ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 397 ไม่ขาดผู้ใดไปสักคน
แปดปีก่อน ตอนโม่หานเยี่ยอายุเพียงแปดขวบ ความทรงจ าเดียว
ที่นางมีต่อบิดาคือภาพของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่น่าเกรงขาม
บัดนี้เมื่อได้พบบิดาอีกครั้ง นางกลับจ าเขาไม่ได้
แต่ความรู้สึกผูกพันทางสายเลือดกลับท าให้นางรู้สึกสนิทสนม
กับชายชราตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก
หญิงสาวตัวน้อยรู้สึกเขินอาย อีกทั้งพอเห็นมารดาร้องไห้จนพูด
ไม่ออก จึงพยุงฮูหยินผู้เฒ่ายืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น
โม่จิ่วเยี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นภาพเช่นนี้เข้า ก็ไม่อาจควบคุมน ้าตา
ได้
เพื่อบรรเทาบรรยากาศ เขาจึงไม่ได้รีบอุ้มบิดาไปที่ห้อง แต่กลับ
ผลักโม่หานเยี่ยให้ก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย
เขาจ าได้ว่าเมื่อครั้งที่บิดาอยู่บ้าน สิ่งที่เขารักมากที่สุดก็คือโม่
หานเยี่ย บุตรสาวเพียงคนเดียว อาจกล่าวได้ว่าบิดารักน้องสาวจน
เรียกได้ว่าตามใจและเอาใจนางมาก
ในสถานการณ์ตอนนี้การให้น้องสาวได้รู้จักกับบิดา น่าจะเป็น
วิธีที่ดีที่สุดในการบรรเทาความเศร้าโศก
คิดได้ดังนั้น โม่จิ่วเยี่ยจึงจูงมือโม่หานเยี่ยมาอยู่ตรงหน้าโม่ฉิง
“ท่านพ่อ ท่านดูสิ นี่โม่หานเยี่ย ตอนนี้นางโตเป็นสาวแล้ว”
แน่นอนว่าหลังได้ยินค าพูดของโม่จิ่วเยี่ย ความสนใจของโม่ฉิงก็
อยู่ที่โม่หานเยี่ยอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวตรงหน้าเติบโตขึ้นอย่างดี ดวงตาคู่ใหญ่สดใสเหมือน
ตอนที่นางยังเด็ก
“เจ้าคือโม่หานเยี่ย? โตเป็นสาวแล้ว พ่อคงอุ้มเจ้าไม่ได้อีกแล้ว”
ขณะที่พูด โม่ฉิงก็มองขาของตนที่ยังคงงอโดยไม่รู้ตัว
โม่หานเยี่ยเห็นบิดามีท่าทางอึดอัดเล็กน้อย จึงรวบรวมความกล้า
เรียกออกไปว่า “ท่านพ่อ”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากบุตรสาวสุดที่รัก น ้าตาของโม่ฉิงก็ไหล
ออกมาอีกครั้ง
เมื่อเห็นบิดาร้องไห้ โม่หานเยี่ยก็รู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้เช่นกัน
นางก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว รักษาระยะห่างที่ใกล้ที่สุดกับโม่ฉิง
แล้วลองยื่นมือออกไปสัมผัส
“ท่านพ่อ…ฮือ ๆ ๆ…หานเยี่ยคิดถึงท่านมาก…ฮือ ๆ ๆ…”
โม่ฉิงฝืนร่างกายก้าวไปข้างหน้า ยื่นมือออกไปจับมือเล็กของ
บุตรสาว “หานเยี่ย อย่าร้องไห้ ต่อไปนี้พ่อจะอยู่เคียงข้างพวกเจ้า
เสมอ”
เมื่อโม่ฉิงกล่าวเช่นนี้ โม่หานเยี่ยก็ยิ่งร้องไห้หนัก ตั้งแต่เล็กนาง
ไม่เคยมีบิดา แม้ว่าพี่ชายทั้งหลายจะรักและทะนุถนอมนางมาเป็น
อย่างดี แต่เมื่อเห็นน้องสาวพูดถึงบิดาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นางก็
อดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่เคยลืมความรักความเอ็นดูที่บิดามีต่อนาง
เลย บัดนี้เมื่อได้เห็นสภาพของบิดาที่แก่ชราลง โม่หานเยี่ยรู้สึกราว
กับหัวใจก าลังจะแหลกสลาย
ในความทรงจ าของนาง บิดาเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่และน่าเกรง
ขาม แต่เมื่อได้พบกันอีกครั้ง กลับกลายเป็นคนที่นางไม่กล้า
จินตนาการ
ยิ่งไปกว่านั้น การเห็นบิดาในสภาพเช่นนี้ ยิ่งท าให้นางรู้สึก
เจ็บปวดใจนัก
โม่หานเยี่ยก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง กอดแขนของบิดาที่ยื่นมา
แน่น ร้องไห้จนน่าสงสาร
โม่ฉิงยิ่งรู้สึกเจ็บปวดใจ มืออีกข้างลูบศีรษะเรียบลื่นของนางเบา
ๆ
“หานเยี่ยเป็นเด็กดี ต่อไปพ่อจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จะอยู่บ้านเป็น
เพื่อนหานเยี่ยของพวกเรา”
ตอนนี้โม่ฉิงยังไม่ตระหนักว่า บุตรสาวของเขาเติบโตจนเป็น
ผู้ใหญ่แล้ว และใกล้ถึงวันแต่งงานของนางอีกด้วย
ในใจของเขา หานเยี่ยยังคงเป็นเด็กน้อยที่อ่อนนุ่มและต้องการ
ความรักความเอ็นดู
ตลอดทางพวกโม่จิ่วเยี่ยต่างเป็นห่วงสภาพร่างกายของท่านพ่อ
แม้ว่าพวกเขาจะพูดถึงเรื่องที่บ้าน แต่ก็ลืมเล่าเรื่องที่โม่หานเยี่ยได้
หมั้นหมายแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นพ่อและลูกสาวร้องไห้สะอึกสะอื้น ก็ยิ่งกลั้นน ้าตา
ไม่ได้
แต่ไม่ว่าอย่างไร ในที่สุดคนสกุลโม่ก็ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้า
พร้อมตากันอีกครั้ง
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้เศร้าโศก แต่กลับร้องไห้ด้วยความดีใจ ทว่า
นางก็ไม่ได้ร้องไห้จนหลงลืมสถานการณ์
เมื่อเห็นสามีและลูกสาวร้องไห้ด้วยความเศร้าโศก ฮูหยินผู้เฒ่า
จึงรีบเรียกโม่จิ่วเยี่ยมา
“จิ่วเยี่ย รีบพาพ่อเจ้าไปพักในห้องเถอะ ให้เขาได้นอนพักสัก
หน่อย แม่จะจัดเลี้ยงเฉลิมฉลองการกลับมารวมตัวกันของคนสกุลโม่
ในวันนี้”
โม่จิ่วเยี่ยรับค าแล้วอุ้มบิดาเดินเข้าไปในห้องหลัก
เพียงแค่จัดการให้บิดานอนพักเรียบร้อย คนในครอบครัวก็พา
กันเบียดเสียดเข้ามาในห้อง
ภาพตรงหน้านี้สร้างความประทับใจให้กับฮูหยินผู้เฒ่า โม่จิ่วเยี่ย
และบรรดาสตรีในบ้านซาบซึ้งมากที่สุด
ผ่านมาแปดปีแล้วนับตั้งแต่โม่ฉิงถูกประกาศว่าตายในสนามรบ
ตามด้วยข่าวการเสียชีวิตของบุตรชายสกุลโม่คนแล้วคนเล่า
กระทั่งวันนี้ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าสกุลโม่จะมีวันที่ได้กลับมารวมตัว
กันเช่นนี้
เหล่าสตรีทั้งหลายเห็นภาพเช่นนี้ ก็ยังมีบางคนที่อดหลั่งน ้าตา
ไม่ได้ ส่วนสามีของพวกนางก็คอยยืนปลอบประโลมอยู่ข้าง ๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าเช็ดน ้าตาแล้วกล่าวกับโม่ฉิง
“ท่านพี่ เวลาผ่านไปแปดปี ในที่สุดพวกเราสกุลโม่ก็ได้กลับมา
อยู่ด้วยกันที่นี่ ไม่ขาดผู้ใดไปสักคน ท่านมีอะไรจะพูดบ้างหรือไม่?”
