ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 388 นับว่าปรานีเขาเกินไปแล้ว
ปรมาจารย์ซือเหมิงหยุดชั่วครู่ เมื่อเห็นโม่จิ่วเยี่ยไม่ตอบอยู่นาน
ในใจยิ่งรู้สึกพอใจ
เห็นได้ชัดว่าเขาพูดถูก โม่ฉิงคงจะทนไม่ไหวแล้ว
“ข้าบอกเจ้า นอกจากข้าแล้ว ในโลกนี้ไม่มีใครสามารถถอนพิษ
หนอนกู่ในร่างเขาได้ ต่อให้จะไม่สามารถลากพวกเจ้าสกุลโม่ลงนรก
ไปพร้อมกัน แต่หากข้าตายและมีโม่ฉิงตายตามไปด้วยก็นับว่าคุ้มค่า
แล้ว…”
พูดจบ ปรมาจารย์ซือเหมิงก็หลับตาลง นอนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับ
เขยื้อน ท าท่าพร้อมจะตาย
แม้โม่จิ่วเยี่ยจะสงบนิ่งเพียงใด เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ก็
ยากจะควบคุมตนเองได้
นักโทษที่เคยท าร้ายครอบครัวของพวกเขา ตอนนี้กลับแสดง
ท่าทีเช่นนี้
“เจ้าอยากตายใช่หรือไม่?” เสียงของเขาเยือกเย็นจนท าให้ผู้คน
รู้สึกหนาวสั่น
ปรมาจารย์ซือเหมิงก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เขาถูกพี่น้องสกุลโม่จับตัว
มานานขนาดนี้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นโม่จิ่วเยี่ยพูดด้วยน ้าเสียง
เย็นยะเยือก
เขารู้ดีว่าเวลาของตนเองหมดลงแล้ว
แต่ก็ยังดีกว่ามีชีวิตอยู่แล้วต้องทนทุกข์ทรมาน แม้เขาจะยังไม่สม
ปรารถนา แต่เมื่อคิดว่าอีกไม่นานก็จะได้พบกับคนที่รัก เขาก็ยอมรับ
มันได้!
โม่จิ่วเยี่ยคิดจะฆ่าคนจริง ๆ ทว่าเขาไม่อาจปล่อยให้จิ้งจอกเฒ่า
ตายอย่างสบายได้
ทันใดนั้น ในมือของเขาก็ปรากฏมีดสั้นวาววับเล่มหนึ่ง จากนั้นก็
แทงไปยังดวงตาข้างหนึ่งของปรมาจารย์ซือเหมิง
ด้วยการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ลูกตาข้างหนึ่งของปรมาจารย์
ซือเหมิงก็ถูกควักออกมา
“ในเมื่อเจ้าไม่อยากลืมตา ดวงตานี้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว”
ลูกตาถูกควักออกมาอย่างโหดเหี้ยม แม้ว่าปรมาจารย์ซือเหมิงจะ
เตรียมใจไว้แล้ว ก็ไม่อาจทนรับความเจ็บปวดรุนแรงที่เกิดขึ้นฉับพลัน
นี้ได้
ไม่รู้ว่าเขาเอาแรงมาจากไหน ส่งเสียงร้องโหยหวนดังก้อง จนนก
ที่ก าลังเกาะพักอยู่บนต้นไม้ต่างบินหนีกระเจิดกระเจิง
พี่รองและพี่ห้าที่เพิ่งป้อนน ้าให้บิดาเสร็จ พอได้ยินเสียงผิดปกติ
จากด้านนอก จึงพากันออกมาจากรถม้า
“น้องเก้า เกิดอะไรขึ้น…”
พี่ห้ายังถามไม่จบ ก็เห็นมีดในมือของน้องชายคนเล็กมีเลือด
หยด ปลายมีดเหมือนจะลูกตาติดอยู่ด้วย
พี่ห้ากับพี่รองไม่มีอะไรที่ไม่เข้าใจอีก น้องเก้าก าลังเตรียมลงมือ
ทรมานจิ้งจอกเฒ่าจนกว่าอีกฝ่ายจะตาย
การทรมานศัตรูตัวฉกาจของครอบครัว พี่รองและพี่ห้าไม่ยอม
พลาดโอกาสนี้ พวกเขาจะปล่อยให้น้องเก้าลงมือคนเดียวได้อย่างไร?
