ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 265 ข้าคือโม่จิ่วเยี่ยตัวจริงแน่นอน
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 265 ข้าคือโม่จิ่วเยี่ยตัวจริงแน่นอน
“พวกเขา…พวกเขาเป็นใคร?”
มาถึงขั้นนี้ โม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านคิดว่าไม่จ าเป็นต้องปิดบัง
ตัวตนอีกต่อไป
โดยเฉพาะเฮ่อจือหร่าน ในใจนางรู้ดีที่สุดว่าการที่ตนเองใช้วิธีนี้
ปลุกองค์หญิงสี่ให้ฟื้นขึ้นมา ไม่เพียงไม่สามารถยืดเวลาให้นางได้ แต่
กลับเป็นการเร่งเวลาตายของนางให้เร็วขึ้น
ส่วนสาวใช้สองคนนั้น พวกนางต่างจงรักภักดีต่อองค์หญิงสี่ และ
จากสถานการณ์ขององค์หญิงสี่ในตอนนี้ ดูเหมือนว่านางกับรัช
ทายาทแห่งหนานเจียงจะไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกัน แม้ว่าองค์หญิงสี่จะ
สิ้นพระชนม์ไป สาวใช้ทั้งสองก็คงไม่ไปเข้าร่วมกับรัชทายาทหนาน
เจียงแล้ว
อีกทั้งพวกนางก็ไม่สามารถกลับไปที่ต้าซุ่นได้ จึงไม่ต้องกังวลว่า
เรื่องราวในวันนี้จะถูกเปิดเผยออกไป
คิดถึงตรงนี้ โม่จิ่วเยี่ยก็ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วพูดว่า “องค์
หญิงสี่ ข้าคือโม่จิ่วเยี่ย”
เมื่อได้ยินเสียงนี้ องค์หญิงสี่ก็พยายามเบิกตามองเขา ตามหา
ร่องรอยความคุ้นเคยบนใบหน้านั้น
ตอนนี้โม่จิ่วเยี่ยก าลังปลอมตัว ไม่ใช่รูปลักษณ์อย่างเดิม เขารู้ว่า
ดีว่าองค์หญิงสี่จะจ าเขาไม่ได้
เพื่อพิสูจน์ตัวตนของตัวเอง โม่จิ่วเยี่ยจึงพูดอีกครั้งว่า “องค์หญิง
สี่ยังจ าได้หรือไม่? ตอนที่คุ้มกันท่านมาส่งถึงชายแดนระหว่างต้าซุ่น
กับหนานเจียง ท่านให้ข้าแอบพาไปกราบไหว้หลุมศพบิดาและพี่ชาย
ของข้า ท่านยังบอกอีกว่า ถ้าไม่ให้ท่านไปไหว้ที่หลุมศพของบุรุษ
สกุลโม่ ท่านก็จะตายต่อหน้าข้า และจะไม่ยอมไปแต่งงานที่หนาน
เจียงเด็ดขาด”
“แค่ก…เจ้าคือโม่จิ่วเยี่ยจริง ๆ หรือ?” เรื่องในตอนนั้นมีแค่โม่จิ่ว
เยี่ยคนเดียวที่รู้ และก็เป็นโม่จิ่วเยี่ยเองที่ไปไหว้บรรพชนบนเขา
ด้วยกันกับนาง ไม่ผิดแน่ อีกทั้งเสียงนี้ก็เหมือนกับโม่จิ่วเยี่ยจริง ๆ
“ข้าแค่เปลี่ยนโฉมไปบ้างเพื่อความสะดวกในการท าภารกิจที่
หนานเจียง ข้าคือโม่จิ่วเยี่ยตัวจริงแน่นอน”
ยามนี้องค์หญิงสี่สามารถยืนยันตัวตนของโม่จิ่วเยี่ยได้แล้ว
นางพยายามใช้แขนทั้งสองข้างยันตัวลุกขึ้นนั่ง
เฮ่อจือหร่านเดินเข้ามาพูดว่า “องค์หญิงนอนพักไว้จะดีกว่า เก็บ
แรงเอาไว้”
จากสภาพขององค์หญิงสี่ตอนนี้ แค่ออกแรงเพียงเล็กน้อยก็
เท่ากับก าลังใช้ชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของตนเองจนหมดแล้ว
องค์หญิงสี่คงจะรู้สถานการณ์ของตัวเองดี ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่า
เฮ่อจือหร่านเป็นใคร แต่คนที่มากับโม่จิ่วเยี่ยต้องเป็นคนของเขาแน่
ดังนั้นนางจึงเชื่อฟังและไม่ขยับตัวอีก
เฮ่อจือหร่านถามว่า “องค์หญิงถูกคนวางยาพิษใช่หรือไม่?”
