ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2595 จักรพรรดิสงครามแห่งเผ่าเทพ
อ้านไม่เคลื่อนไหว เช่นนั้นจิ่วเยี่ยจึงต่อสู้แบบตัวต่อตัวกับยวน
ในตอนที่รอให้มู่เฉียนซีตื่นขึ้นมาอีกครั้ง นางก็ค้นพบว่าตนเองได้มาอยู่ที่เหวนรกชั้นที่หกแล้ว
นางกล่าวถามว่า “ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? จิ่วเยี่ยล่ะ?”
ฝูเซิงกล่าวตอบว่า “ชั้นที่เจ็ดได้พังทลายไปแล้ว และเพื่อความปลอดภัยของเจ้า ดังนั้นพวกข้าจึงได้พาเจ้านายมายังชั้นที่หกนี้ ส่วนท่านจิ่วเยี่ย ตอนนี้กำลังต่อสู้อยู่กับกิเลนแห่งนรก เพียงแต่ตอนนี้นายท่านตื่นขึ้นมาแล้ว เขาน่าจะหยุดมันในไม่ช้านี้แล้วล่ะ”
เมื่อบอกว่าจะหยุดมือเขาก็หยุดมันทันที จากนั้นจิ่วเยี่ยก็กลับมาหามู่เฉียนซีอย่างรวดเร็ว เสื้อผ้าของเขาในตอนนี้เลอะเทอะไปหมด ยวนเองก็เช่นเดียวกัน
มู่เฉียนซีกล่าวตอบว่า “จิ่วเยี่ย พวกเราต้องออกไปจากเหวนรก หลังจากนั้นจะได้เตรียมถอนคำสาปกัน”
จิ่วเยี่ยพยักหน้าพลางกล่าวว่า “ตกลง!”
ครั้งนี้ ยวนต้องการไปชมวิวทิวทัศน์ที่เหวนรกชั้นที่หนึ่งสักระยะ ส่วนชั้นที่เจ็ดที่ถูกทำลายไปนั้น เพียงไม่นานก็จะฟื้นฟูกลับมาได้ด้วยตนเองอย่างรวดเร็ว
เมื่อยวนมาถึงชั้นที่หนึ่ง มันก็ทำให้เหวนรกทั้งหมดมีความไม่เสถียรเกิดขึ้น เขากล่าวว่า “เจ้าตัวน้อย ข้ามาส่งเจ้าได้เพียงเท่านี้ หากต้องการแข็งแกร่งขึ้น หรือต้องการแข็งแกร่งมากกว่านี้ ก็ค่อยกลับมาหาข้าที่เหวนรกอีกครั้ง และหลังจากนี้ข้าน่าจะกลับไปจำศีลอยู่ที่มิติกิเลนต่อ”
แม้ว่าดีกิเลนจะฟื้นตัวกลับมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อมันเลยแม้แต่น้อย และมันก็จำเป็นที่จะต้องฟื้นพลังทั้งหมดกลับคืนมา
ทันทีที่พูดจบ ยวนก็เดินจากไปอย่างเรียบง่าย และหายตัวไปในพริบตา
แต่ยังมีอีกคนหนึ่งที่ยังคงอยู่ตรงนั้น นั่นก็คือเฮยอิ่ง เฮยอิ่งมองไปทางมู่เฉียนซีพลางกล่าวว่า “หากทำตามคำแนะนำของเจ้า ข้าเองก็ควรให้ตนเองจำศีลไปสักระยะหนึ่งเช่นกัน”
“มันจะดีมากจริง ๆ หากท่านคิดได้เช่นนั้น” สีหน้าของมู่เฉียนซีแสดงท่าทางที่ยินดีออกมา
“เช่นนั้นข้าขอทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้สักหน่อย จงยึดมั่นในการตัดสินใจของตนเอง และต้องเชื่อมั่นในตนเอง อย่าให้สิ่งใดมาส่งผลกระทบต่อตนเองได้”
หลังจากนั้นร่างเงาของเฮยอิ่งก็เปลี่ยนเป็นลูกบอลเพลิง แล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันที
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “แน่นอนว่าข้าย่อมเชื่อในสิ่งที่ตนเองตัดสินใจออกมาอยู่แล้ว”
“ซี พวกเราไปกันเถอะ!”
