ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 398 พวกเจ้ารีบเข้ามาให้ข้าดูหน่อย
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 398 พวกเจ้ารีบเข้ามาให้ข้าดูหน่อย
อวี่เอ๋อร์เคาะประตูห้องเป็นคนแรก “ฮูหยินผู้เฒ่า พี่เถากับคนอื่น
ๆ มาถึงแล้วเจ้าค่ะ”
ความหมายของนางชัดเจน คือการถามฮูหยินผู้เฒ่าว่าจะให้พวก
เขาเข้ามาหรือไม่
เมื่อได้ยินว่าพวกเถาหรานมาถึงแล้ว พวกเขาล้วนเป็นอดีต
ผู้ใต้บังคับบัญชาของโม่ฉิง ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะไม่ให้เข้ามา
ฮูหยินผู้เฒ่าลุกขึ้นยืน กล่าวไปทางประตูว่า “รีบให้พวกเขาเข้า
มาเถอะ”
นางเชื่อว่าเมื่อสามีเห็นคนเหล่านี้แล้ว เขาจะต้องดีใจมาก
เสียงของนางเพิ่งจะขาดหายไป ประตูห้องก็ถูกผลักเปิด
ใช่ ถูกผลักเปิดออกจริง ๆ
เดิมทีเถาหรานตั้งใจไปซื้อของในเมือง แต่เพิ่งออกจากบ้าน ก็ได้
ยินชาวบ้านพูดคุยกันว่าโม่จิ่วเยี่ยกับโม่ชูหานขับรถม้าสองคัน
กลับมา พร้อมกับคนอีกหลายคนที่ขี่ม้าตัวใหญ่
โม่จิ่วเยี่ยไปเมืองหลวงเพื่อตามหาศัตรู พวกเถาหรานรู้เรื่องนี้อยู่
บ้าง
เมื่อได้ยินว่าเขากลับมา หลายคนก็ไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายจะ
ช่วยเหลือนายท่านผู้เฒ่าและบุตรชายทั้งสองคนกลับมาด้วย พวกเขา
จึงมาที่นี่เพียงเพราะต้องการจะมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
เถาหรานไม่เข้าเมืองแล้ว เขาเรียกพวกพี่น้องวิ่งมาที่สกุลโม่
เมื่อมาถึงประตูใหญ่ก็เห็นหลานเอ๋อร์กับอวี่เอ๋อร์ยืนเฝ้าอยู่หน้า
ประตู
ปกติแล้ว สกุลโม่ไม่เคยมีคนเฝ้าประตู เรื่องนี้เถาหรานและคนอื่น
ต่างก็รู้ดี
เมื่อเห็นสาวใช้สองคนยืนเฝ้าอย่างเข้มงวดอยู่ที่ประตู เถาหรานก็
รู้สึกได้โดยสัญชาตญาณว่า สกุลโม่จะต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่
สิ่งแรกที่พวกเขาคิดคือสกุลโม่อาจจะเจอเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ หรือ
อาจมีอันตรายบางอย่าง
ดังนั้น กลุ่มชายฉกรรจ์จึงไม่รอให้หลานเอ๋อร์อนุญาตให้เข้าไป
พอได้ยินเสียงฮูหยินผู้เฒ่าพูดจากด้านใน พวกเขาก็แห่กันเข้ามา
เหมือนฝูงผึ้ง
เมื่อเข้าไปในห้อง ทุกคนก็ตกตะลึงทันที่
เพราะโม่จวินรุ่ยกับโม่เจียเฉิงก าลังหันมามองทางประตู จึงสบตา
กับพวกเขา
เถาหรานกับพวกอ้าปากค้าง ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะรู้สึกตัว
“คุณ…คุณชายใหญ่? คุณชายรอง?”
เมื่อพูดถึงบุรุษกสุลโม่ คนที่อยู่กับอดีตทหารเก่าเหล่านี้มานาน
ที่สุด นอกจากโม่ฉิงแล้ว ก็คือพวกเขาสองพี่น้อง
โม่จวินรุ่ยก้าวเท้าเข้าไปใกล้ ๆ พวกเถาหรานแล้วตบไหล่เขา
“ฮ่า ๆ ๆ เป็นข้าเอง เจ้าดูผอมลงไปมากทีเดียวนะ”
โม่เจียเฉิงก็เดินตามโม่จวินรุ่ยมา เถาหรานกับคนอื่นมองพวก
เขาพี่น้องอยู่นาน ก่อนจะหัวเราะสุขใจ
“ฮ่า ๆ ๆ … ไม่คิดเลยว่าพวกเราจะได้มีวันกลับมาพบเจอกันอีก
ครั้งที่นี่”
เถาหรานกล่าวอย่างตื่นเต้น “ต้องขอบคุณคุณชายเก้าจริง ๆ
ขอรับ ไม่เช่นนั้นพวกเราพี่น้องคงไม่รู้ว่าจะถูกจิ้งจอกเฒ่าซือเหมิง
รังแกอย่างไรบ้าง!”