“เจ้า…เจ้ารู้ได้อย่างไร?” องค์หญิงสี่แสดงท่าทีประหลาดใจอย่าง
เห็นได้ชัด
นางถูกใครบางคนวางยาพิษกู่ แม้แต่หมอผีก็ยังมองไม่ออก
ดูเหมือนว่าชายผอมบางตรงหน้านี้ไม่ใช่ธรรมดา
เฮ่อจือหร่านกอดอกพลางกล่าว “องค์หญิงไม่ต้องสนใจว่าข้ารู้
ได้อย่างไร แค่บอกมาว่าใช่หรือไม่ใช่ก็พอ”
สายตาขององค์หญิงสี่ดูหลบ ๆ เลี่ยง ๆ เห็นชัดว่าไม่อยากตอบ
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่ง”
แม้องค์หญิงสี่จะพูดเช่นนั้น แต่เฮ่อจือหร่านก็มั่นใจในการตัดสิน
ของตัวเอง
เพียงแต่ ท าไมองค์หญิงสี่ถึงถูกวางยาหนอนพิษได้?
พิษกู่ในร่างกายของนางมีความเกี่ยวข้องกับปรมาจารย์ซือเหมิง
ที่พวกเขาก าลังตามหาหรือไม่?
จุดนี้เฮ่อจือหร่านรู้สึกว่าจ าเป็นต้องสอบถามให้กระจ่าง
นางมองไปที่หลานเอ๋อร์และสาวใช้อีกคน สาวใช้ทั้งสองคนก้ม
หน้าไม่กล้าสบตากับนาง แสดงว่าสาวใช้ทั้งสองคนนี้ก็รู้เรื่องด้วย
เช่นกัน
หากนางไม่สามารถหาค าตอบอะไรได้จากองค์หญิงสี่ นางเลือก
จะหาค าตอบจากสาวใช้สองคนนี้แทน
ในขณะที่เฮ่อจือหร่านก าลังครุ่นคิดอยู่นั้น หลานเอ๋อร์พลัน
คุกเข่าลงตรงหน้าเตียงขององค์หญิงสี่
“องค์หญิง ป่านนี้แล้วท่านยังมีอะไรต้องปิดบังอีก อีกอย่าง คนที่
อยู่ตรงหน้านี้ก็เป็นคนของสกุลโม่ ท่านท าเพื่อสกุลโม่ไปมากมาย ถึง
ตอนนี้ยังไม่ยอมพูดอะไรอีกหรือเจ้าคะ?”
“แค่ก ๆ ๆ…แค่ก ๆ…”
เมื่อองค์หญิงสี่เห็นสาวใช้คุกเข่าลงและพูดจาเช่นนั้น นางก็
อยากจะให้หญิงสาวหยุดพูด แต่พอนางจะอ้าปากก็ไอออกมาอย่าง
รุนแรง ท าให้ไม่สามารถพูดอะไรได้
โม่จิ่วเยี่ยไม่เข้าใจว่าท าไมหลานเอ๋อร์ถึงพูดเช่นนั้น
“องค์หญิงสี่ถูกวางยาพิษเกี่ยวอะไรกับสกุลโม่ของข้า?”
เฮ่อจือหร่านจ้องมองนายบ่าวคู่นี้เขม็ง อยากจะรู้ค าตอบเช่นกัน
นางกับโม่จิ่วเยี่ยคิดตรงกันว่า ไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ออกว่า องค์
หญิงที่เป็นธิดาของจักรพรรดินีถึงท าดีกับสกุลโม่มากมายขนาดนั้น
องค์หญิงสี่ยังคงไออยู่ แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ดวงตาของนางกลับ
ยังจ้องหลานเอ๋อร์ สื่อแววค าเตือนอย่างชัดเจน
แต่หลานเอ๋อร์ในตอนนี้ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว นางเข้าไปช่วยองค์
หญิงของนางให้หายใจสะดวกขึ้น พร้อมกับพูดว่า “องค์หญิง เวลานี้
ชีวิตของท่านก าลังจะหมด ยังมีอะไรที่พูดไม่ได้อีกหรือเจ้าคะ?”
ท่าทีของทั้งสองคนท าให้เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยงุนงงไปหมด
โม่จิ่วเยี่ยถามว่า “องค์หญิงสี่ ท าไมนางถึงบอกว่าท่านท าเพื่อข้า
กับสกุลโม่?”
