ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2698 ขี่เทพมังกร
ครืนนน!
มีเสียงหนึ่งดังขึ้น และมู่เฉียนซีก็เปิดหีบนั้นทันที
เห็นได้ชัดว่าหีบนั้นมีขนาดใหญ่พอสามารถใส่คนทั้งคนลงไปได้ และผลปรากฏว่าภายในหีบนั้นมีตราสัญลักษณ์อยู่เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น
มู่เฉียนซีถือตราสัญลักษณ์ชิ้นนั้นเอาไว้ในมือ และภายในหัวสมองของนางมีข้อมูลบางอย่างเพิ่มขึ้นมา
นางเพียงแค่คิด ทันใดนั้นก็มีคนที่มีดวงตาว่างเปล่าหนึ่งร้อยคนปรากฏตัวขึ้นในมิติแห่งนี้
ถึงคนเหล่านี้จะเหมือนเปลือกที่ว่างเปล่าก็มิปาน แต่มู่เฉียนซีกลับสามารถสัมผัสได้ถึงพลังที่แข็งแกร่งบางอย่าง
คนเหล่านี้คือผู้แข็งแกร่งของแดนวิญญาณ พวกเขาเป็นคนที่ติดตามองค์จักรพรรดิกุ่ยจวินต่อสู้กับเทพมรณะ สุดท้ายก็ถูกย้อมไปด้วยพลังแห่งความตาย แม้แต่องค์จักรพรรดิกุ่ยจวินยังไม่สามารถช่วยพวกเขาได้ ในที่สุดพวกเขาก็ขอให้องค์จักรพรรดิกุ่ยจวินสร้างให้พวกเขากลายเป็นอาวุธในการต่อสู้
ทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่เพื่อที่จะปกป้องแดนวิญญาณต่อไป และหลังจากที่องค์จักรพรรดิกุ่ยจวินหายไป พวกเขาทั้งหมดก็หายไปอย่างสมบูรณ์เช่นกัน
นี่คือรางวัล!
องค์จักรพรรดิกุ่ยจวินได้มอบรางวัลให้กับคนที่มีคุณสมบัติผ่านการทดสอบขั้นแรกได้สำเร็จ และมู่เฉียนซีก็คือคนเดียวที่สามารถเดินมาถึงที่นี่และผ่านการทดสอบขั้นแรกของอาณาจักรลับได้
มีคนเช่นนี้อยู่ถึงหนึ่งร้อยคน และทุกคนต่างมีความสามารถที่ไม่ด้อยไปกว่าระดับราชันย์วิญญาณ ซึ่งเจ้าเมืองหลักแต่ละเมืองไม่มีพลังในการต่อสู้ที่แข็งแกร่งเช่นนี้แน่
องค์จักรพรรดิกุ่ยจวินได้มอบกองกำลังคุ้มกันกลุ่มนี้ให้นาง ซึ่งมันก็ทำให้นางสามารถก้าวเดินไปในแดนวิญญาณได้
และในเวลานี้ ก็ไม่รู้ว่าหนูสามหางแห่งความตายนั้นใช้วิธีอะไร ถึงสามารถควบคุมพลังแห่งชีวิตที่ทำให้ภายในร่างกายของมันต้องทุกข์ทรมานได้ และมันก็พุ่งทะยานออกมาราวกับสายฟ้าฟาดก็มิปาน
“เจ้ามนุษย์ เจ้าได้ยั่วโมโหข้าสำเร็จแล้ว ข้าจะฉีกเจ้าเป็นชิ้น ๆ เอง!” หนูขาวสามหางแห่งความตายกล่าว
หลังจากนั้นมู่เฉียนซีก็หยิบตราสัญลักษณ์ และออกคำสั่งกับพวกเขาว่า “จงฉีกมันเป็นชิ้น ๆ เสีย!”
ทันใดนั้น คนทั้งหนึ่งร้อยคนก็เริ่มเคลื่อนไหว!
และหนูขาวสามหางแห่งความตายในตอนนี้ก็ถูกทำให้ตกใจกลัวจนขนลุกขนชันไปหมด ซึ่งมันก็สัมผัสได้ถึงสถานการณ์ที่ไม่ดีบางอย่าง!
