ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 433 เจ้ามีครอบครัวหรือไม่?
เซวียจิ้นชวนเปิดโรงเตี๊ยมที่นี่และยังเปิดพร้อมกันถึงสองแห่ง คน
ที่สายตาเฉียบแหลมก็รู้ว่าไม่มีทางท าเงินได้
ดังนั้น นี่จึงบ่งบอกได้ว่าตระกูลเซวียมีจุดประสงค์บางอย่าง
ตามหลักแล้ว การที่หนานเหิงตายหรือสูญหายในต้าซุ่นไม่ใช่
ความลับอะไรอีกต่อไป หากตระกูลเซวียไม่มีจักรพรรดินีกับอัคร
เสนาบดีฝ่ายซ้ายคอยหนุนหลัง คงอยู่ได้ไม่นาน
โดยเฉพาะองค์จักรพรรดินี หนานเหิงตายไปแล้ว นางย่อมไม่มี
หลักประกันในการแย่งชิงอ านาจต่อไป ในเวลานี้ ตระกูลเซวียยังส่งเซ
วียจิ้นชวนมาเปิดโรงเตี๊ยมที่ซีเป่ยอีก โม่จิ่วเยี่ยอดคิดไม่ได้ว่าเรื่องนี้
จะเกี่ยวข้องกับตัวเอง
ไม่เพียงโม่จิ่วเยี่ยที่คิดแบบนี้ แต่ถังหมิงรุ่ยที่ได้ฟังก็คิดใแง่มุมนี้
เช่นกัน เพราะเขาติดต่อกับคนสกุลโม่มานาน จึงเข้าใจเรื่องราว
บางอย่างได้
“พี่เก้า ท่านคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่คนจากจิงเซียนโหลวก าลัง
จะก่อเรื่อง? พวกเขามาเปิดโรงเตี๊ยมที่ซีเป่ย ย่อมต้องมาจัดการ
ล่วงหน้า และแน่นอนว่าต้องสืบข่าวจากกลุ่มคนที่ท าการค้าแบบ
เดียวกัน”
“ข้าก็เปิดโรงเตี๊ยม เถ้าแก่จินสามารถสืบได้ว่าข้าร่วมมือกับสกุล
โม่ ดังนั้นคนของจิงเซียนโหลวก็คงจนรู้ได้ไม่ยาก และคนที่ใส่ร้ายข้า
ว่าจ้างวานฆ่าคนก็คือคนจากจิงเซียนโหลว เพื่อขัดขวางวิธีหาเงิน
ของสกุลโม่”
เขารู้ว่ารายได้ระยะยาวของสกุลโม่มีเพียงสองอย่าง คือการขาย
ตุ๊กตากับเนื้อกระต่ายผัดเปรี้ยวหวาน
ค าพูดของถังหมิงรุ่ย ตรงกับความคิดของโม่จิ่วเยี่ย
เพียงแต่เขารู้มากกว่าถังหมิงรุ่ย
องค์จักรพรรดินีเป็นคนเฉลียวฉลาด แต่บิดาของนางเซวียชิง
สามารถนั่งในต าแหน่งอัครเสนาบดีได้ ย่อมเป็นคนที่มีความคิดลึกซึ้ง
ยิ่งกว่า
หนานเหิงหายตัวไปอย่างลึกลับที่ทะเลสาบเกลือ และประจวบ
เหมาะกับที่พวกเขาก าลังเดินทางเนรเทศไปที่นั่น
แม้ว่าในตอนนั้นจะไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาอยู่ที่นั่น แต่หลังจากผ่าน
ไปนาน เผิงหวังก็คงน าพวกเจ้าหน้าที่คุมนักโทษกลับไปยังเมืองหลวง
แล้ว
คนมากปากมาก ผู้ที่คิดร้ายอาจจะสอบถามข้อมูลที่เป็น
ประโยชน์บางอย่างจากปากพวกเขา เพียงแต่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด
เท่านั้น
การที่จิงเซียนโหลวมาเปิดกิจการถึงซีเป่ย คงเป็นเพราะตระกูล
เซวียต้องการสืบหาร่องรอยของหนานเหิง หรือไม่ก็อาจจะคาดเดา
อะไรบางอย่างได้แล้ว และต้องการแก้แค้นให้หนานเหิง
ส่วนเหตุผลที่จิงเซียนโหลวต้องวุ่นวายหาคนมาใส่ร้ายถังหมิงรุ่ย
นั้น ก็เพื่อตัดแหล่งรายได้ของสกุลโม่ ท าให้พวกเขาต้องหาโอกาส
