ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 107 เข้าสู่อ าเภอผิงหยาง
ดังนั้นโจวเหล่าปาจึงรับกระบี่ใหญ่คืนจากเฮ่อจือหร่าน หั่นเนื้อ
หมีสดออกเป็นชิ้น ๆ แล้วเลียนแบบวิธีของนาง ใช้เถาวัลย์มัดให้แน่น
เตรียมพกติดตัวขึ้นเขาไปด้วยกัน
เมื่อเห็นว่ายังเหลือเนื้ออีกมาก โจวเหล่าปาก็รู้สึกเสียดาย เขา
เสนออย่างเกรงใจว่า
“ข้าออกตามหาพวกเจ้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้
กินอะไรเลย ไม่สู้พวกเราย่างเนื้อหมีกินกันตรงนี้สักหน่อย ไว้กินอิ่ม
แล้วค่อยเดินทางออกจากหุบเขา”
ค าพูดของเขาไม่ได้โกหกแม้แต่น้อย หลังจากตกลงกับเผิงวั่งใน
กลางดึกว่าจะออกไปตามหาโม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่าน โจวเหล่าปาก็
ไม่รีรออีก เขาถือคบเพลิงออกตามหาเพียงล าพังไปตามทิศทางที่
พวกเขาหายไป
หลังจากนั้นก็พบศพของคนชุดด ามากมาย จนกระทั่งเขาตาม
มาถึงหน้าผา และสังเกตเห็นว่าที่นั่นมีรอยเท้าคนเหยียบย ่าไว้
มากมาย
หน้าผาตรงนั้นแทบจะเป็นจุดสิ้นสุดของภูเขาลูกนี้แล้ว เขาเดา
ว่าทั้งสองคนอาจจะตกลงไปจากตรงนี้
ดังนั้น เขาจึงรีบลงเขามาตอนกลางดึก กระทั่งเข้ามาในหุบเขา
แห่งนี้
ไม่ต้องให้โจวเหล่าปาพูดอะไรมาก เฮ่อจือหร่านก็รู้ว่าการที่อีก
ฝ่ายสามารถหาพวกเขาเจอในหุบเขานี้ได้ ต้องใช้เวลาไม่น้อย
แน่นอน
เดินทางมานานขนาดนั้น ถ้าเขาไม่รู้สึกหิวก็นับว่าแปลกมาก
แล้ว
“เอาล่ะ พวกเรามาย่างเนื้อหมีกันตรงนี้เลยเถอะ กินจนอิ่มแล้ว
ค่อยออกเดินทางต่อ”
เพื่อเป็นการดูแลชายหนุ่มทั้งสองที่ได้รับบาดเจ็บ เฮ่อจือหร่านจึง
อาสาจัดการก่อไฟท าที่ย่างเอง
นางใช้กิ่งไม้เสียบเนื้อหมีแล้วย่างบนกองไฟ
ในตอนนี้ โม่จิ่วเยี่ยรู้เรื่องพื้นที่มิติของเฮ่อจือหร่านเป็นอย่างดี
เขาจึงรู้ว่านางอาจจะหยิบเครื่องปรุงจากพื้นที่มิติออกมาตอนย่างเนื้อ
เพื่อไม่ให้โจวเหล่าปารู้สึกผิดสังเกต เขาจึงแกล้งชวนชายหนุ่ม
ไปสอบถามเรื่องครอบครัวที่ด้านข้าง
เฮ่อจือหร่านฉวยโอกาสนี้หยิบเครื่องปรุงที่กลิ่นไม่ฉุนมากนัก
จากพื้นที่มิติออกมาโรยบนเนื้อหมี
ไม่นานเนื้อหมีก็สุก ทั้งสามคนนั่งล้อมวงกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
จนอิ่มท้อง จากนั้นจึงออกเดินทางต่อ
โจวเหล่าปาเดินน าหน้า ส่วนเฮ่อจือหร่านช่วยพยุงโม่จิ่วเยี่ยเดิน
ตามหลังมา
เนื่องจากความเร็วในการเดินค่อนข้างช้า คนทั้งสามจึงออกมา
จากหุบเขาได้ในช่วงบ่าย
ภาพเบื้องหน้าคือสถานที่ที่คุ้นเคย นั่นคือจุดที่พวกเขาขึ้นภูเขา
เขาวัวนั่นเอง
โจวเหล่าปามองท้องฟ้าแล้วชี้ไปทางหนึ่งพลางกล่าวว่า “พวกเจ้า
ไปตามทางเส้นนี้เรื่อย ๆ ประมาณสองชั่วยามก็จะถึงอ าเภอผิงหยาง
แล้ว”