การออกจากเหวนรกครั้งนี้ เพราะพวกเขาได้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการแล้ว
ซึ่งไม่รู้ว่าการกลับมาคราวหน้า จะเป็นเมื่อไรกันแน่?
และพวกเขาก็ไม่เคยคิดมาก่อนเหมือนกัน ว่าหลังจากที่ออกไปจากเหวนรกแล้ว ไฟสงครามจะลุกขึ้นทั่วทั้งแดนนรกเช่นนี้
นี่ไม่ใช่ความขัดแย้งภายในแดนนรก แต่เป็นศัตรูที่แข็งแกร่งที่ไม่เคยปรากฏขึ้นในแดนนรกมาก่อนต่างหาก
เมื่อแดนนรกไม่มีจิ่วเยี่ยคอยควบคุมดูแล และจื่อโยวก็ไม่อยู่ ฉะนั้นจึงมีคนฉวยโอกาสเข้ามาในสถานการณ์เช่นนี้
คุกนรกทั้งเจ็ดถูกยึดครองได้อย่างรวดเร็ว เมืองเทพสังหารพบเจอกับการทำลายล้างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ซึ่งในเวลานี้ก็มีชายร่างสูงใหญ่กำลังยืนอยู่ที่จุดเหนือสุดของเมืองเทพสังหาร มุมปากของเขาแสยะยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย “ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยของข้า! ผู้สังหารเทพอย่างนั้นรึ ก็ทำได้เพียงซ่อนตัวอย่างไร้ศักดิ์ศรีอยู่ในเหวนรกเท่านั้น แล้วเอาอะไรมาสังหารเทพได้กัน”
“ท่านจักรพรรดิสงคราม นอกจากเมืองหนามโลหิตแล้ว ทั่วทุกพื้นที่ในแดนนรกแห่งนี้ล้วนถูกยึดมาได้แล้วขอรับ” ในเวลานี้ มีใครบางคนกล่าวรายงานขึ้นมา
จักรพรรดิสงครามกล่าวอย่างเกรี้ยวกราดว่า “เจ้าพวกไร้ประโยชน์ แค่เมืองเมืองเดียว คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเจ้าจะเสียเวลานานถึงเพียงนี้”
“เรียนท่านจักรพรรดิสงคราม เนื่องจากว่าเมืองหนามโลหิตมีพืชกลายพันธุ์มากมาย นอกจากนี้ยังมีพืชศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้ควบคุมดูแลอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนที่เชี่ยวชาญเรื่องลอบสังหารและเชี่ยวชาญเรื่องยาพิษอีกด้วย ซึ่งพวกเขาได้สร้างความลำบากให้พวกเรามากมาย ดังนั้นจึงเสียเวลานานไปสักหน่อย ท่านจักรพรรดิสงครามโปรดให้เวลาพวกข้าน้อยอีกสักหน่อยนะขอรับ”
“ก่อนที่ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยจะกลับมา ทั่วทั้งแดนนรกจะต้องเป็นของข้า! เมื่อถึงเวลานั้นค่อยรวบรวมพลังของพวกเราทั้งหมด แล้วจัดการกับฝ่าบาทจิ่วเยี่ย” จักรพรรดิสงครามกล่าวตอบ
“ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ!”
