ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 367 นึกอะไรเกี่ยวกับมันได้บ้างหรือไม่
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 367 นึกอะไรเกี่ยวกับมันได้บ้างหรือไม่
แม้จะเป็นเช่นนั้น เหล่าคนงานก็ไม่ได้จากไป ภายใต้การน าของ
พี่เจ็ด พวกเขาร่วมกับคนหมู่บ้านซีหลิ่งก็น าศพของชนเผ่าหมานอี๋ที่
ตายไปกองรวมกันไว้ที่ด้านข้าง
โม่ชูหานให้ความส าคัญมากกับชายผู้ที่ถูกเฮ่อจือหร่านยิงด้วย
ธนูจนตาย
เพราะตัวตนของเขาน่าสงสัย หากสามารถค้นพบเบาะแส
บางอย่างจากตัวเขาได้ก็คงจะดี
พี่เจ็ดคุ้นเคยกับการค้นหา สมัยที่ยังท าศึก เมื่อจับขุนพลฝ่าย
ตรงข้ามได้ก็จะท าเช่นนี้เหมือนกัน เขาเริ่มค้นตัวคนสั่งการชนเผ่า
หมานอี๋อย่างละเอียด
นอกจากเหรียญที่ดูพิเศษอยู่เหรียญหนึ่งแล้ว ยังมีขวดกระเบื้อง
เล็ก ๆ ที่เหมือนจะใส่หนอนกู่อยู่ด้วย
พี่เจ็ดไม่กล้าแตะต้องขวดเล็กใบนั้น เขากลัวว่าจะท าอะไร
ผิดพลาดแล้วก่อเรื่องวุ่นวายอีก จึงตัดสินใจรอให้น้องสะใภ้เก้ามาดู
เขาเก็บขวดนั้นไว้อย่างดี แล้วหยิบเหรียญขึ้นมาพิจารณาอย่าง
ละเอียด
รู้สึกว่าเคยเห็นเหรียญนี้ที่ไหนมาก่อน แต่เขากลับนึกไม่ออก
ขณะก าลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีคนสองคนปรากฏตัวขึ้น
ตรงหน้าเขา
คนที่มาคือโม่ชูหานกับเมิ่งไห่หนิง
โม่ชูหานรู้ว่าสถานการณ์เร่งด่วน เขาเข้าเมืองโดยไม่ได้ขี่ม้า แต่
ใช้วิชาตัวเบาทะยานไป
ขากลับก็เช่นกัน เมิ่งไห่หนิงเองก็มีวรยุทธ์ พวกเขาต่างรู้ดีว่าวิชา
ตัวเบาของตนเร็วกว่าการขี่ม้ามากนัก จึงใช้วิชาตัวเบารีบกลับมา
พร้อมกัน
ส่วนพวกเจ้าหน้าที่ต่างถูกทิ้งห่างไว้ข้างหลังแล้ว
พี่เจ็ดเห็นสองคนมาถึงก็รีบน าสิ่งที่ท าให้เขาปวดหัวมานาน
ออกมาให้ดูทันที่ “พวกเจ้ามาได้จังหวะพอดี รีบมาดูเหรียญนี้สิ นึก
อะไรเกี่ยวกับมันได้บ้างหรือไม่?”
โม่ชูหานมองเหรียญแล้วขมวดคิ้วเช่นกัน
“พี่เจ็ด นี่คืออะไรหรือ?”
พี่เจ็ดพยักหน้าไปทางศพที่นอนอยู่บนพื้น “ข้าค้นเจอจากตัว
เขา”
โม่ชูหานรับเหรียญมาพลิกดู แล้วส่งคืนให้พี่เจ็ด “ข้าไม่เคยเห็น
สิ่งนี้มาก่อน”
เมิ่งไห่หนิงก็หันมองมัน และไม่รู้จักเหมือนกัน
แม้จะไม่รู้จัก แต่เขากลับสังเกตได้ละเอียดกว่าพี่น้องสกุลโม่
“พี่เจ็ด พี่แปด พวกท่านดูสิ ลวดลายบนเหรียญนี้ดูแปลก ๆ ดู
คล้ายกับใบของดอกล าโพงเลย”
หลังจากเมิ่งไห่หนิงกล่าวเช่นนี้ สองพี่น้องก็สังเกตเห็นเช่นกัน
“จะว่าไป ลวดลายนี้ก็คล้ายกับใบของดอกล าโพงจริง ๆ ” พี่เจ็ด
กล่าว
ทันใดนั้นทั้งสามคนก็มองหน้ากัน ราวกับว่าคาดเดาอะไร
บางอย่างได้
“ดอกล าโพงเป็นดอกไม้ของหนานเจียง หรือว่าเหตุการณ์ครั้งนี้
จะเกี่ยวข้องกับหนานเจียง?” พี่เจ็ดอดสงสัยไม่ได้
นี่ก็เป็นสิ่งที่เมิ่งไห่หนิงกับพี่แปดคาดเดาอยู่ในใจเช่นกัน
“ข้าคิดว่ามีโอกาสที่เรื่องนี้จะเป็นฝีมือของคนหนานเจียง”
น ้าเสียงของโม่ชูหานฟังดูไม่สู้ดีนัก
เมิ่งไห่หนิงไม่ได้ตัดสินรวดเร็วเช่นนั้น เขามองชนเผ่าหมานอี๋ที่
ไม่ได้ถูกท าให้สลบ แล้วเดินเข้าไปหา
“ข้าจะถามพวกเจ้า คนที่สั่งการพูดด้วยส าเนียงท้องถิ่นของพวก
เจ้าหรือไม่?”
