ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 224 กลายเป็นเรื่องเข้าใจผิด
โม่จิ่วเยี่ยกลับขวางเขาไว้
“ไม่ต้องเข้าไปแล้ว คนที่พวกท่านก าลังตามหาอยู่ในบ้านหลังนี้”
หม่าจวิ้นซานชะงักไปชั่วขณะ จากนั้นก็ถามอย่างงุนงง
“คุณชาย…คุณชาย นั่นมันโรคฝีดาษเชียวนะ…” ท าไมท่านถึงกล้า
อยู่ที่นี่อีก?
เฮ่อจือหร่านอธิบายว่า “เด็กสาวคนนั้นไม่ได้เป็นโรคฝีดาษ แต่
เป็นหมอที่โรงหมอวินิจฉัยผิดไปเอง”
หม่าจวิ้นซานตะลึงงัน ปากอ้าค้างด้วยไม่รู้จะพูดอะไร
ผ่านไปสักพัก เขาจึงถามว่า “ฮูหยินเก้า ท่านพูดจริงหรือขอรับ”
เฮ่อจือหร่านพยักหน้า “แน่นอน”
หม่าจวิ้นซานดีใจจนแทบจะกระโดด
“ข้าจะรีบกลับไปแจ้งข่าวดีนี้กับใต้เท้า”
พูดจบ หม่าจวิ้นซานก็ลากสหายที่ยังยืนงงอยู่วิ่งหายไปอย่าง
รวดเร็ว
หลังเห็นหม่าจวิ้นซานเช่นนี้แล้ว คงเดาได้ว่าโม่ชูหานก็คงก าลัง
วุ่นวายกับเรื่องนี้เช่นกัน
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านปรึกษากันสักครู่ พวกเขาตัดสินใจไป
ที่ว่าการอ าเภอ แล้วค่อยกลับบ้านพร้อมกับพี่แปด
ทั้งสองขับเกวียนมุ่งหน้าไปทางที่ว่าการอ าเภอ
ตลอดเส้นทางแทบจะไม่พบเห็นผู้คนเลย ทุกบ้านปิดประตูแน่น
หนา ราวกับว่าวันโลกาวินาศก าลังจะมาถึง
ล้อเกวียนเคลื่อนเร็วกว่าการเดินเท้า เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ย
มาถึงที่ว่าการอ าเภอ หม่าจวิ้นซานจึงยังมาไม่ถึง
ตอนนี้เมิ่งไห่หนิงก าลังปวดหัวอย่างหนัก ไม่ใช่ว่าเขาไม่มี
ความสามารถในการปกครองดูแล แต่เมื่อเจอกับโรคระบาดเช่นนี้
เขาก็คิดหาวิธีแก้ปัญหาที่สมบูรณ์แบบไม่ออกจริง ๆ
เพื่อป้องกันไม่ให้โรคฝีดาษแพร่กระจายไป เขาจึงต้องสั่งปิดเมือง
เพื่อไม่ให้โรคลุกลามไปเมืองอื่นอีก
ไม่เพียงเท่านั้น ทันทีที่ได้รับข่าว เขาก็สั่งคนไปแจ้งหน่วยงาน
ปกครอง เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ จ าเป็นต้องรายงานไปยังเบื้องบน
เจ้าหน้าที่ทั้งหมดถูกส่งออกไปท างาน ในที่ว่าการอ าเภอจึงเหลือ
แค่เมิ่งไห่หนิงคนเดียว
โม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านมาถึงที่นี่ พวกเขาจึงไม่จ าเป็นต้อง
รายงานตัว เดินเข้าไปได้โดยตรง
เมิ่งไห่หนิงเห็นพวกเขาแล้วรีบเข้าไปต้อนรับ
“พี่โม่จิ่ว พี่สะใภ้ ท าไมพวกท่านยังอยู่ในเมืองอีก”
เขาได้รับข่าวว่าเมืองถูกปิดแล้ว มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วง
เช้า
ตอนนี้ไม่อนุญาตให้ใครเข้าออกเมืองอวิ่น นั่นหมายความว่าทั้ง
คู่เข้าเมืองมาตั้งแต่เช้าตรู่ และตอนนี้ยังไม่ได้ออกไป
ทั้งสองรู้ว่าตอนนี้เมิ่งไห่หนิงก าลังวิตกกังวล เฮ่อจือหร่านจึงรีบ
อธิบายว่า “น้องชายเมิ่ง เรื่องที่มีคนในเมืองเป็นโรคฝีดาษนั้นเป็น
เรื่องเหลวไหลทั้งเพ”
“เหลวไหลหรือ? พี่สะใภ้หมายความว่าอย่างไร?” เมิ่งไห่หนิง
ได้รับข่าวมาจากคนของโรงหมอ เป็นไปไม่ได้ที่มันจะเป็นเรื่องโกหก
แต่ท าไมพี่สะใภ้ถึงพูดเช่นนี้
“ข้าได้ตรวจดูเด็กหญิงที่หมอผู้นั้นบอกว่าเป็นโรคฝีดาษแล้ว