เฮ่อจือหร่านรู้ว่าถึงเวลาที่พวกนางต้องแยกทางกับเขาแล้ว เพื่อ
ให้โจวเหล่าปาสบายใจ นางจึงเอ่ยย ้าอีกครั้งว่า
“เจ้าหน้าที่โจววางใจเถอะ ข้ารับรองว่าจะไม่ตามหลังนานเกินไป
เรื่องพี่เผิงรบกวนท่านช่วยอธิบายให้เขาเข้าใจด้วย ส่วนครอบครัว
ของพวกเรา ท่านช่วยบอกพวกเขาว่าข้าและสามีปลอดภัยดี อีกไม่กี่
วันก็จะได้พบหน้ากันแล้ว”
โจวเหล่าปาพยักหน้า “วางใจเถอะ ข้าจะน าความไปบอกพวก
เขาให้ ระหว่างทางพวกเจ้าก็ระวังตัวด้วย”
ทั้งสามคนกล่าวลา จนกระทั่งมองไม่เห็นเงาร่างของโจวเหล่าปา
แล้ว เฮ่อจือหร่านจึงพาโม่จิ่วเยี่ยไปยังที่ลับตาคน ก่อนจะเข้าสู่พื้นที่
มิติไปด้วยกัน
หากก่อนหน้านี้ไม่มีโจวเหล่าปาอยู่ด้วย เฮ่อจือหร่านคงไม่มีวัน
ยอมให้โม่จิ่วเยี่ยเดินทางไกลเช่นนี้แน่
นางคาดว่าตอนนี้บาดแผลของเขาคงจะปริแตกแล้ว
สิ่งแรกที่นางต้องท าคือตรวจดูอาการบาดเจ็บของโม่จิ่วเยี่ยก่อน
เฮ่อจือหร่านหยิบเอาอุ้งตีนหมีและดีหมีที่ถือติดมือมาวางไว้ในที่
มองหาง่าย อย่างไรเสียภายในพื้นที่มิติก็มีระบบรักษาความสดอยู่แล้ว
นางจึงไม่กังวลว่าเนื้อหมีจะเน่าเสีย
ตอนนี้โม่จิ่วเยี่ยรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดจากบาดแผล จึงยอมให้
เฮ่อจือหร่านตรวจดูอาการแต่โดยดี
หลังจากตรวจดูอาการของโม่จิ่วเยี่ยเรียบร้อยแล้ว นางก็ถอน
หายใจออกมาอย่างโล่งอก
อาการของเขาดีกว่าที่เฮ่อจือหร่านคิดไว้มาก แผลจากคมดาบ
หลายแห่งแทบจะไม่เป็นปัญหา ยกเว้นบาดแผลตรงท้องซึ่งมีเลือดซึม
ออกมาเล็กน้อยเท่านั้น
โชคยังดีที่รอยเย็บไม่ได้ปริออก ดูเหมือนว่าเป็นเพราะเขาขยับ
ตัวมากเกินไป จนท าให้แผลเสียดสีกัน
เฮ่อจือหร่านช่วยท าแผลให้เขาใหม่ ก่อนจะพูดด้วยน ้าเสียง
จริงจังว่า
“ท่านพักอยู่ในพื้นที่มิตินี่ก่อนเถอะ ข้าจะรีบเดินทางไปคนเดียว
จะได้ไปถึงอ าเภอผิงหยางก่อนฟ้ามืด”
โม่จิ่วเยี่ยรู้ดีแก่ใจว่าตนเองในสภาพเช่นนี้ การติดตามนางไปก็มี
แต่จะเป็นภาระ เขาจึงไม่ได้คัดค้าน
“อืม เจ้าระวังตัวด้วย”
“อืม” เฮ่อจือหร่านขานรับ ก่อนจะหายวับออกไปจากพื้นที่มิติ
การเดินทางของนางราบรื่นดี ในที่สุดก็มาถึงอ าเภอผิงหยางก่อน
พระอาทิตย์ตกดินได้
แต่ที่นี่ช่างแตกต่างจากอ าเภออื่น ๆ ที่เฮ่อจือหร่านเคยไป เพราะ
ที่นี่ต้องเสียเงินค่าผ่านทาง…
ด้านข้างประตูเมืองมีโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่นักวางอยู่
บนโต๊ะมีกล่องไม้ตั้งเด่นเป็นสง่า
ชาวบ้านทุกคนที่เข้าเมืองต่างก็พากันโยนเหรียญลงไปในกล่อง
ไม้นั้น
ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเฮ่อจือหร่าน เมื่อพบเห็น
เหตุการณ์เช่นนี้ ส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นเพราะขุนนางของที่นี่โลภ