องค์หญิงสี่เห็นโม่จิ่วเยี่ยถาม ในใจก็เริ่มลังเลเป็นอย่างมาก
นางไม่รู้ว่าควรจะพูดเรื่องนี้ออกไปดีหรือไม่
ขณะที่นางก าลังลังเลอยู่นั้น หลานเอ๋อร์ก็พูดขึ้นมาอีกครั้งด้วย
น ้าเสียงสั่นเครือ
“องค์หญิง การที่ครั้งนี้ท่านฟื้นขึ้นมาได้ เป็นเพราะความ
ช่วยเหลือของน้องชายคนนี้ ถ้าไม่มีเขา ท่านคงไม่มีทางฟื้นขึ้นมาได้
อีกแล้ว” นางไม่ได้สังเกตเลยว่าเฮ่อจือหร่านเป็นสตรี จึงคิดว่าเป็น
ผู้ติดตามที่โม่จิ่วเยี่ยพามาด้วย จึงได้เรียกแบบนั้น
แม้องค์หญิงสี่จะรู้ว่าตัวเองเหลือเวลาไม่มาก แต่ก็ไม่ได้ตระหนัก
ว่าร้ายแรงถึงขั้นนี้
นางจ้องมองเฮ่อจือหร่านแล้วถามว่า “ข้ายังมีชีวิตอยู่ได้อีกนาน
แค่ไหน?”
การบอกความจริงกับองค์หญิงสี่นั้นโหดร้ายมาก แต่เฮ่อจือห
ร่านก็เลือกที่จะพูดความจริง
“หากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็เหลืออีกประมาณหนึ่งชั่วยามขอรับ”
“อะไรนะ อีกหนึ่งชั่วยาม?” หลานเอ๋อร์เบิกตาโพลงด้วยความไม่
อยากเชื่อ ในความทรงจ าของนาง องค์หญิงไม่เคยมีชีวิตชีวาเช่นนี้
มาก่อน จะเหลือเวลาอีกเพียงชั่วยามเดียวได้อย่างไร
องค์หญิงสี่ก็เหมือนจะประหลาดใจเช่นกัน แต่เมื่อนึกถึงร่างกาย
ที่ทรุดโทรมของตัวเอง หากไม่ใช่เพราะมีความมุ่งมั่นในใจคอยค ้าจุน
อยู่ ก็คงจะสิ้นใจไปนานแล้ว ดังนั้นนางจึงยอมรับผลลัพธ์นี้ได้อย่าง
รวดเร็ว
“ในเมื่อมาถึงวาระสุดท้ายแล้ว ข้าก็ไม่คิดจะปิดบังอีก” นางมอง
ไปที่โม่จิ่วเยี่ย แล้วพูดต่อ “แต่เจ้าต้องสัญญากับข้าว่า แม้จะรู้เรื่องนี้
แล้ว ก็ห้ามไปช่วยเขาเด็ดขาด”
โม่จิ่วเยี่ยฟังแล้วสับสน เขาไม่รู้ว่า “เขา” ที่องค์หญิงสี่พูดถึงคือ
ใคร
“องค์หญิงสี่ต้องการจะบอกอะไรหรือ?”
องค์หญิงสี่มีสีหน้าจริงจัง “เจ้าต้องสัญญากับข้าก่อน”
โม่จิ่วเยี่ยก็เป็นคนดื้อรั้นเช่นกัน หากไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร แม้แต่
เผชิญหน้ากับคนที่ก าลังจะตาย เขาก็จะไม่ยอมประนีประนอม
โดยเฉพาะเมื่อครู่ที่หลานเอ๋อร์บอกว่าองค์หญิงสี่ได้ท าเรื่อง
มากมายเพื่อสกุลโม่
เขาที่นางพูดถึงคือใครกันแน่?
“พวกเราสกุลโม่มักจะค านึงถึงส่วนรวมเป็นส าคัญเสมอ ถ้าเป็น
เรื่องที่เป็นประโยชน์กับสกุลโม่ ข้าก็จะท าตามที่องค์หญิงสี่ขอ
แน่นอน แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่น ก็ขออภัยที่ข้าไม่สามารถตกลงได้”
องค์หญิงสี่เห็นโม่จิ่วเยี่ยมีท่าทีเด็ดเดี่ยวเช่นนี้จึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
หลานเอ๋อร์ที่อยู่ข้าง ๆ ทนดูไม่ไหวแล้ว นางเร่งเร้าว่า “องค์หญิง
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ชีวิตของท่านก็ก าลังจะหมด ยังมีอะไรให้ต้อง
กังวลอีกหรือเจ้าคะ?”
สาวใช้อีกคนหนึ่งก็คุกเข่าลงร้องไห้พลางกล่าวว่า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ
องค์หญิง ท่านบอกเขาไปเถอะ!”
เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยเห็นสถานการณ์นี้แล้วยิ่งมึนงง ในใจ
ถึงกับเกิดความสงสัยขึ้นมาเล็กน้อยว่า เขาที่องค์หญิงสี่พูดถึงนั้น จะ
เป็นบุรุษสกุลโม่ที่หายตัวไปหรือไม่?