โม่ฉิงนอนอยู่บนเตียงด้านในสุดของห้อง เมื่อได้ยินเสียงของ
อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาก็รู้สึกตื้นตัน
เขาไม่คิดเลยว่า ไม่ใช่แค่คนในครอบครัวของเขาที่เผชิญกับ
การปฏิบัติเช่นนั้น แต่ยังท าให้พี่น้องทหารที่เคยร่วมเป็นตายกับเขา
ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
เขารู้สึกตื่นเต้น อยากจะลุกขึ้นไปพบปะกับเหล่าอดีต
ผู้ใต้บังคับบัญชา แต่แค่ออกแรงเล็กน้อย ความอ่อนแอก็แผ่ซ่านไป
ทั่วร่างจากขาทั้งสองข้าง
โม่ฉิงจึงตระหนักได้ว่า ตอนนี้ตนเองก าลังเป็นอัมพาตอยู่บนเตียง
เขาถอนหายใจอย่างจนปัญญา แล้วเอ่ยเสียงดังว่า “เถาหราน
พวกเจ้ารีบเข้ามาให้ข้าดูหน่อย”
เมื่อได้ยินเสียงของโม่ฉิง พวกเถาหรานก็ตะลึงงันอีกครั้ง
แม้เสียงนี้จะไม่ได้น่าเกรงขามเหมือนอย่างในความทรงจ า แต่
ส าหรับพวกเขาแล้วช่างคุ้นเคยนัก
“นายท่านผู้เฒ่า!” มีคนหนึ่งร้องออกมาดัง ๆ ขณะเดียวกัน กลุ่ม
คนก็สาวเท้าเร็ว ๆ ไปทางโม่ฉิง
พี่น้องสกุลโม่และบรรดาสตรีเห็นเช่นนั้นก็ถอยออกไปเพื่อ
เปิดทางให้
พอเห็นโม่ฉิงในยามนั้น เถาหรานกับทุกคนก็ถึงกับตกใจไปชั่ว
ครู่
หากไม่ใช่เพราะบุคคลตรงหน้าก าลังนั่งอยู่บนเตียงของฮูหยินผู้
เฒ่า พวกเขาอาจสงสัยว่าคนคนนี้เป็นใครกันแน่
ภาพลักษณ์อันสง่างามของนายท่านผู้เฒ่าหายไปไหน? บัดนี้ใน
สายตาของพวกเถาหรานเห็นเพียงชายชราคนหนึ่งที่เหมือนไม้ใกล้
ฝั่ง
ไม่เพียงเท่านั้น อีกฝ่ายยังดูอ่อนแอมาก ผมขาวโพลนทั้งศีรษะ
ร่างกายผอมแห้งราวกับโครงกระดูก…
สรุปคือ การเห็นนายท่านผู้เฒ่าในสภาพเช่นนี้พาลให้พวกเขา
รู้สึกปวดใจยิ่งนัก
โม่ฉิงเห็นพวกเขายืนตะลึง จึงพยายามฝืนยิ้มเพื่อคลาย
บรรยากาศอึมครึม “เป็นอะไรไป? แค่ไม่ได้พบกันแปดปี พวกเจ้าก็จ า
ข้าไม่ได้แล้วหรือ?”
เช่นเดียวกัน การได้เห็นบรรดาอดีตใต้บังคับบัญชาเหล่านี้ ในใจ
ของเขาก็รู้สึกไม่สบายใจนัก
เมื่อก่อนคนเหล่านี้เคยร่วมเป็นร่วมตายกับเขาในสนามรบ เขา
ซึ่งกลัวว่าเหล่าทหารที่เสี่ยงใช้ชีวิตปกป้องประเทศชาติจะไม่มีอาหาร
กิน ทุกครั้งที่มีเงินติดมือมา ก็จะหาทางส่งเสบียงไปให้พวกเขา
ด้วยเหตุนี้ ตอนนั้นเถาหรานกับพวกจึงดูแข็งแรงและอ้วนท้วนทุก
คน
แต่เมื่อมองพวกเขาในตอนนี้ คนไม่เพียงดูแก่ชราลงเท่านั้น แต่
รูปร่างก็ซูบผอมลงด้วย
ความจริงแล้ว เรื่องนี้มันไม่ได้แปลกอะไร ตอนที่พวกเหล่านี้ได้รับ
การช่วยเหลือจากโม่จิ่วเยี่ย พวกเขาไม่รู้ว่าตนเองไม่ได้กินอาหารมา
นานเท่าไหร่แล้ว แม้ว่าภายนอกจะไม่ดูผอมมากเป็นพิเศษ แต่ก็
เพราะพิษในร่างกายคอยค ้าจุนพวกเขาอยู่
หลังจากขจัดพิษออกไปแล้ว ร่างกายของพวกเขาก็ผอมจน
เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกในชั่วพริบตา ตอนอยู่ในถ ้า พี่น้องสกุลโม่
คอยผลัดกันช่วยบ ารุงดูแลของพวกเขา แม้จะท าเช่นนั้นก็ไม่อาจ
ฟื้นฟูสภาพร่างกายได้ในทันที่
บัดนี้ผ่านไปหลายเดือนแล้วนับตั้งแต่พวกเขาได้รับการถอดพิษ
พวกเถาหรานดูดีขึ้นกว่าตอนที่เพิ่งถอดพิษออกไปอย่างเห็นได้ชัด
แต่ร่างกายที่อ่อนแอเกินไปจะสามารถฟื้นฟูกลับมาในทันทีได้
อย่างไร?