นางไม่ได้เป็นฝีดาษ แต่เป็นโรคอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่าอีสุกอีใส
อีสุกอีใสมีลักษณะคล้ายกับฝีดาษหลายอย่าง ไม่แปลกใจที่หมอคน
นั้นจะวินิจฉัยผิดพลาด”
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งไห่หนิงก็ไม่สนใจจะถามว่าเฮ่อจือหร่าน
เข้าใจเรื่องการแพทย์หรือไม่ แค่ต ารับยารักษากาฬโรคที่นางเคยให้
เขามา ก็เพียงพอจะพิสูจน์ความสามารถของนางแล้ว
“ค าพูดของพี่สะใภ้เป็นความจริงหรือ”
เฮ่อจือหร่านพยักหน้าจริงจัง “แน่นอนว่าเป็นความจริง ข้าให้ยา
รักษาโรคกับเด็กผู้หญิงคนนั้นแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานร่างกายของนาง
ก็จะหายเป็นปกติ”
โม่จิ่วเยี่ยกังวลว่าเมิ่งไห่หนิงจะไม่เชื่อค าพูดของภรรยา จึงพูด
เสริมว่า “ทุกอย่างที่พี่สะใภ้ของเจ้าพูดล้วนเป็นความจริง นางเรียนรู้
วิชาแพทย์มาตั้งแต่เด็ก เรื่องนี้นางจะไม่มีทางวินิจฉัยผิดพลาด
แน่นอน”
ความจริงแล้วเมิ่งไห่หนิงไม่เคยสงสัยในค าพูดของเฮ่อจือหร่าน
ในใจของเขามีความเชื่อใจอย่างบอกไม่ถูกต่อคนสกุลโม่
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะสั่งยกเลิกปิดเมืองอวิ่นทันที”
ขณะที่ทุกคนก าลังพูดคุยกันอยู่นั้น หม่าจวิ้นซานก็พาเจ้าหน้าที่
คนหนึ่งวิ่งหอบกลับมา
หม่าจวิ้นซานเห็นว่าสามีภรรยาโม่จิ่วเยี่ยอยู่ที่นี่ด้วย เช่นนั้นคง
ไม่จ าเป็นต้องให้เขาอธิบายอะไรอีกแล้ว
เมิ่งไห่หนิงเห็นว่ามีคนกลับมา จึงรีบสั่งการว่า “หม่าจวิ้นซาน เจ้า
จงรีบควบม้าไปยังเมืองมณฑลโดยเร็ว บอกท่านเจ้าเมืองว่า เรื่อง
ฝีดาษระบาดในเมืองอวิ่นเป็นเพียงการวินิจฉัยผิดพลาด”
หวังว่ารายงานของท่านเจ้าเมืองจะยังไม่ถูกส่งออกไป มิฉะนั้น
จะต้องส่งคนไปตามกลับมาระหว่างทางแล้ว
หม่าจวิ้นซานเพิ่งจะรับค าสั่งได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็พา
หมอหลายคนที่มีสีหน้ากังวลเข้ามา
“ใต้เท้าขอรับ ท่านเจ้าเมืองส่งหมอหลายคนมาแล้วขอรับ”
เจ้าหน้าที่เอ่ยรายงาน
เมิ่งไห่หนิงเพียงมองหมอเหล่านั้นแวบเดียว ก็รู้ว่าพวกเขาถูก
บังคับให้มาอย่างแน่นอน
เมื่อพอโรคฝีดาษที่ติดต่อได้ง่ายและรักษาไม่ได้แบบนี้ การมาที่นี่
ก็เท่ากับเดินเข้าสู่ความตาย
ในประวัติศาสตร์เคยมีบันทึกไว้ว่า เคยมีเมืองหนึ่งที่มีโรคฝีดาษ
ระบาดอย่างรุนแรง แม้แต่ชาวบ้านที่ไม่ได้ป่วยก็ยังถูกกักขังจนตาย
อยู่ในเมืองนั้น
ดังนั้น พอได้ยินว่าเมืองอวิ่นก็มีโรคฝีดาษระบาดเช่นกัน เมิ่งไห่ห
นิงจึงเตรียมใจรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้แล้ว
ไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นเรื่องเข้าใจผิด
“ขอบคุณท่านหมอทุกท่านที่ล าบาก แต่อีกสักครู่ข้าจะให้คนส่ง
พวกท่านกลับไป”
ท่านหมอทั้งหลายต่างมึนงง พวกเขาเตรียมใจว่าจะต้องตายแล้ว
ก่อนมาเมืองอวิ่นพวกเขาถึงกับสั่งเสียเรื่องต่าง ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว
ด้วย
แต่ท่านนายอ าเภอพูดว่าอะไรกัน?