พี่ห้าหยิบมีดสั้นออกมาเช่นกัน เขาก้าวไปหาปรมาจารย์ซือเหมิ
งก่อนพี่รอง
เขาลงมือฉับไวเหมือนโม่จิ่วเยี่ย ควักลูกตาอีกข้างของจิ้งจอก
เฒ่าออกมา
ปรมาจารย์ซือเหมิงท าท่าจะสลบไปครั้งหนึ่ง แต่พอถูกโม่จง
หยวนจัดการเช่นนี้ เขาก็กลับมามีสติอีกครั้ง ต่อให้ส่งเสียงร้อง
ออกมา แต่เสียงนั้นก็เบาลงกว่าเมื่อครู่มาก
พี่รองเห็นสถานการณ์เช่นนั้น จึงก้าวเข้าไปแย่งมีดสั้นมาจากมือ
โม่จิ่วเยี่ย แล้วลากมันบนร่างกายของปรมาจารย์ซือเหมิงอย่างไม่ใส่
ใจ ท าเอาลูกตาที่ติดอยู่ปลายมีดกลิ้งตกลงพื้น
จากนั้นเขาก็ใช้มีดสั้นตัดนิ้วมือทั้งสิบของปรมาจารย์ซือเหมิงอ
ย่างรวดเร็ว
“นี่คือสิ่งที่เจ้าติดค้างสกุลโม่ของข้า แค่นิ้วมือไม่กี่นิ้วก็ไม่อาจ
ชดเชยได้”
พูดจบ เขาก็เริ่มใช้มีดเฉือนเนื้อหนังบนร่างปรมาจารย์ซือเหมิงที
ละแผล
นี่อาจกล่าวได้ว่าเป็นการลงโทษที่โหดร้ายที่สุดของราชวงศ์
ต้าซุ่น การใช้มีดเฉือนตัดนับพันนับหมื่นครั้ง!
พี่ห้าเห็นอย่างนั้นก็ไม่ได้อยู่เฉย มองปรมาจารย์ซือเหมิงที่ทน
ความเจ็บปวดไม่ไหวจนเกือบจะหมดสติ
หากไม่มีสติขณะถูกลงโทษ คนเราจะทรมานได้อย่างไร?
เขาไม่ยอมให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นเด็ดขาด
ดังนั้น พี่ห้าจึงน าน ้าเย็นหนึ่งกามา ทันทีที่ปรมาจารย์ซือเหมิง
ก าลังจะสลบ เขาก็จะรีบสาดน ้าใส่เพื่อปลุกให้คนตื่น
พี่รองเก่งเรื่องการใช้มีด เขารู้ว่าส่วนไหนที่เลือดออกง่ายที่สุด
และท าให้คนตายเร็วขึ้น ดังนั้น เขาจึงเลือกแทงเฉพาะจุดที่มีเนื้อหนา
และเลือดออกน้อย
เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการเดินทางกลับหมู่บ้านซีหลิ่ง พี่รองจงใจ
เพิ่มความเร็ว
แม้ว่าการท าเช่นนี้จะเร่งเวลาตายให้จิ้งจอกเฒ่าซือเหมิง แต่พวก
เขาก็ไม่มีทางเลือก เพราะชีวิตของบิดาส าคัญกว่า
โม่จิ่วเยี่ยเห็นพี่รองและพี่ห้าร่วมมือกัน ส่วนตัวเขาช่วยลงมือ
ไม่ได้ จึงยืนดูอยู่ข้าง ๆ แทน
ขณะเดียวกัน เขาก็พูดด้วยความแค้นเคืองว่า “เจ้าช่วยเหลือคน
ชั่วท าร้ายสกุลโม่ของพวกเรา สมควรตายยิ่งกว่าตาย เจ้าอยากตาย
หรือไม่?”
