ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 364 ถ้าไม่อยากตายก็หยุดซะ
ข้าวปั้นน้อยเหมือนจะเห็นถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ มัน
ไม่ได้ออดอ้อนหรือท าตัวน่ารักทันทีที่เห็นเจ้าของ แต่กลับพินิจมอง
สภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างละเอียด
ขณะเดียวกัน สัตว์เลี้ยงตัวน้อยก็ตอบรับเจ้าของด้วยเสียง “อือ
ๆ”
เฮ่อจือหร่านชี้ไปข้างหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าวปั้นน้อย เรียกพวก
สุนัขเหล่านั้นกลับมาเถอะ”
เหตุผลที่นางท าเช่นนี้ เพราะไม่ต้องการให้ยาสลบท าร้ายพวกมัน
แค่พวกสัตว์เลี้ยงตัวน้อยได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ก็ท าให้นาง
เจ็บปวดใจมากพอแล้ว หากพวกมันต้องถูกท าให้สลบอีก นางคงไม่
สามารถก้าวข้ามความรู้สึกผิดในใจได้
ข้าวปั้นน้อยเชื่อฟังมาก หลังจากส่งเสียงร้องแปลก ๆ ไปทางฝูง
สุนัข ก็เห็นพวกสุนัขเหล่านั้นวิ่งมาทางนางอย่างรวดเร็วราวกับหนี
สัตว์ร้ายหรือน ้าท่วมใหญ่
พร้อมกันนั้น เฮ่อจือหร่านก็ตะโกนบอกพี่เจ็ด “พี่เจ็ด ลงมือเลย!”
ทันทีที่นางพูดจบ พี่เจ็ดก็ปิดปากและจมูกของตัวเอง โปรยผงสี
ขาวใส่ชนเผ่าหมานอี๋ที่อยู่ตรงหน้า
พริบตานั้น ชนเผ่าหมานอี๋ที่ก าลังล้อมเข้ามาหาเขาก็ล้มลง
ทั้งหมด
โชคดีที่พี่แปดอยู่ห่างออกไปอีกหน่อย จึงไม่ได้รับผลกระทบไป
ด้วย
พี่เจ็ดเคยพลาดท่าเพราะยาสลบในสนามรบ จึงกลายเป็นหุ่นเชิด
ของปรมาจารย์ซือเหมิงไป
บัดนี้เมื่อเขาเห็นผงสีขาวที่คล้ายคลึงกัน ก็เกิดปฏิกิริยา
ตอบสนองให้อยากหลบหนี แต่แม้จะบีบจมูกปิดปากไว้ เขาก็ยังได้
กลิ่นยาสลบอยู่บ้าง และพาให้รู้สึกมึนงงเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่ายาสลบที่น้องสะใภ้เก้าให้มานั้น ร้ายกาจยิ่งกว่าของ
ปรมาจารย์ซือเหมิงเสียอีก
เขาไม่มีเวลาคิดอะไรมาก เพราะโม่ชูหานยังคงวุ่นวายอยู่กับพวก
เผ่าหมานอี๋
พี่เจ็ดก ายาสลบแน่นแล้ววิ่งไปทางนั้น
โม่ชูหานก าลังต่อสู้กับชนเผ่าหมานอี๋อยู่ เขาเห็นการเคลื่อนไหว
ของพี่เจ็ดจากหางตา
ไม่รู้ว่าพี่เจ็ดใช้วิธีอะไรถึงท าให้พวกชนเผ่าหมานอี๋ล้มลงทันที่
แต่ตอนนี้พี่เจ็ดก าลังรีบมาช่วยเขา ท าให้โม่ชูหานรู้สึกฮึกเหิมขึ้น
มาแล้ว
พี่เจ็ดมาอยู่ข้างกายเขา แล้วเตือนเบา ๆ ว่า “น้องแปด ปิดปาก
ปิดจมูกเอาไว้!”