จะส่งพวกเขากลับไปหรือ?
“ใต้เท้า ท่านจะส่งพวกเรากลับไปจริง ๆ หรือ” หมอที่ดูอายุน้อย
กว่าถามอย่างไม่อยากเชื่อ
เมิ่งไห่หนิงพยักหน้า “ตอนนี้พวกเราได้ตรวจสอบแล้วว่าในเมือ
งอวิ่นไม่ได้มีการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษ”
พูดจบเขาก็สั่งการเจ้าหน้าที่ “ส่งท่านหมอเหล่านี้กลับไปเถอะ”
บรรดาหมอทั้งหลายต่างรู้สึกเหมือนตัวเองก าลังเห็นภาพหลอน
บางคนถึงกับแคะหูอย่างแรงเพื่อให้ตนเองแน่ใจ
ในที่สุดก็ยืนยันได้ว่ามันไม่ใช่ความฝัน
เจ้าหน้าที่ก็รู้สึกสงสัยเหมือนกัน แต่ค าสั่งของใต้เท้าพวกเขาไม่
อาจโต้แย้งได้ จึงเรียกเหล่าท่านหมอออกไป
เวลาเดียวกันนั้น ณ หน่วยงานปกครองของเมืองมณฑล
ชายในชุดหรูหราก าลังเดินไปมาอยู่ในห้องหนังสือ
เจ้าเมืองเฟิงก าลังพยายามเกลี้ยกล่อม “องค์ชายหนานรุ่ย เมือ
งอวิ่นอันตรายเกินไป ข้าขอให้ท่านโปรดทบทวนอีกครั้งเถอะขอรับ”
หนานรุ่ยโบกมือ “ใต้เท้าเฟิงไม่ต้องพูดอะไรมาก นี่คือแผ่นดิน
ของราชวงศ์ต้าซุ่นของเรา แม้ตอนนี้ข้าจะอยู่ในเมืองหลวง หากได้
ยินข่าวเช่นนี้ก็จะขอเสร็จพ่อมาช่วยเหลือที่นี่เช่นกัน ตอนนี้ข้าอยู่
ห่างจากเมืองอวิ่นเพียงเอื้อมมือ แล้วจะให้นั่งดูอยู่เฉย ๆ ได้อย่างไร”
เหงื่อเย็นผุดซึมทั่วศีรษะเจ้าเมืองเฟิงแล้ว
เขาเพิ่งมารับต าแหน่งที่นี่ก็เกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ขึ้น ซ ้าร้ายยัง
บังเอิญพบกับท่านอ๋องรุ่ยที่เพิ่งมาถึงพอดี
หากท่านอ๋องรุ่ยเกิดอันตรายขึ้นมา อย่าว่าแต่ต าแหน่งเลย แม้แต่
ชีวิตของเขาก็คงต้องชดใช้ไป
แต่ดูท่าทางของท่านอ๋องรุ่ยแน่วแน่เช่นนี้ เจ้าเมืองเฟิงคิดว่าคง
ห้ามไม่อยู่แล้ว
“ท่านอ๋อง เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ขอติดตามท่านไปเมืองอวิ่นด้วย
แล้วขอรับ”
“ไม่จ าเป็น ข้าจะไปคนเดียว”
สิ่งที่เขาจะไปท าในครั้งนี้ไม่อาจเปิดเผยได้ ยิ่งมีคนน้อยยิ่งดี จะ
พาเจ้าเมืองเฟิงไปด้วยได้อย่างไร?
เจ้าเมืองเฟิงได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก
เขาต้องรวบรวมความกล้ามากเพียงใดถึงพูดออกไปว่าจะ
ติดตามท่านอ๋องรุ่ยไป ตอนนี้ดีแล้ว อีกฝ่ายไม่ต้องการให้ตนไปด้วย
เช่นนั้นชีวิตของเขาก็ยังคงปลอดภัย…
หนานรุ่ยมองท้องฟ้า แล้วตะโกนออกไปด้านนอกว่า “เตรียมม้า!
ตามข้าไปเมืองอวิ่น”
การเดินทางไปซีเป่ยครั้งนี้ของเขา แต่เดิมไม่ใช่การเคลื่อนไหว
อย่างเปิดเผย หากไม่ใช่เพราะเมืองอวิ่นถูกปิดและไม่รู้ว่าเกิด
เหตุการณ์อะไรขึ้น หนานรุ่ยคงไม่มาปรากฏตัวที่หน่วยงานปกครอง
ของเมืองมณฑลแห่งนี้เลย