ต้องรีบหนี แต่ทว่าในชั้นที่เก้านี้ มันจะสามารถหนีไปไหนได้อีกล่ะ สุดท้ายแล้วมันก็ถูกหนึ่งในคนเหล่านั้นฉีกร่างจริง ๆ
มือของพวกเขาแข็งแกร่งมาก หลังจากนั้นมู่เฉียนซีก็เก็บผู้แข็งแกร่งทั้งร้อยคนนี้เข้าไปในตราสัญลักษณ์อีกครั้ง
ภายในตราสัญลักษณ์นี้นอกจากผู้คุ้มกันทั้งหนึ่งร้อยคนนี้แล้ว ก็ยังมีมุกภูตวิญญาณที่สะสมกองไว้เท่าภูเขาอีกด้วย
มันไม่ใช่มุกภูตวิญญาณธรรมดา แต่เป็นมุกภูตวิญญาณพิเศษที่หาได้ยากยิ่งต่างหาก
นางค่อนข้างที่จะสงสัยมากว่า ในสมัยขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินนั้น มุกภูตวิญญาณพิเศษได้ถูกองค์จักรพรรดิกุ่ยจวินเล่นเหมือนทรายเลยหรือไม่?
ส่วนเรื่องการไปยังอาณาจักรลับระดับสูง เพราะวิธีการไปของมันค่อนข้างประหลาด จนทำให้มุมปากของมู่เฉียนซีต้องกระตุกขึ้นมาเล็กน้อยเลยทีเดียว
แต่แม้ว่ามันจะแปลกประหลาดเพียงใด มู่เฉียนซีก็ยังต้องไปอยู่ดี
นางเดินเข้าไปข้างในหีบนั้น และปิดฝาของหีบใบนั้นลง ซึ่งเป็นการเอาตนเองเข้าไปขังไว้ในสถานที่ปิดแห่งนี้
ทันใดนั้น มู่เฉียนซีก็รู้สึกว่ามิติที่อยู่โดยรอบนั้นบิดเบี้ยวไป
รอหลังจากที่นางฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง นางก็ไม่ได้อยู่ในหอคอยลอยฟ้านั้นอีกแล้ว แต่มาปรากฏอยู่ในสถานที่ที่รกร้างแห่งนี้แทน
สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยพลังแห่งความตาย อย่างไรเสียมันก็เป็นถึงสถานที่ที่เก็บมรดกสืบทอดขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวิน
เขาคงไม่ต้องการให้มีพลังแห่งภูตวิญญาณสูงเสียดฟ้า หรือมีกลิ่นอายนานาชนิดจนคละคลุ้งไปหมดอย่างแน่นอน
มู่เฉียนซีบ่นพึมพำว่า “มิติแห่งนี้คงจะเป็นเหมือนกับสถานที่ที่อาเล็กและจิ่วเยี่ยเข้ามาสินะ! ลองเดินดูรอบ ๆ ก่อนก็แล้วกัน ลองดูว่าจะสามารถหาพวกเขาเจอหรือไม่?”