นี่เป็นการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนนรกของเผ่าเทพ ถึงสถานที่แห่งนี้จะถูกเทพเจ้าลืมเลือน แต่เป็นเพราะการมีอยู่ของหวงจิ่วเยี่ย จึงทำให้พวกเขานึกถึงมันอยู่ตลอดเวลา
ถึงจะล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนแต่พวกเขาก็ไม่คิดจะยอมแพ้ และยิ่งในสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้ว่าหวงจิ่วเยี่ยจะได้รับหอคอยนิรันดร์มาครอบครองแล้วนั้น ก็ยิ่งทำให้ไม่ว่าจะเป็นเผ่าเทพหรือเผ่าอื่น ๆ ต่างก็นั่งกันไม่ติดแล้วเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องยึดแดนนรกให้ได้ และทำให้เขากลายเป็นสุนัขไร้บ้าน เพื่อเอาชนะเขา จากนั้นค่อยยึดเอาหอคอยนิรันดร์กลับคืนมาอีกที
กำแพงเมืองของเมืองหนามโลหิตถูกปกป้องด้วยหนามแหลมคมที่แข็งแกร่ง และแม้ว่าพวกมันจะถูกผู้แข็งแกร่งทำลายนับครั้งไม่ถ้วน แต่พวกมันก็สาบานว่าจะปกป้องเมืองหนามโลหิตไปจนตายอยู่ดี
“ท่านเหลียน พวกเราคงทนได้อีกไม่นานแล้วขอรับ”
“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม จำเป็นจะต้องรอเจ้าเมืองของพวกเจ้ากลับมาให้ได้ ทนเอาไว้ก่อน!”
“ขอรับ!”
“ถึงตายก็จะต้องรอท่านเจ้าเมืองกลับมาให้ได้”
เมืองหนามโลหิต เป็นที่ตั้งของหอหมอปีศาจที่ใหญ่ที่สุดในแดนนรก พวกเขามียาลูกกลอนใช้อย่างต่อเนื่อง ขอเพียงยังมีลมหายใจ พวกเขาไม่มีทางยอมแพ้อย่างแน่นอน
ตอนนี้พวกของทานหลางสองสามคน ได้แอบเข้าไปยังค่ายกลของศัตรู และเริ่มทำการสังหารแม่ทัพของฝ่ายศัตรูทันที
ส่วนผู้แข็งแกร่งที่ขุดออกมาจากเรือนจำหลักต่าง ๆ ล้วนปกป้องเมืองหนามโลหิตด้วยเลือดเนื้อของพวกเขา
แต่สำหรับผู้ที่กล้ามารุกรานเมืองหนามโลหิต ไม่ว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งเพียงใดก็ตาม พวกเขาย่อมไม่มีทางยอมแพ้ และไม่มีทางพ่ายแพ้ไปอย่างง่ายดายแน่นอน
สถานที่แห่งนี้ คือที่ที่ท่านเจ้าเมืองให้คนไร้บ้านอย่างพวกเขาได้อยู่อาศัย
ทางด้านจื่อโยวก็ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว และเขาก็รู้สึกว่าสถานการณ์ของมันย่ำแย่เป็นอย่างมาก
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “เจ้าพวกนี้ช่างไม่รู้เวล่ำเวลาเลยจริง ๆ! หากมีความสามารถก็รอจนกว่าเยี่ยจะถอนคำสาปได้แล้วค่อยมาโจมตีแดนนรกสิ ไม่ใช่มาเอาเวลานี้”
มู่เฉียนซีกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“แดนนรกได้ถูกคนที่จักรพรรดิสงครามส่งมายึดครองเอาไว้หมดแล้ว นอกจากเมืองหนามโลหิต สถานการณ์ของแดนนรกในตอนนี้ถึงจุดที่ล่อแหลมมาก นี่เป็นเพียงคนของเผ่าเทพ เผ่าวิญญาณและเผ่าคำสาป ซึ่งไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีการเคลื่อนไหวอะไรอีกหรือไม่” จื่อโยวกล่าวด้วยท่าทางที่จริงจัง