เมิ่งไห่หนิงมาในชุดขุนนาง นับแต่โบราณมาชาวบ้านก็ล้วนกลัว
เกรงขุนนางทั้งนั้น ชนเผ่าหมานอี๋ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น โดยเฉพาะเมื่อ
พวกเขามาก่อเรื่องปล้นชาวต้าซุ่นถึงที่ ในใจจึงยิ่งกลัวจนแทบเสียสติ
ดังนั้น พอเมิ่งไห่หนิงถาม พวกเขาจึงแย่งกันตอบ โดยหวังว่า
ตนเองจะได้รับโอกาสลบล้างความผิดด้วยการท าความดี
“ใต้เท้าขอรับ ข้ารู้ขอรับ”
“ใต้เท้า คนผู้นั้นพูดจาแตกต่างจากพวกข้าจริง ๆ เขาไม่ใช่คน
เผ่าหมานอี๋อย่างแน่นอน”
“ใต้เท้า ส าเนียงของเขาฟังคล้ายกับหนานเจียง ข้าเคยไปหนาน
เจียงเมื่อไม่กี่ปีก่อน ข้าสามารถแยกแยะได้อย่างแม่นย าขอรับ”
“ใต้เท้า…”
ตอนนี้พี่น้องสกุลโม่กับเมิ่งไห่หนิงยังจะไม่เข้าใจอะไรได้อีก
จากค าพูดของชนเผ่าหมานอี๋และเหรียญนี้ เมื่อวิเคราะห์รวมกัน
แล้ว คนบัญชาการคนนี้คงถูกส่งมาจากหนานเจียงแน่นอน
“เป็นไปได้หรือไม่ว่าหนานเจียงกับชนเผ่าหมานอี๋จะร่วมมือกัน
วางแผนท าสงครามกับต้าซุ่น?” โม่ชูหานพูดการคาดเดาในใจของ
ตนเอง
พี่เจ็ดลูบคางพลางขมวดคิ้วกล่าว “ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้”
แม้ว่าสกุลโม่จะถูกเนรเทศ จนเกลียดชังจักรพรรดิซุ่นอู่ เกลียด
ชังราชส านัก แต่ความรักชาติบ้านเมืองที่ฝังรากลึกของพวกเขาไม่
อาจหายไปได้ง่าย ๆ
เมื่อได้ยินว่ามีศัตรูจากภายนอกจะโจมตีต้าซุ่น สัญชาตญาณก็
ท าให้พวกเขาเกิดความรู้สึกอยากต่อสู้ขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม ไม่นานพวกเขาก็ตระหนักถึงสถานะของตนเองใน
ปัจจุบันได้
พี่เจ็ดถอนหายใจแล้วตบไหล่เมิ่งไห่หนิงเบา ๆ “เรื่องนี้จะเป็น
อย่างไรต่อไปก็คงต้องให้น้องชายเมิ่งจัดการเองเสียแล้ว พวกข้าสกุล
โม่ตอนนี้แค่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเท่านั้น”
เมิ่งไห่หนิงเข้าใจความรู้สึกของพี่น้องสกุลโม่อย่างถ่องแท้ เพราะ
ตระกูลของเขาก็เคยถูกจักรพรรดิซุ่นอู่กดขี่มาก่อนเช่นกัน
เพียงแต่ตระกูลเมิ่งยังดีกว่าสกุลโม่อยู่บ้าง พวกเขาไม่ถึงขั้นถูก
เนรเทศ บรรดาญาติพี่น้องจึงฝากความหวังว่าตระกูลจะฟื้นคืนไว้กับ
เขา
ดังนั้น ต่อให้เมิ่งไห่หนิงจะไม่ให้ความส าคัญกับราชส านักมาก
เพียงใด แต่เมื่อเผชิญกับเรื่องใหญ่เช่นนี้ก็ไม่อาจนิ่งดูดายได้
“อืม ข้าจะไปจัดการเรื่องนี้สักหน่อย แล้วจะเขียนรายงานกลับไป
ยังเมืองหลวง” เขากล่าวว่าจะเขียนรายงาน แต่แท้จริงแล้วก็คือการ
เขียนจดหมายส่งถึงเฟ่ยหนานอวี่
แม้ว่าเขาจะไม่ได้ติดต่อกับเฟ่ยหนานอวี่มากนัก แต่ก็สามารถ
รู้สึกได้ว่าพวกเขาต่างเป็นคนที่มีแนวคิดเดียวกัน
โดยเฉพาะเฟ่ยหนานอวี่ที่ช่วยเหลือเขาไม่น้อยตอนเกิดเหตุกาฬ
โรค การที่เขาสามารถมาด ารงต าแหน่งในเมืองอวิ่นต่อได้ แทนที่จะ