ดังนั้นสภาพของทุกคนในเวลานี้ เมื่อมองด้วยสายตาของโม่ฉิง
จึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายมหาศาล
“เฮ้อ…การติดตามข้ามาท าให้พวกเจ้าล าบากจริง ๆ”
โม่ฉิงไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะถ้าหากเถาหรานกับ
คนอื่นไม่ได้มาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา พวกเขาก็คงไม่ต้อง
ประสบชะตากรรมเช่นนี้ แต่ตอนนี้ตัวเขาเองก็เป็นคนไร้ประโยชน์ ไม่
มีความกล้าพอที่จะพูดเรื่องการชดเชย
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สายตาของเขาก็กลับมามองขาที่งอของตัวเอง
อีกครั้ง
ไม่ต้องพูดถึงว่าขาคู่นี้จะรักษาหายได้หรือไม่ ส าหรับโม่ฉิงแล้วนี่
คือความอัปยศครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
ขาสองข้างของเขาเป็นเช่นนี้ เพราะการคุกเข่าอยู่หน้าสุสาน
ของหยวนเหมิงมานาน
หากร่างกายยังเป็นเหมือนเมื่อก่อน เขาคงจะต้องน ากองทัพม้า
เหล็กบุกทะลวงหนานเจียง แก้แค้นให้กับบุรุษสกุลโม่และพี่น้องทหาร
ที่ร่วมเป็นร่วมตายกับเขาอย่างแน่นอน
แต่เขาจ าต้องยอมรับความจริงว่าตอนนี้เขาไม่ใช่ขุนนางใหญ่อีก
ต่อไป ทั้งยังไม่ใช่แม่ทัพผู้บัญชาการกองทัพสูงสุดแล้ว เป็นเพียง
สามัญชนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
การเป็นคนธรรมดาก็ดีเหมือนกัน ทว่าคงยังต้องระวังตัวจาก
จักรพรรดิซุ่นอู่ด้วย
เรื่องที่คนสกุลโม่กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเช่นนี้ ไม่ช้าก็
เร็วคงจะรู้ไปถึงหูของจักรพรรดิซุ่นอู่แน่
ไม่มีใครรู้นิสัยใจคอของจักรพรรดิซุ่นอู่ดีไปกว่าโม่ฉิงแล้ว
จักรพรรดิซุ่นอู่เป็นคนอ่อนแอและหูเบา คงมีใครสักคนลอบพูด
อะไรบางอย่างลับหลัง ถึงท าให้สกุลโม่ของเขาถูกริบทรัพย์และ
เนรเทศทั้งตระกูล อีกฝ่ายอาจจะยังค านึงถึงบรรดาบุรุษสกุลโม่ที่คอย
ปกป้องบัลลังก์ให้เขา แต่หลังจากได้ฟังค าพูดใส่ร้ายเช่นนี้บ่อยครั้ง
จักรพรรดิซุ่นอู่ก็จะกลายเป็นคนหวาดระแวงไป
หากอีกฝ่ายได้ยินว่าบุรุษสกุลโม่ยังมีชีวิตอยู่ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่เขาจะเกิดความคิดที่ไม่สมควรมีขึ้นมา
คิดมาถึงตรงนี้ โม่ฉิงก็รู้สึกว่าเรื่องนี้จ าเป็นต้องปรึกษาหารือกับ
ทุกคน มิฉะนั้น หากวันหนึ่งจักรพรรดิซุ่นอู่ใช้กลอุบายชั่วร้ายกับคน
สกุลโม่จริง ๆ พวกเขาก็จะเตรียมการป้องกันไม่ทัน
ยามนี้โม่ฉิงรู้แล้วว่าลูกเก้ากับสะใภ้เก้ามีความสามารถมากที่สุด
ดังนั้น เขาจึงมองตรงไปทางโม่จิ่วเยี่ยทันที