ในเวลานี้เอง ลำแสงสีฟ้าอ่อนก็สว่างวาบขึ้นมา ซึ่งก็คือมังกรวารีที่เดินออกมาจากภายในมิติพันธสัญญานั่นเอง
สถานที่แห่งนี้คือสถานที่ทดสอบระดับของอาณาจักรลับ ซึ่งความสามารถของมังกรวารีก็ได้รับการยกเว้นในสถานที่แห่งนี้
มังกรวารีกล่าวว่า “นายท่านค่อย ๆ หาเช่นนี้ มันลำบากเกินไป มังกรวารีพานายท่านไปตามหาเองดีกว่าขอรับ”
มังกรวารีคว้าตัวมู่เฉียนซีไว้ และนางก็ไปปรากฏตัวอยู่กลางอากาศภายในพริบตาเดียว หลังจากนั้นพวกเขาก็พุ่งทะยานไปในอากาศด้วยความเร็วที่รวดเร็วยิ่ง
มังกรวารีกล่าวว่า “มังกรวารีหาคนให้ได้ นายท่านบุกหอคอยมาเหนื่อยมากแล้ว พักผ่อนเถิดขอรับ หลังจากที่หาเจอแล้ว มังกรวารีจะแจ้งนายท่านเอง”
“ตกลง!” เพื่อที่จะไม่ให้มังกรวารีเป็นกังวลมากเกินไป มู่เฉียนซีจึงยอมพักผ่อนอย่างเชื่อฟัง
มังกรเทพสีฟ้าแหวกผ่านอากาศไปราวกับสายฟ้าฟาดก็มิปาน แต่เขากลับไม่ได้ทำให้คนที่อยู่บนหลังเขาสั่นสะเทือนเลยแม้แต่นิดเดียว
และในเวลาเดียวกันนั้น มู่อวู่ซวงก็กำลังมีข้อขัดแย้งกับคนอื่นเล็กน้อย
“โยวเยี่ยอวู่ซวง ส่งพืชศักดิ์สิทธิ์มาเดี๋ยวนี้! พืชศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้าค้นพบก่อนหน้านี้ยังไม่พออีกหรือ คิดไม่ถึงว่ายังคิดจะเอาไปอีก เจ้านี่ช่างโลภมากเสียจริง” โยวเยี่ยเสียกล่าวอย่างเย็นชา
มู่อวู่ซวงกล่าวว่า “แน่นอนว่ายิ่งมีพืชศักดิ์สิทธิ์เยอะมากเท่าไรยิ่งดี เจ้าไม่ชอบหรืออย่างไร”
การฟื้นฟูร่างกายของซีเอ๋อร์จำเป็นต้องใช้พืชศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเขาก็อยากจะหาพืชศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ทั่วทั้งโลกนี้มาให้ซีเอ๋อร์ได้ใช้
และตอนนี้เขาก็โชคดีที่ได้เจอมันในอาณาจักรลับขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินแห่งนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเขาไม่มีทางยอมยกมันให้ผู้ใดแน่นอน
โยวเยี่ยเสียกล่าวอย่างดุร้ายว่า “โยวเยี่ยอวู่ซวง ดูเหมือนว่าตอนนี้เจ้าจะไม่ตระหนักถึงสถานการณ์ของตนเองเลยอย่างนั้นสินะ! เสด็จพี่ซาง เสด็จพี่จี้ พวกเรามาแย่งพืชศักดิ์สิทธิ์ในมือของโยวเยี่ยอวู่ซวงกลับคืนมากันเถอะ”
มู่อวู่ซวงเองก็ถือว่าโชคไม่ดี ที่มาเจอกับเจ้าสามคนนี้พร้อมกันพอดี
ส่วนคนของเมืองอวู่ซวงที่เข้ามาในอาณาจักรลับต่างก็กระจัดกระจายกันออกไป ซึ่งคนที่อยู่ข้างกายเขาก็มีไม่มากนัก ฉะนั้นการเผชิญหน้ากับพวกเขาทั้งสามคนที่ร่วมมือกันจึงเป็นเรื่องที่อันตรายมาก
“ตกลง!” ทันใดนั้น บรรยากาศโดยรอบก็หนาวเหน็บขึ้นมาทันที
หากเผชิญหน้าตัวต่อตัว พวกเขาที่ยังไม่ได้เลื่อนขั้นไปถึงระดับราชันย์วิญญาณคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของโยวเยี่ยอวู่ซวงเป็นแน่ แต่หากพวกเขาทั้งสามคนร่วมมือกัน โยวเยี่ยอวู่ซวงจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
โอกาสที่หาได้ยากยิ่งเช่นนี้ พวกเขาจะต้องคว้าโอกาสนี้ให้ได้ พวกเขาจะต้องสั่งสอนบทเรียนให้โยวเยี่ยอวู่ซวง หรือไม่ก็ต้องทำลายเขาให้จงได้
ปัง ปัง ปัง!