แดนนรกตกอยู่ในอันตราย ซึ่งพวกเขาไม่สามารถหาสถานที่ที่ปลอดภัยในการถอนคำสาปได้เลย มีเพียงต้องตั้งรับและทำลายศัตรูก่อนเท่านั้น ถึงจะสามารถถอนคำสาปอย่างราบรื่นได้
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “จิ่วเยี่ย เจ้ากลับไปที่เหวนรกก่อน เรื่องของสงครามใหญ่นี้มอบให้เป็นหน้านที่ของข้ากับจื่อโยวเป็นคนจัดการเอง พวกเราจะต้องกำจัดคนที่เข้ามารุกรานแดนนรกทั้งหมดจนสะอาดได้อย่างแน่นอน”
“ไม่ได้!” จิ่วเยี่ยปฏิเสธข้อเสนอของมู่เฉียนซีในทันที
“คนที่มาคือจักรพรรดิสงคราม เขาจัดการได้ยากมาก! ข้าจำเป็นต้องจัดการด้วยตนเอง” จิ่วเยี่ยกล่าวอย่างเย็นชา
จื่อโยวเองก็รู้ว่าจักรพรรดิสงครามนั้นเก่งกาจเพียงใด อีกฝ่ายได้วางแผนการต่อสู้นี้เอาไว้แล้ว และแน่นอนว่าพวกเขาไม่มีทางเปิดโอกาสให้เยี่ยหลีกเลี่ยงการต่อสู้ได้อยู่แล้ว เว้นแต่ว่าเยี่ยจะละทิ้งแดนนรกแห่งนี้ไป
จิ่วเยี่ยมองไปทางมู่เฉียนซีพลางกล่าวว่า “ข้าสามารถจัดการศัตรูเหล่านี้ เพื่อคืนความสงบให้กับแดนนรกอีกครั้ง และจะไม่มีผู้ใดกล้ามารุกรานได้อีก เมื่อถึงเวลานั้นซีก็จะสามารถถอนคำสาปได้อย่างสบายใจแล้ว”
มู่เฉียนซีกุมมือของจิ่วเยี่ยเอาไว้แน่น และค้นพบว่าพลังที่อยู่ในร่างกายของจิ่วเยี่ยยังคงอยู่ในสภาพที่สงบชั่วคราว นางกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าจะต่อสู้กับศัตรุไปด้วยกันกับเจ้า”
“รีบไปที่เมืองหนามโลหิตกันก่อนเถอะ!” มู่เฉียนซีกล่าว
สถานที่แห่งอื่นได้ถูกกองกำลังของจักรพรรดิสงครามยึดครองเอาไว้หมดแล้ว เช่นนั้นพวกเขาจะต้องไปรักษาเมืองหนามโลหิตเอาไว้ให้ได้เสียก่อน หลังจากนั้นค่อยตั้งเมืองหนามโลหิตเป็นที่ตั้ง และค่อยเริ่มทำการโต้กลับศัตรูเหล่านั้น
ในตอนที่เมืองหนามโลหิตกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย และกำแพงเมืองกำลังจะพังทลายลง ก็ได้มีลำแสงสีฟ้าปรากฏขึ้นมากลางอากาศ หลังจากนั้นก็มีเสียงที่เย็นชาดังขึ้นมาว่า “เจ้าพวกเศษสวะเผ่าเทพ ฉวยโอกาสตอนที่เจ้าเมืองอย่างข้าไม่อยู่ บังอาจเข้ามารุกรานเมืองหนามโลหิตของข้าอย่างนั้นหรือ ช่างรนหาที่ตายนัก!”
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ก็ดูเหมือนว่าคนของเมืองหนามโลหิตทั้งหมดจะมองเห็นรุ่งอรุณก็มิปาน “เป็นเจ้าเมือง ท่านเจ้าเมืองกลับมาแล้ว!”
หนามสีแดงโลหิตปรากฏขึ้น และกวาดไปยังกองทัพของจักรพรรดิสงครามทันที
“กองทัพของเผ่าเทพแข็งแกร่งมากอย่างนั้นหรือ? ถึงพวกเจ้าจะมามากเท่าไร ข้าก็จะฆ่ามันเท่านั้น!”