แม้ว่าโม่ชูหานจะเป็นคนใจร้อนอยู่บ้าง แต่ก็มีปฏิกิริยารวดเร็ว
มาก
เมื่อได้ยินค าเตือนของพี่เจ็ด เขาก็รีบหลอกล่อศัตรูสองสาม
กระบวนท่าแล้วกระโดดออกนอกวงต่อสู้ จากนั้นก็ปิดปากและจมูก
ทันที่
พี่เจ็ดใช้วิธีเดียวกัน เขาโปรยยาสลบออกไป ชนเผ่าหมานอี๋ที่
เมื่อครู่ยังตั้งใจจะไล่ล่าโม่ชูหานพลันล้มลงกับพื้น นอนนิ่งไม่ไหวติง
เขาโปรยผงพิษออกไปสองครั้ง ท าให้ชนเผ่าหมานอี๋ล้มลงไปได้
ส าเร็จตั้งเกือบครึ่ง รวมกับคนที่เขากับน้องแปดเพิ่งจัดการไป ตอนนี้
คนที่ยังยืนอยู่ได้มีเพียงไม่กี่สิบคน
คนไม่กี่สิบคนที่เหลืออยู่เห็นพวกพ้องล้มลงมากมายเช่นนั้น ก็
สูญเสียก าลังใจในการต่อสู้ บางคนถึงกับถอยร่นไปแล้ว
ชาวบ้านซึ่งเดิมทีเตรียมใจสละชีพกันไว้แล้ว ไม่คิดว่าพวกชน
เผ่าหมานอี๋ที่บุกมารวดเร็วดุจสายน ้าหลากจะล้มลงในชั่วพริบตา
ในขณะที่ชาวบ้านเหล่านั้นยังคงตกตะลึง สองพี่น้องสกุลโม่ก็ถือ
อาวุธรุดไล่ตามไปข้างหน้า
พี่แปดถึงกับโกรธจัดพูดว่า “เจ้าพวกคนชั่ว คิดว่าที่นี่เป็นที่ที่จะ
มาก็มา จะไปก็ไปหรือ?”
พี่เจ็ดก็ไม่คิดจะปล่อยพวกชนเผ่าหมานอี๋ไปง่าย ๆ เช่นกัน
“ถ้าไม่อยากตายก็หยุดซะ!”
พร้อมกับเสียงที่ดังขึ้น พวกชนเผ่าหมานอี๋ที่วิ่งช้าก็ถูกพี่น้อง
สกุลโม่จัดการ
คนที่วิ่งอยู่ข้างหน้าเห็นภาพนั้น แข้งขาก็พลันอ่อนยวบเพราะ
ความกลัว
แม้ไม่ต้องให้พี่น้องสกุลโม่ลงมือ พวกคนที่ขี้ขลาดก็ล้มพับไปเอง
แล้ว
คนจากชนเผ่าหมานอี๋สบตากันอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็มีคน
ตะโกนใส่สองพี่น้อง “พวกท่านเมตตาด้วยเถอะ พวกข้าก็จ าใจต้อง
ท าเช่นนี้…”
เมื่อเห็นสหายวิงวอนขอชีวิตแล้ว คนจากชนเผ่าหมานอี๋ก็ไม่มี
ความคิดอื่นใดอีก พวกเขาหันกลับมาคุกเข่าลงตรงหน้าพี่น้องสกุล
โม่
พี่เจ็ดกับพี่แปดหยุดมือพร้อมกัน ก่อนจะมองคนเหล่านั้น
บรรยากาศอันน่าเกรงขามที่ติดตัวมาแต่ก าเนิดของบุรุษสกุลโม่
ท าให้พวกคนจากชนเผ่าหมานอี๋ตัวสั่นเทา
พี่เจ็ดเห็นว่าคนพวกนี้ถูกพวกเขาพี่น้องขู่จนตกใจกลัวแล้ว จึง
เอ่ยปากถามว่า “จงบอกมา พวกเจ้าเป็นใครกันแน่?”
เมื่อเขาถามจบ ชายชนเผ่าหมานอี๋คนหนึ่งก็ตอบอย่างหวาดกลัว
ว่า “พวกข้า…พวกข้าล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดาของเผ่าหมานอี๋
ตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิจนถึงตอนนี้ พื้นที่ของพวกข้าก็ไม่มีฝนตก
แม้แต่หยดเดียว ต้นไม้ใบหญ้าบนภูเขาก็แห้งเหี่ยวไปหมดแล้ว พวก
ข้าหมดหนทาง จึงต้องมาที่ต้าซุ่นเพื่อหาทางเอาชีวิตรอด”
คนอื่นเห็นดังนั้นก็พากันพูดเสริมว่า “ใช่แล้ว พวกข้าไม่มีทาง
รอดจริง ๆ ถึงได้มาล่วงเกินพวกท่าน”
ค าพูดนี้ของพวกเขา พี่เจ็ดไม่ได้เชื่อทั้งหมด
เมื่อครู่ตอนต่อสู้ เขารู้สึกได้ว่าคนพวกนี้ไม่มีวรยุทธ์อะไรติดตัว
อย่างมากก็แค่ใช้แรงกายเข้าต่อสู้เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น อาวุธที่พวกเขาใช้ก็มีเพียงไม่กี่คนที่ถือดาบใหญ่
และเหมือนจะเป็นดาบที่ไม่ได้ใช้มานานจนขึ้นสนิม
จากจุดนี้เขาวิเคราะห์ว่า กองทัพปกติไม่มีทางที่จะใช้อาวุธแบบนี้
ส่วนอาวุธในมือคนที่เหลือก็ยิ่งน่าขัน สิ่งที่พวกเขาถืออยู่ในมือ
นอกจากจอบที่เหมือนกับชาวบ้านหมู่บ้านซีหลิ่งแล้ว ยังมีบางคนใช้
แส้ม้าสู้ด้วย
นี่เพียงพอจะพิสูจน์ได้ว่าพวกชนเผ่าหมานอี๋เหล่านี้ไม่ใช่กองทัพ
ปกติ แต่มีความเป็นไปได้ว่าเป็นชาวบ้านธรรมดา
แต่เขาเห็นชัดเจนว่ามีคนก าลังโบกธงสั่งการอยู่ด้านหลัง ด้วย
เหตุนี้ พวกชนเผ่าหมานอี๋เหล่านี้จึงไม่เสียรูปแบบขบวน
และไม่รู้ว่าเหตุใดคนที่ชูธงสั่งการจึงล้มลงไปกะทันหัน
เขาถามอีกครั้ง “ข้าต้องการรู้ว่าใครเป็นคนจัดการให้พวกเจ้ามา
ปล้นสะดมที่ต้าซุ่น?”