ถึงอย่างไรฮูหยินผู้เฒ่าก็เป็นคนที่มาจากตระกูลใหญ่ เรื่องการ
รักษาหน้าตาและมารยาท นางยังคงไม่ได้ละเลย
โม่ฉิงหายไปจากบ้านเป็นเวลาแปดปี ในช่วงแปดปีนี้มีเหตุการณ์
มากมายเกิดขึ้น แต่เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์เหล่านั้นเลย
ยามนี้ภรรยาของเขาขอให้พูด แต่เขากลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูด
จากตรงไหน
เมื่อคิดว่าคนในครอบครัวสามารถกลับมารวมตัวกันได้ ทั้งหมด
นี้เป็นเพราะความดีความชอบของลูกชายคนที่เก้ากับภรรยา สายตา
ของเขาจึงทอดมองสองสามีภรรยาคู่นี้
“ข้าไม่อาจท าหน้าที่หัวหน้าครอบครัวที่ดีได้ ซ ้ายังท าให้พวกเจ้า
ต้องเสียใจและหลั่งน ้าตาเพื่อข้าอีก การที่พวกเราสกุลโม่สามารถ
กลับมาอยู่ด้วยกันโดยไม่ได้ขาดใครไปสักคน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็น
ความดีความชอบของจิ่วเยี่ยกับสะใภ้เฮ่อ”
“พวกเจ้าอย่าได้ดูถูกพวกเขาเพียงเพราะอายุยังน้อย จากที่ข้า
สังเกตช่วงไม่กี่วันมานี้ บุคลิกและสติปัญญาของพวกเขาเหนือกว่า
พวกเจ้าพี่ชายพี่สะใภ้มาก”
“บัดนี้ข้าก็แก่มากแล้ว ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ชีวิตที่
เหลืออยู่เพียงต้องการอยู่เคียงข้างแม่ของพวกเจ้า หากโชคดี พวก
เจ้าก็ให้ก าเนิดหลาน ๆ แก่สกุลโม่ ข้าก็จะใช้ชีวิตแต่ละวันดูแลพวก
หลาน ๆ”
“ต่อไปนี้ ให้บ้านนี้อยู่ภายใต้การดูแลของจิ่วเยี่ยกับภรรยา ใคร
กล้ามีความเห็นขัดแย้ง จะถูกลงโทษตามกฎของสกุล”
ทันทีที่โม่ฉิงพูดจบ ฮูหยินผู้เฒ่าก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ฮูหยิน ข้าพูดอะไรผิดหรือ?”
ตอนนี้โม่ฉิงรู้สึกไม่มั่นใจอยู่บ้าง เรื่องการมอบอ านาจเขายัง
ไม่ได้ปรึกษากับภรรยาเลย แต่กลับประกาศต่อหน้าคนอื่นเสียแล้ว
“ท่านพี่ไม่ได้พูดผิดหรอก เพียงแต่ว่าอ านาจในการดูแลสกุลโม่
ของพวกเรา ข้าได้มอบให้ลูกสะใภ้เก้าไปนานแล้ว ที่สกุลโม่ของพวก
เราสามารถเจริญรุ่งเรืองเช่นทุกวันนี้ได้ ก็เพราะอาศัยสามีภรรยาคู่นี้
คอยค ้าจุนทั้งสิ้น”
“แน่นอนว่า ทุกคนต่างก็มีส่วนร่วมในการท าประโยชน์ให้กับ
ครอบครัว เพียงแต่ลูกสะใภ้เก้าของพวกเรานั้นเฉลียวฉลาดและ
ว่องไว นางเหมาะสมจะดูแลสกุลโม่มากที่สุด”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
โม่ฉิงรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย
ลูกเก้ากับภรรยาของเขามีสร้างคุณประโยชน์ใหญ่หลวงต่อสกุล
โม่ เขาจึงจะใช้โอกาสนี้สนับสนุนพวกเขาสักหน่อย
ใครจะรู้ว่าภรรยาของเขากลับท ามันไปก่อนหน้าเขาเสียแล้ว
“ถ้าอย่างนั้น รวมทั้งข้าและพวกเราสกุลโม่ทุกคน จะฟังจิ่วเยี่ย
กับภรรยาของเขาตั้งแต่นี้ไป”
ไม่มีใครคัดค้านเรื่องนี้ โดยเฉพาะพี่ชายและพี่สะใภ้ที่อยู่มาตั้งแต่
แรก
พวกเขารู้ดีถึงความสามารถของน้องเก้ากับน้องสะใภ้เก้ามานาน
แล้ว ใครก็ตามที่กล้าไม่เห็นด้วย พวกเขาจะเป็นคนแรกที่ไปสั่งสอน
คนผู้นั้น
“ท่านพ่อ ท่านแม่วางใจได้ ต่อไปพวกข้าจะฟังน้องเก้ากับ
น้องสะใภ้” ทุกคนตอบพร้อมกัน
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นครอบครัวใหญ่ต่างกลมเกลียวกันเช่นนี้ จึงยัง
อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตู
อวี่เอ๋อร์กับหลานเอ๋อร์รู้ว่าวันนี้คนสกุลโม่มารวมตัวกัน คนทั้ง
บ้านย่อมมีเรื่องมากมายที่ต้องพูดคุย เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนนอกมา
รบกวน หญิงสาวทั้งสองคนจึงคอยเฝ้าอยู่ที่ประตูใหญ่ตลอดเวลา