“แต่ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าตายอย่างสบายเช่นนั้น ข้าจะท าให้เจ้า
ทรมานจนอยากจะตาย”
เมื่อพูดถึงความทรมานจนอยากจะตาย โม่จิ่วเยี่ยก็นึกขึ้นได้ว่า
ภรรยาของเขาให้ผงคันมาหนึ่งห่อและยังเหลืออยู่
เขาสามารถท าให้ชายชราคนนี้ได้ลิ้มรสความเจ็บปวดและคัน
พร้อมกันอีกครั้ง
ดังนั้นเขาจึงน าผงคันที่เหลืออยู่ออกมา โรยมันทั้งหมดลงบนร่าง
ของปรมาจารย์ซือเหมิงอย่างไร้ความปรานี
ปรมาจารย์ซือเหมิงทั้งตะโกนร้องไห้และหัวเราะ เป็นภาพที่ดูแล้ว
ท าให้คนรู้สึกสะใจ
เพื่อไม่ให้จิ้งจอกเฒ่าตายสบายเกินไป พี่รองกับพี่ห้าจึงทรมาน
เขาต่อสักพักก่อนจะหยุดมือ
พวกเขาไม่รู้ว่าควรพาปรมาจารย์ซือเหมิงกลับไปด้วยหรือไม่
“น้องเก้า พวกเราจะพาเขากลับไปด้วยหรือไม่” พี่ห้าถาม
โม่จิ่วเยี่ยส่ายหัว “หากพาเขาไปด้วย ระหว่างทางคงจะไม่
สะดวก”
พี่ห้าเข้าใจความหมายของโม่จิ่วเยี่ยทันที่ หลังจากสบตากับพี่
รองแล้ว ก็ทรมานปรมาจารย์ซือเหมิงต่อ
อาจเป็นเพราะร่างกายของปรมาจารย์ซือเหมิงอ่อนแอเกินไป ไม่
นานก็ถูกสองพี่น้องทรมานจนหายใจรวยริน
โม่จิ่วเยี่ยรู้ว่าจิ้งจอกเฒ่าก าลังจะสิ้นใจ จึงรีบเอ่ยปากเตือน “พี่
รอง พี่ห้า ตัดแขนขาและศีรษะของเขาเสีย คนสารเลวเช่นนี้ ห้ามทิ้ง
ศพไว้ทั้งตัวเด็ดขาด”
พี่รองเช็ดเลือดที่เปื้อนบนหน้า พูดอย่างไม่พอใจ “เหอะ! ปล่อย
ให้เขาตายเร็วขนาดนี้ นับว่าปรานีเขาเกินไปแล้ว”
พูดจบ สองพี่น้องก็ลงมือต่อ สับร่างจิ้งจอกเฒ่าเป็นชิ้น ๆ แล้ว
โยนทิ้งไว้ในพุ่มหญ้าข้างทาง
พี่ใหญ่ยังคงอยู่ในรถม้าคอยดูแลท่านพ่อ แต่เขาก็ยังได้ยินเสียง
ความเคลื่อนไหวจากด้านนอก
เขารู้ว่ายามนี้ศัตรูคู่อาฆาตที่คอยรังแกสกุลโม่มาหลายปีได้ตาย
ไปแล้ว!
เขาจับแขนของบิดาที่ยังคงอยู่ในท่าเดิม แล้วกล่าวเบา ๆ ว่า
“ท่านพ่อ ท่านได้ยินหรือไม่? ตัวการที่คอยรังแกพวกเราสกุลโม่ตาย
ไปแล้ว ท่านต้องอดทนเอาไว้นะ ท่านแม่ยังรอท่านกลับไปพบหน้ากัน
อยู่”
เหล่าพี่น้องที่อยู่นอกรถม้าจัดการเก็บกวาดอย่างรวดเร็ว แล้วขับ
รถม้าออกเดินทางทันที่
คราวนี้พี่ห้าเป็นคนขับรถม้า โม่จิ่วเยี่ยกับพี่รองขี่ม้าไปด้วยกัน
ส่วนพี่ใหญ่อยู่ในรถม้าคอยดูแลบิดา
เมื่อพวกเขามาถึงประตูเมืองชายแดนตะวันตก เวลาเหมาะเจาะ
พอดี
โม่จิ่วเยี่ยเห็นทหารสองนายเปิดประตูเมือง ผู้คนมากมายเริ่มเข้า
ออกอย่างคึกคัก
การผ่านประตูเมืองยังคงต้องถูกตรวจสอบ เพื่อความสะดวก
รวดเร็ว โม่จิ่วเยี่ยจึงส่งเงินให้ทหารยามอีกครั้ง รถม้าจึงผ่านไปได้
อย่างราบรื่น
วันนี้อากาศไม่ค่อยดีนัก ท้องฟ้าค่อนข้างมืดครึ้ม อาจเป็นเพราะ
ชาวบ้านกังวลว่าฝนจะตกระหว่างเดินทาง จึงท าให้ผู้คนบนถนนมีไม่
มากนัก
ม้าที่เร่งฝีเท้าเดินทางไปได้ราวสิบกว่าลี้ ก็มีรถม้าคันหนึ่งที่คุ้นตา
มากวิ่งสวนมา
โม่จิ่วเยี่ยมองอย่างตั้งใจ ตัวรถม้านี้มีลักษณะเกือบเหมือนกับที่
ภรรยาของเขาสร้างออกมาจากพื้นที่มิติไม่มีผิด
แม้จะอยู่ห่างกันพอสมควร และโม่จิ่วเยี่ยจะมีสายตาดีแค่ไหน ก็
ไม่อาจมองเห็นใบหน้าของคนที่ขับรถม้าได้อย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น คนคนนั้นยังสวมหมวกฟางใบใหญ่ปิดบังใบหน้าไว้
อีกด้วย