และทันใดนั้นพวกเขาทั้งสองฝ่ายก็ปะทะกัน
ในตอนแรกมู่อวู่ซวงสามารถหลบหลีกการโจมตีของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อการโจมตีของพวกเขายิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ มันก็ทำให้มู่อวู่ซวงเริ่มที่จะต้านเอาไว้ไม่ไหวเช่นกัน
อีกฝ่ายมียอดฝีมือระดับราชันย์วิญญาณจำนวนมากกว่าเขามากนัก ส่วนด้านของเขา มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น
ในตอนที่เข้ามาในอาณาจักรลับ โยวเยี่ยเสียและพรรคพวกได้หารือกันเอาไว้แล้ว ว่าจะต้องร่วมมือกันจัดการโยวเยี่ยอวู่ซวง
อย่างไรเสียเรื่องมรดกสืบทอดขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินสำหรับพวกเขาแล้วก็เป็นเพียงแค่เรื่องเพ้อฝันเท่านั้น เรื่องการจัดการโยวเยี่ยอวู่ซวงที่เป็นปัญหาผู้นี้ต่างหาก ถึงจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
“ฝ่าบาทอวู่ซวง ตอนนี้สถานการณ์เลวร้ายมาก! ทางที่ดีพวกเรายอมแพ้เรื่องพืชศักดิ์สิทธิ์เถิด พวกข้าจะคุ้มกันท่านเอง ท่านรีบหนีเถิดขอรับ!” ลูกน้องของมู่อวู่ซวงกล่าว
พวกเขาทั้งสองมีความสัมพันธ์เป็นศัตรูกัน หากฝ่าบาทอวู่ซวงต้องไปตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกเขา
แม้ว่าจะไม่ตาย แต่จุดจบต้องเลวร้ายมากแน่นอน
แต่ทว่าพืชศักดิ์สิทธิ์นี้ มู่อวู่ซวงไม่มีทางยอมปล่อยมันไปจริง ๆ!
ในเวลานี้เอง ท้องฟ้าก็มืดลงอย่างฉับพลัน และสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ก็ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ผู้คนต่างผงะไปเล็กน้อย และทันทีที่เงยหน้ามอง นี่พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ภูตวิญญาณที่แข็งแกร่งอะไรอยู่กันแน่
การดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่อยู่กลางอากาศ เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยจริง ๆ
มันมีพลังศักดิ์สิทธิ์อันทรงพลัง อีกทั้งยังเต็มไปด้วยแรงกดดันอันไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเกรงว่าคนที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้คงไม่มีผู้ใดเป็นศัตรูกับมันได้แน่นอน
และในตอนนี้มังกรวารีก็ปลุกมู่เฉียนซีที่กำลังพักผ่อนให้ตื่นขึ้นมาแล้ว “นายท่าน หาเจอแล้วขอรับ! ตอนนี้เขาเจอปัญหาเล็กน้อย ต้องการให้มังกรวารีลงมือหรือไม่?”
ทันทีที่มู่เฉียนซีลืมตาดู นางก็ได้เห็นพวกของโยวเยี่ยเสีย กำลังล้อมโจมตีอาเล็กของนางอยู่
มู่เฉียนซีกล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “โยวเยี่ยเสีย พวกเจ้านี่เบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้วจริง ๆ สินะ คิดไม่ถึงเลยว่าจะกล้ามาจัดการอาเล็กของข้าพร้อมกันเช่นนี้”
โยวเยี่ยเสียและพรรคพวกจ้องมองไปยังสาวน้อยร่างสีม่วงที่ยืนอยู่บนหลังเทพมังกรสีฟ้าตัวนั้นด้วยสายตาที่ตกตะลึง พวกเขารู้สึกคุ้นเคยกับแม่สาวน้อยผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง หลังจากนั้นก็กล่าวอย่างประหลาดใจว่า “มู่เฉียนซี เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
ส่วนมู่อวู่ซวงนั้นนิ่งสงบกว่าพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด เขากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ซีเอ๋อร์ เจ้ามาแล้วหรือ!?”
ซีเอ๋อร์มาถึงที่นี่เร็วกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้มากนัก!
พวกเขาต่างไม่อยากเชื่อ เพราะการที่มู่เฉียนซีที่เดิมทีแล้วต้องอยู่ในการทดสอบขั้นแรกของอาณาจักรลับสามารถมาปรากฏตัวที่นี่ได้ มีเพียงแค่เหตุผลเดียวเท่านั้น แต่ทว่านี่มันไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน!
.
.