจะไม่พอใจกับตัวเลขนี้
ทว่าคาดไม่ถึงว่าฉินเหยากลับกุมขมับแล้วถอนหายใจยาว กล่าวว่า “มากเกินไป”
เมื่อเห็นเหล่าผู้จัดการทำหน้างงงวยกับคำพูดของตน ฉินเหยาก็ยิ่งปวดหัว ทุกคนเป็นคนซื่อจริงๆ
เดิมทีนางยังคิดจะทดสอบดูว่าทุกคนมีความเข้าใจเรื่องการสร้างชื่อเสียงให้สินค้าเพียงใด แต่ไม่คิดว่าจะไม่มีเลย
แต่ซุ่นจื่อกลับยกมือขึ้นทันที แสดงออกว่าตนมีเรื่องจะพูด
ฉินเหยาพยักหน้า ส่งสัญญาณให้เขาพูด
ซุ่นจื่อกล่าวอย่างร้อนใจเล็กน้อยว่า “ของดีย่อมมีน้อย ทุกคนน่าจะทราบดี หากเราส่งมอบกล่องเครื่องใช้สตรีออกไปทีเดียวเป็นพันๆ ชิ้นแล้วจะยังมีคนยอมจ่ายเงินร้อยตำลึงเพื่อซื้อมันอีกหรือ”
ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็รู้ดีแก่ใจว่าต้นทุนของกล่องเครื่องใช้สตรีหนึ่งใบไม่ถึงแปดตำลึงด้วยซ้ำ ต่อให้รวมส่วนแบ่งที่ต้องให้ห้างการค้าฟู่หลงเข้าไปด้วยก็ยังถือว่าเป็นกำไรมหาศาล
ต่อให้พวกเขาจะผลิตออกมาได้ประณีตเพียงใด มันก็ยังคงเป็นแค่ผ้า หยก และไม้
ซุ่นจื่อกล่าวอย่างจริงใจว่า “ข้าคิดว่าเราแค่ผลิตออกมาห้าร้อยชิ้นก็เพียงพอแล้วและยังต้องทำให้ช้าลง ประณีตยิ่งขึ้น ต้องทำให้ทุกชิ้นออกมาดีที่สุด ต้องเน้นที่ปริมาณน้อยแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ เพื่อให้เป็นของหายาก ถึงจะเป็นหนทางที่ยั่งยืน”
ซุ่นจื่อรับผิดชอบงานเจรจาติดต่อกับภายนอกและโรงงานมาโดยตลอด บางครั้งก็ยังต้องติดตามขบวนรถม้าของหลิวไป่ไปยังเมืองหลวงของมณฑลเพื่อติดต่อกับผู้จัดการของห้างการค้าฟู่หลงจึงทำให้พอจะได้ยินเกี่ยวกับแนวคิดการขายสินค้าชั้นสูงของฉินเหยามาบ้าง
ตอนที่ได้ยินครั้งแรกเขาก็รู้สึกว่าความคิดนี้ยอดเยี่ยมมาก ตอนนี้พอได้เห็นความนิยมอย่างล้นหลามของกล่องเครื่องใช้สตรีชุดแรกแล้วก็ยิ่งหวังว่าจะสามารถผลักดันความคิดอันยอดเยี่ยมนี้ให้ถึงที่สุด
“ทุกคนอย่าคิดแต่จะฉวยโอกาสทำกำไรก้อนใหญ่เลย การทำกำไรในระยะยาวต่างหากคือของจริง” ซุ่นจื่อคิดในใจ ข้ายังอยากจะทำงานที่โรงงานเครื่องเขียนไปทั้งชีวิตนะ
“ซุ่นจื่อพูดถูก!” หลิวเฝยลุกขึ้นยืนแล้วเสนอแนะอย่างหยั่งเชิงว่า “ผู้จัดการใหญ่ฉิน ข้าคิดว่าห้าร้อยชิ้นยังมากเกินไป ครั้งนี้เราส่งมอบแค่ร้อยชิ้นดีหรือไม่”
“จากนั้นก็ทำสำรองไว้อีกร้อยชิ้น ให้ผู้จัดการอวิ๋นลองคิดการจับคู่สีใหม่ๆ ทำลวดลายใหม่ออกมาบ้างแล้วค่อยวางขายในฤดูใบไม้ผลิและวางขายเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น ต่อไปทุกปีก็วางขายชุดแบบนี้เฉพาะช่วงเวลาที่กำหนด ทำให้คนอยากซื้อก็ซื้อไม่ได้ ต้องรอคอย…”
คำพูดนี้ทำให้เหล่าผู้จัดการขมวดคิ้วแน่นขึ้น มีที่ไหนให้ลูกค้ารอแบบนี้ ใครจะบ้ายอมรอนานขนาดนั้นกัน
แต่อวิ๋นเหนียงกลับสังเกตเห็นว่าสีหน้าของผู้จัดการใหญ่ฉินอ่อนโยนลงเรื่อยๆ สายตาที่มองไปยังหลิวเฝยเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ในใจของนางกระตุกวูบ ลองคิดตามแนวทางที่หลิวเฝยพูดดูก็พลันรู้สึกว่า คนเรานี่บางทีก็แปลก ยิ่งของที่ได้มายากก็ยิ่งอยากได้!