ท าเงินอีกครั้ง
คนในสกุลโม่มีมากมาย หากไม่มีรายได้ พวกเขาย่อมต้องกังวล
แน่นอน จิงเซียนโหลวก็จะใช้โอกาสนี้สืบข่าวขณะที่สกุลโม่ก าลัง
ล าบากเรื่องการหาเลี้ยงชีพ และอาจถือโอกาสเอาชีวิตโม่จิ่วเยี่ยด้วย
เหตุผลที่พวกเขาท าเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องอื่นใด เพราะมีโม่จิ่วเยี่ยอยู่
พวกเขาจึงไม่กล้าปรากฏตัวมาสืบข่าวของสกุลโม่โดยตรง
อีกทั้งโม่จิ่วเยี่ยก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมืองหลวง วรยุทธ์ของ
เขาเป็นเลิศ แม้แต่มือสังหารนับร้อยก็ไม่อาจเอาชนะเขาได้
หรืออาจเป็นเพราะพวกเขาต้องการสืบอย่างลับ ๆ ไม่อยากให้
ใครระแคะระคาย
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เรื่องที่โรงเตี๊ยมจิงเซียนโหลวมา
เปิดกิจการในซีเป่ยนี้ โม่จิ่วเยี่ยไม่อาจมองข้ามได้
โดยเฉพาะเรื่องที่บุรุษสกุลโม่ทั้งหมดกลับมาแล้ว คนในหมู่บ้าน
ซีหลิ่งต่างก็รู้ คนที่คิดสงสัยเพียงแค่สืบถามเล็กน้อยก็รู้ได้
จากที่ถังหมิงรุ่ยกล่าว จิงเซียนโหลวเปิดในเมืองมณฑลมาหลาย
วัน เป็นไปได้ว่าพวกเขาคงเริ่มลงมือแล้ว
ด้านหนึ่งคือการใส่ร้ายถังหมิงรุ่ยเพื่อตัดช่องทางท าเงินของสกุล
โม่ อีกด้านคือส่งคนไปสืบข่าวของสกุลโม่ที่หมู่บ้านซีหลิ่ง
ส าหรับเรื่องนี้ โม่จิ่วเยี่ยกลับไม่รู้สึกกังวลนัก เพราะอย่างไรเสีย
เรื่องเช่นนี้ก็ต้องเกิดขึ้นสักวัน
แม้ไม่ใช่คนจากตระกูลขององค์จักรพรรดินีก็ต้องมีคนอื่นท า
สรุปก็คือ ต่อไปนี้สกุลโม่คงใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในซีเป่ยไม่ง่าย
นัก
โชคดีที่พวกพี่ชายท าระเบิดไว้มากมายแล้ว เหลือรอพี่เจ็ดน าพา
คนจากหนานเจียงกลับมาจัดตั้งกองก าลังของสกุลโม่ก็พอ
เมื่อถึงตอนนั้น เขาก็ไม่รังเกียจที่จะสู้กับพวกคนที่ไม่ต้องการให้
สกุลโม่มีชีวิตสงบสุขถึงที่สุด
แน่นอนว่าตอนนี้คนสกุลโม่กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันแล้ว และ
เขาก าลังจะเป็นพ่อของเด็กสองคน จึงไม่อาจเอาชีวิตไปเสี่ยงโดยไม่
ยั้งคิด
นี่เป็นเพียงเส้นตายของโม่จิ่วเยี่ยเท่านั้น หากคนตาบอดเหล่านั้น
ไม่มายุ่งกับสกุลโม่ เขาก็ยินดีใช้ชีวิตท าไร่ไถนาแบบนี้ตลอดไป
เพื่อพิสูจน์ว่าการวิเคราะห์ของตนถูกต้องหรือไม่ โม่จิ่วเยี่ยจึงพูด
กับถังหมิงรุ่ยสองสามประโยคแล้วหมุนตัวกลับไปที่ว่าการ
ถังหมิงรุ่ยร้อนใจกับเรื่องแตงโมจึงไม่ได้รีบกลับเรือนทันที่ แต่
เรียกรถม้าหลายคันไปยังหมู่บ้านซีหลิ่ง
อย่างไรก็ตาม เมิ่งไห่หนิงแค่ต้องการให้เขาไม่ออกไปจากเมืองอ
วิ่น และหมู่บ้านซีหลิ่งก็อยู่ในเขตเมืองอวิ่นด้วย การที่เขาไปที่นั่นด้วย
ตัวเองจึงไม่ถือว่าละเมิดค าสั่ง