มาก จึงหาข้ออ้างไร้สาระมาขูดรีดชาวบ้าน
เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเดือดร้อนมาถึงตัว เฮ่อจือหร่านจึงท าตาม
ชาวบ้านคนอื่น ๆ โยนเหรียญห้าเหวินลงไปในกล่องไม้
เมื่อมองชาวบ้านจ่ายค่าผ่านทางเข้าเมืองไปแล้ว ทุกคนต่างก็มีสี
หน้าบ่งบอกถึงความทุกข์ระทมใจ
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่เต็มใจที่จะต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าตัวอ าเภอ
ในขณะที่นางก าลังคิดหาคนมาสอบถามให้แน่ชัด ก็พลันได้ยิน
เสียงคนโหวกเหวกโวยวาย
“หลีกไปให้พ้น! ม้าของข้าตกใจ ใครไม่อยากตายก็หลบไป”
เฮ่อจือหร่านรีบหลบไปข้างทาง แล้วจ้องมองไปยังต้นเสียง
นางเห็นชายหนุ่มแต่งกายราวกับคุณชายขี่ม้าตัวสูงใหญ่พุ่งชน
ไปทั่วท้องถนน
หลังจากม้าพุ่งชนร้านค้าข้างทางจนพังเสียหายไปหลายร้านมัน
ก็สงบลง และหยุดอยู่ข้างตัวเฮ่อจือหร่านพอดี
คุณชายผู้แสนเอาแต่ใจลงจากหลังม้าเดินมายืนอยู่ข้าง ๆ เฮ่อจื
อหร่าน
“หลีกไป เจ้าขวางทางข้า อยากตายหรืออย่างไร”
พูดจบ คุณชายคนนั้นก็ยกเท้าขึ้นหมายจะเตะเฮ่อจือหร่านให้
พ้น
แต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้น เขาก็เห็นใบหน้าของเฮ่อจือหร่าน
แม้นางจะสวมชุดผ้าเนื้อหยาบตัวเก่า แต่ก็ไม่อาจปิดบังความงาม
ของนางได้
คุณชายถึงกับตะลึงจนตาค้าง ขาที่ก าลังจะเตะคนยกค้างอยู่
กลางอากาศ
“แม่นางน้อย เจ้าเป็นลูกสาวบ้านไหนกัน เหตุใดจึงงดงามเช่นนี้”
เฮ่อจือหร่านรู้สึกขยะแขยงกับบุรุษประเภทนี้นัก
“ไสหัวไป ไม่ดูเงาหัวตัวเอง”
จากนั้นเฮ่อจือหร่านก็หมุนตัวคิดจะเดินจากไป
หากไม่ใช่เพราะไม่อยากหาเรื่องยุ่งยาก เวลาเจอคนแบบนี้ นาง
คงต้องซ้อมเขาให้หน าใจสักหน่อยก่อนจะไปแล้ว
คุณชายคนนั้นเป็นพวกไร้ยางอาย จะยอมปล่อยให้นางจากไป
ง่าย ๆ ได้อย่างไร
เฮ่อจือหร่านเพิ่งก้าวเท้าออกไปได้ก้าวเดียว คุณชายก็มาขวาง
หน้านางไว้
“โอ้โฮ…แม่นางช่างอารมณ์ร้อนแรงดีนัก ข้าชอบ”
เขาพูดพลางจะเข้ามาโอบไหล่นาง
เฮ่อจือหร่านโมโหจนหัวเสียทันทีเมื่อเจอคนไร้ยางอายแบบนี้
นางจึงคว้าแขนคุณชายคนนั้นไว้ แล้วใช้ท่าทุ่มข้ามไหล่อย่าง
งดงาม
“อ๊ากกก…”
ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนของคุณชาย ร่างทั้งร่างของเขาถูก
ทุ่มลงบนพื้นแข็ง เจ็บปวดจนใบหน้าบิดเบี้ยวสุดขีด
เขาฝืนทนเจ็บเพื่อชี้หน้าเฮ่อจือหร่านพลางด่าทอว่า “นางคนชั่ว!
เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร? เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าแค่ข้าเอ่ยพูดค าเดียว ก็
สามารถท าให้เจ้าหายไปจากโลกนี้ได้! กระทั่งครอบครัวของเจ้าก็จะ
ไม่มีใครรอดไปแน่!”