อีกอย่าง สองปีมานี้นางได้พบเห็นพ่อค้าคหบดีที่ใช้เงินเป็นเบี้ยมากมาย สำหรับคนเหล่านี้แล้ว การใช้เงินไม่กี่สิบตำลึงหรือเป็นร้อยตำลึงก็เหมือนกับคนธรรมดาอย่างพวกนางที่ใช้เงินหนึ่งถึงสองร้อยเหวิน ไม่กลัวแพง กลัวแต่ว่าจะไม่มีที่ให้ใช้เงิน
“นี่มันดีมากเลยนะ” อวิ๋นเหนียงพึมพำ “หยกที่มีสีอื่นปนอยู่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของความมีเอกลักษณ์มิใช่หรือ”
พอเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา อวิ๋นเหนียงก็รีรอไม่ได้อีกต่อไป ไม่สนใจว่ายังอยู่ระหว่างการประชุม นางลุกออกจากที่นั่งแล้วพุ่งไปยังห้องทำงานของตนทันที
รอจนหลิวเฝยเสนอความคิดเห็นจนจบและได้รับการยอมรับและชื่นชมอย่างสูงจากฉินเหยาแล้ว อวิ๋นเหนียงก็นำแบบร่างสดๆ ร้อนๆ สองแผ่นกลับมา
ในยุคนี้ ช่างไม้อาจจะเขียนหนังสือไม่เป็น แต่ต้องเป็นยอดฝีมือด้านการวาดภาพอย่างแน่นอน!
กล่องเครื่องใช้สตรีสีเขียวขาวที่ดูสดชื่นใบหนึ่งและกล่องเครื่องใช้สตรีสีน้ำตาลเทาดำที่มีสีอื่นปนอยู่อีกใบหนึ่ง ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนต่อหน้าทุกคนเมื่อกระดาษถูกคลี่ออก
ในตอนนี้อวิ๋นเหนียงอาจจะยังไม่รู้จักแนวคิดของผลิตภัณฑ์ที่เป็นชุด แต่ในใจของนางก็เริ่มมีความคิดเช่นนี้แล้ว นางได้ทำเครื่องหมาย “壹 (หนึ่ง)” เหมือนกันบนแบบร่างใหม่ทั้งสองแผ่นนี้และต่อท้ายด้วยชื่อของมัน
กล่องเครื่องใช้สตรีลงรักสีดำประดับมุกชุดแรกที่ส่งไปยังเมืองหลวง มีชื่อว่า 壹。黛 (หนึ่ง.ไต้)
ส่วนสองแบบในแบบร่างตอนนี้ มีชื่อว่า [壹。春 (หนึ่ง.ชุน)]、[壹。苍 (หนึ่ง.ชาง)]
ภายในห้องประชุม เหล่าผู้จัดการใหญ่ทั้งหลายมองดูกล่องเครื่องใช้สตรีสีใหม่สองแบบนี้ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง
“ข้าว่ามันสวยมากทีเดียว” ฉินเหยาเอ่ยขึ้นพลางถามทุกคนว่า “ทุกคนคิดว่าอย่างไร”
ทุกคนต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย ชื่นชมอวิ๋นเหนียงที่สามารถคิดการจับคู่สีเช่นนี้ออกมาได้
อวิ๋นเหนียงกล่าวอย่างถ่อมตนว่า “ต้องขอบคุณความคิดของหลิวเฝย ไม่อย่างนั้นข้าก็คงคิดเรื่องพวกนี้ไม่ออก”
หลิวเฝยรับคำชมอย่างไม่เขินอายพลางหัวเราะฮี่ๆ เอ่ยถึงความคิดของตนเองต่อไป อย่างไรเสียเขาก็แค่เสนอความคิดเห็นไป ส่วนจะรับไปพิจารณาหรือไม่ก็เป็นเรื่องของพี่สะใภ้สาม
“ข้าคิดว่าเรายังสามารถวาดนิทานลงไปแล้วทำเป็นหนังสือเล่มเล็กแนบไปกับกล่องเครื่องใช้สตรีแต่ละใบได้ด้วย”
ฉินเหยาประหลาดใจอีกครั้งแล้วมองไปยังอวิ๋นเหนียง
อวิ๋นเหนียงโบกมือ “ภาพในหนังสือข้าทำไม่ได้”
หลิวไป่หัวเราะแล้วพูดว่า “ในหมู่บ้านมีบัณฑิตไม่ใช่หรือ ให้พวกเขาลองทำดูดีหรือไม่ จะได้หาเงินค่าพู่กันและหมึกได้บ้าง”
ฉินเหยาพลันคิดขึ้นมาได้ ใช่แล้ว ต้องใช้ทรัพยากรในหมู่บ้านให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่!