เรื่องการขายแตงโมเขาก็ไม่ต้องกังวล ตั้งแต่ช่วงแรกที่ขายแตง
หอมก็ได้วางแผนไว้แล้ว แค่ก าหนดราคาแล้วให้คนน าไปขายก็พอ
โม่จิ่วเยี่ยคิดว่าหากต้องการหาจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ อันดับแรก
คือต้องให้หวังหลินยอมพูดความจริงก่อน และอีกคนคือเฉินอู่ เขา
อยากถามอีกฝ่ายว่าคนที่แอบอ้างเป็นเถ้าแก่ถังนั้นหน้าตาเป็น
อย่างไร
เจ้าหน้าที่ทุกคนรู้ว่าโม่จิ่วเยี่ยคือว่าที่พี่เขยของท่านนายอ าเภอ
จึงไม่ได้ขัดขวาง โม่จิ่วเยี่ยถึงเข้ามาในศาลได้อย่างราบรื่น
ตอนนั้นหวังหลินก าลังถูกลงโทษ มือทั้งสองถูกหนีบด้วยเครื่อง
ทรมาน เขาร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
ในสายตาของโม่จิ่วเยี่ย ถ้าไม่ใช่คนที่มีจิตใจเข้มแข็ง ย่อมจะกัด
ฟันไม่ให้ร้องออกมาแล้ว
แต่ไม่ว่าจะมองหวังหลินอย่างไร อีกฝ่ายก็ไม่เหมือนคนที่มีจิตใจ
เข้มแข็งเลย
ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว หวังหลินต้องมีอะไรที่
ถูกคนอื่นชักใย
เพื่อพิสูจน์ความคิดของตนเอง โม่จิ่วเยี่ยจึงเดินไปหาเขา
“หวังหลิน เจ้ามีครอบครัวหรือไม่?”
เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของเขา โม่จิ่วเยี่ยก็รู้ว่าตนเองถามถูกจุด
แล้ว
“ครอบครัวของเจ้าตอนนี้อยู่ในมือข้าแล้ว หากเจ้ายังคิดจะปิดบัง
อะไรให้คนผู้นั้นอีก ไม่เพียงตัวเจ้าที่จะต้องทนทุกข์ ครอบครัวของเจ้า
ก็อย่าหวังว่าจะมีจุดจบที่ดี ตัวเจ้าทรมานก็แล้วไป แต่เจ้าก็ตายอย่าง
สบายไม่ได้ ความเจ็บปวดจากการถูกทรมานช้า ๆ เช่นนี้ คงไม่มีใคร
จะทนไหวกระมัง?”
พูดจบ โม่จิ่วเยี่ยก็อดข่มขู่อีกครั้งไม่ได้
เมิ่งไห่หนิงและโม่ชูหานต่างไม่รู้ว่าโม่จิ่วเยี่ยก าลังคิดอะไรอยู่ แต่
พวกเขาเห็นชัดว่าสีหน้าของหวังหลินเปลี่ยนไป จึงรู้ว่าสิ่งที่โม่จิ่วเยี่ย
พูดใช้ได้ผล
ดังนั้น ทั้คู่จึงเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ ปล่อยให้โม่จิ่วเยี่ยเป็นตัว
หลักในสถานการณ์นี้
โม่จิ่วเยี่ยแค่ต้องการลองถามว่าอีกฝ่ายมีจุดอ่อนอะไรที่ถูกอยู่ใน
มือคนอื่น
สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด ก็คือการจับตัวคนในครอบครัวไปเป็น
ตัวประกันเพื่อใช้เป็นข้อต่อรอง
“หากเจ้าไม่สนใจชีวิตของพวกเขาจริง ๆ ข้าก็สามารถไปจาก
ที่นี่ได้ทันที”
โม่จิ่วเยี่ยพูดพลางหันหลัง ท าท่าจะเดินจากไป
หวังหลินเห็นดังนั้นก็ตกใจ ลากร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผล
โขกศีรษะให้เขา
“คุณชาย ข้าขอร้องท่าน ได้โปรดละเว้นชีวิตมารดาและบุตรสาว
ข้าด้วย พวกนางไม่เคยท าอะไรผิดเลย ขอเพียงท่านยอมปล่อยพวก
นางไป ข้าจะบอกความจริงทุกอย่าง”