ถูกปลดออกจากต าแหน่งเพราะท าความผิด ก็ล้วนเป็นผลงานของ
เฟ่ยหนานอวี่ทั้งนั้น
ไม่ว่าจะพิจารณาจากแง่มุมใด เขาก็เลือกที่จะแจ้งข่าวนี้ให้เฟ่ย
หนานอวี่รู้
แน่นอนว่าพี่น้องสกุลโม่ไม่สนใจว่าเมิ่งไห่หนิงจะรายงานเรื่องนี้
กับใคร สิ่งที่พวกเขาต้องแก้ไขในยามนี้คือปัญหาว่าจะอยู่หรือจากไป
ของชนเผ่าหมานอี๋ รวมถึงการปกป้องหมู่บ้านซีหลิ่งด้วย
ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าหมานอี๋หรือชาวหนานเจียง พวกเขาต่างก็
เกรงกลัวบุรุษสกุลโม่
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ตั้งใจจะรับใช้ราชส านักอีก แต่คนภายนอกก็
ไม่รู้ความคิดของพวกเขา
ดังนั้น วันหน้าคนสกุลโม่จึงจ าเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้น สิ่งแรก
ที่ต้องท าคือการปกป้องตัวเอง
พี่เจ็ดมองชนเผ่าหมานอี๋ที่มีสีหน้าอ้อนวอนเหล่านั้น แล้วถามเมิ่ง
ไห่หนิงว่า
“น้องชายเมิ่ง เจ้าตั้งใจจะจัดการกับคนพวกนี้อย่างไร?”
ระหว่างทาง โม่ชูหานได้เล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่ให้เมิ่งไห่ห
นิงรู้แล้วคร่าว ๆ
เขารู้ดีว่าชนเผ่าหมานอี๋ที่ถูกพี่น้องสกุลโม่จับได้ล้วนเป็น
ชาวบ้านธรรมดา
ขณะเดียวกันก็รู้ว่าชีวิตของชนเผ่าหมานอี๋นั้นไม่ง่าย ดูจาก
รูปร่างผอมแห้งของพวกเขา ก็สามารถตัดสินได้ว่าอีกฝ่ายคงจะหิว
โหยมาก
คนที่น่าสงสารย่อมมีส่วนที่น่าเกลียดชัง เมิ่งไห่หนิงไม่ได้เห็นใจ
พวกเขา แต่รู้สึกว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ความปลอดภัยของ
ชาวเมืองอวิ่นก็ยากที่จะรับประกันได้
ขณะที่เขาก าลังครุ่นคิดวิธีจัดการอยู่นั้น เฮ่อจือหร่านที่อยู่อีก
ด้านก็รักษาคนบาดเจ็บเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางก าลังถูกพี่สะใภ้แปดที่
รู้สึกกระอักกระอ่วนใจพยุงเดินมาทางนี้
“น้องชายเมิ่ง พี่เจ็ด พี่แปด จัดการเรื่องเสร็จแล้วหรือ?” เฮ่อจือห
ร่านถาม
ตอนนี้สกุลโม่ได้สร้างความคิดอย่างหนึ่งขึ้นมาแล้ว นั่นก็คือการ
ยึดถือสองสามีภรรยาโม่จิ่วเยี่ยเป็นผู้น า
ตอนที่โม่จิ่วเยี่ยอยู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็กพวกเขาก็
จะไปปรึกษาทั้งสอง
ด้วยเหตุนี้ พอพวกเขาเห็นเฮ่อจือหร่านถาม จึงเล่าสถานการณ์
ที่พวกเขาเข้าใจให้นางฟังอย่างละเอียด
เมื่อเฮ่อจือหร่านได้ยินว่าตนเองสังหารบุคคลส าคัญไป ในใจก็
รู้สึกเสียใจอยู่บ้าง
แต่ยามคับขันเช่นนั้น นางไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ
พี่เจ็ดเห็นนางไม่พูดอะไร จึงรีบหยิบขวดใบเล็กออกมา
“น้องสะใภ้เก้า เจ้าดูสิ นี่คือสิ่งที่ข้าค้นเจอจากร่างของคนผู้นั้น
ข้าสงสัยว่าข้างในอาจเป็นหนอนกู่ จึงไม่กล้าเปิดมันโดยไม่ระวัง”