ชนเผ่าหมานอี๋หลายสิบคนมองหน้ากันไปมา เหมือนค าถามนี้จะ
ตอบยาก
โม่ชูหานเห็นพวกเขาไม่ตอบเสียที่ ดวงตาด าขลับจึงเข้มขึ้น เอ่ย
เสียงเย็นว่า “ในเมื่อพวกเจ้าไม่รู้ ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว”
ว่าแล้วเขาก็มองไปทางพี่เจ็ดที่อยู่ข้างกาย
“เจ็ดพี่ ลงมือได้หรือยัง?”
เจ็ดพี่พยักหน้าอย่างเย็นชา “อืม ลงมือได้เลย”
ชนเผ่าหมานอี๋เห็นสองพี่น้องยกอาวุธขึ้นมาอีกครั้ง จึงชี้ไป
ทางด้านหลังและตะโกนดัง ๆ ว่า “เป็นคนที่ถือธงคนนั้น เขาบอกว่า
ถ้าพวกข้าฟังค าสั่งของเขา จะต้องได้อาหารของชาวต้าซุ่นแน่นอน”
ที่จริงแล้ว ค าถามของเจ็ดพี่ก็เป็นเพียงการอยากรู้ตัวตนของคน
ที่ถือธง “ผู้นั้นเป็นใครกัน?”
ชนเผ่าหมานอี๋สั่นศีรษะอย่างแรง
“พวกข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่อย่างไรเสียเขาก็มีความสามารถ
มาก ใช้เวลาสิบวันสอนพวกข้าให้ดูการสั่งการของเขา บอกว่าวิธีนี้
รับประกันได้ว่าพวกข้าจะน าเสบียงจากราชวงศ์ต้าซุ่นกลับไปได้”
พี่น้องสกุลโม่ได้ฟังค าพูดของพวกเขาแล้ว ต่างก็จมอยู่ในห้วง
ความคิด
ชนเผ่าหมานอี๋เห็นพวกเขาไม่มีท่าทีใด ๆ จึงมีคนก้าวออกมาพูด
อีกว่า “ในวันนั้นข้าแอบได้ยินการสนทนาระหว่างเขากับคนผู้หนึ่ง”
“พวกเขาคุยเรื่องอะไร?” พี่เจ็ดถามต่อ
“เขาบอกกับคนผู้นั้นว่าจะฉวยโอกาสตอนที่พาพวกข้ามา
ปล้นสะดมที่ต้าซุ่น เพื่อสืบดูความเป็นไปของคนสกุลโม่”
“หลังจากนั้นเล่า?” โม่ชูหานถามต่อ
ชายชนเผ่าหมานอี๋ตอบ “ค าพูดของพวกเขาคลุมเครือนัก ต่อมา
เหมือนพวกเขาจะพูดว่า ที่อยู่ของสกุลโม่อยู่ใกล้ชายแดนตะวันตก
เกินไป ตราบใดที่พวกเขาไม่มายุ่ง ก็ยังมีโอกาสชนะอะไรแบบนั้น”
เขามองสีหน้าของสองพี่น้องสกุลโม่ที่ยังคงไม่สู้ดี แล้วรีบกล่าว
เสริมว่า “ข้ารู้เพียงเท่านี้ บอกพวกท่านไปหมดแล้ว”
แม้ว่าเรื่องราวที่ชายชนเผ่าหมานอี๋เล่ามานั้นจะไม่ค่อยสมบูรณ์
นัก แต่ในฐานะอดีตขุนพลของราชวงศ์ สองพี่น้องสกุลโม่ก็ยัง
สามารถวิเคราะห์ได้บ้างพอสมควร
ชนเผ่าหมานอี๋มักจะก่อกวนชายแดนตะวันตกของต้าซุ่นอยู่
บ่อยครั้ง และชายแดนตะวันตกก็อยู่ไม่ไกลจากเมืองอวิ่นเท่าไร