ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 434 ข้าจะละเว้นมารดาและบุตรสาวเจ้า
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 434 ข้าจะละเว้นมารดาและบุตรสาวเจ้า
โม่จิ่วเยี่ยหยุดฝีเท้าและหันกลับมามองเขา
“หากเจ้าสารภาพจริง ข้าจะละเว้นมารดาและบุตรสาวเจ้า”
“เมื่อสามวันก่อนเฉินอู่มาหาข้า เสนอเงินสองร้อยต าลึงให้ข้าไป
สั่งสอนเถ้าแก่จิน เขาบอกว่าข้าเพิ่งมาอยู่กับคุณชายรองไม่นาน เถ้า
แก่จินยังไม่รู้จักข้า งานนี้เหมาะกับข้าที่สุด”
“หลังจากท างานส าเร็จ เขาจะให้เงินข้าอีกสองร้อยต าลึง ให้ข้า
พามารดาและบุตรสาวหนีไปให้ไกล”
“ตอนนั้นข้าคิดว่า เงินสองร้อยต าลึงไม่ใช่จ านวนน้อย ๆ หากเอา
เงินนี้ไป ข้าสามารถพาพวกนางไปซื้อบ้านซื้อที่ดินที่อื่น ใช้ชีวิต
เหมือนคนรอยได้”
“ตอนที่ข้าก าลังจะลงมือในวันนั้น ข้ากลับมาถึงบ้านและพบว่า
มารดาและบุตรสาวข้าหายตัวไป บนโต๊ะมีจดหมายวางอยู่ ตอนเด็ก
ข้าเคยเรียนหนังสือมาสองปี จึงพอจะอ่านตัวอักษรได้บ้าง”
“ในจดหมายเขียนไว้ว่าหากต้องการให้พวกนางมีชีวิตรอด ข้า
จะต้องฆ่าเถ้าแก่จินและใส่ร้ายเฉินอู่”
“นอกจากนี้ยังต้องการให้ข้าฆ่าคนแล้วดึงดูดความสนใจของ
เจ้าหน้าที่ หากข้าไม่ท าตามที่เขียนไว้ในจดหมาย ก็เตรียมเก็บศพ
พวกนางได้เลย…”
ขณะเล่า หวังหลินก็ร้องไห้จนพูดไม่ออก เขาก้มศีรษะค านับโม่
จิ่วเยี่ยอีกครั้ง
“คุณชาย ข้าถูกบีบบังคับถึงได้ท าเรื่องเช่นนี้ ตอนนี้ข้าเล่าทุก
อย่างแล้ว ขอเพียงท่านโปรดไว้ชีวิตมารดาและบุตรสาวข้าด้วยเถอะ”
หวังหลินน ้าตานองหน้า เมิ่งไห่หนิงกับโม่จิ่วเยี่ยต่างสังเกตสีหน้า
ท่าทางของเขาอย่างละเอียด
สรุปได้ว่าหวังหลินน่าจะไม่ได้โกหก
หากเขาไม่ได้โกหกและแค่ท าตามค าสั่งในจดหมาย เช่นนั้นการ
จะรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังจากปากเขาคงเป็นไปไม่ได้
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้สนใจค าวิงวอนของหวังหลิน ถึงอย่างไรเสีย
มารดากับบุตรสาวของอีกฝ่ายก็ไม่ได้อยู่ในมือเขา เมื่อครู่เขาก็แค่
หลอกเท่านั้น
ดังนั้น เขาจึงหันไปมองเมิ่งไห่หนิง นอกเหนือจากความสัมพันธ์
ระหว่างเขากับเมิ่งไห่หนิงแล้ว การกระท าของเขาในศาลก่อนหน้านี้ก็
ดูจะไม่เหมาะสมเล็กน้อย อีกทั้งเมิ่งไห่หนิงก็ไม่ใช่คนไร้ความสามารถ
หากสอบสวนมาถึงขั้นนี้และอีกฝ่ายยังไม่รู้ว่าจะท าอย่างไรอีก ก็ไม่
ต้องเป็นนายอ าเภอแล้ว
เมิ่งไห่หนิงพยักหน้าเบา ๆ ให้โม่จิ่วเยี่ย แล้วสั่งการว่า “เด็ก ๆ น า
ตัวเฉินอู่มา”
เฉินอู่ถูกน าตัวมาที่ศาลอีกครั้ง
“เฉินอู่ ข้าจะถามเจ้า คนที่ให้เงินห้าร้อยต าลึงเพื่อปลอมตัวเป็น
เถ้าแก่ถังกับเจ้า รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เจ้าจงบอกมาให้ละเอียด”
เฉินอู่ซื่อสัตย์กว่าหวังหลิน ทั้งเขายังคิดว่าตนเองไม่ได้ลงมือฆ่า
ใคร ปัญหาจึงไม่ร้ายแรงนัก เมื่อเห็นท่านนายอ าเภอถาม จึงเล่าทุก
อย่างที่ตนเองเห็นออกมา
“คนที่ให้เงินห้าร้อยต าลึงกับข้า อายุใกล้เคียงกับเถ้าแก่ถังตัวจริง
คนเมื่อครู่ ทั้งคู่มีอายุประมาณยี่สิบปี เพียงแต่รูปร่างของเขาอ้วนกว่า
เถ้าแก่ถังเล็กน้อย สวมเสื้อคลุมยาวสีม่วงเข้ม ผิวค่อนข้างคล ้า คิ้ว
หนาตาโต ส าเนียงพูดของเขาคล้ายกับคนที่มาจากเมืองมณฑล จริง
ด้วย หลังจากที่เขามอบเงินให้ข้าและจากไป พอมองจากด้านหลังก็
เห็นว่าเขาเดินกะเผลกเล็กน้อย แต่หากไม่สังเกตให้ดี ก็ไม่ง่ายที่จะ
เห็น”
หลังจากหยุดไปชั่วครู่ เฉินอู่เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงเอ่ยต่อ
ว่า “ตอนที่เถ้าแก่ถังตัวปลอมคนนั้นมอบเงินให้ข้า เขายังก าชับเป็น
พิเศษว่าให้หาคนที่ข้าไม่รู้จักมาท าเรื่องนี้ ในบรรดาลูกน้องของ
คุณชายรอง มีเพียงหวังหลินที่เพิ่งเข้ามา และเขามักอ้างเรื่องที่บ้าน
เพื่อไม่ไปรายงานกับคุณชายรองอยู่บ่อย ๆ ข้าจึงคิดว่าเขาเหมาะจะ
ท าเรื่องนี้ที่สุด”
จนถึงตอนนี้ นี่เป็นเพียงเบาะแสเดียวที่พวกเขาได้จากทั้งคู่
ถ้าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตระกูลเซวียจริง พวกเขาคงวางแผนใหญ่
เพื่อใส่ร้ายถังหมิงรุ่ย ตัดรายได้ของสกุลโม่ทางอ้อม จุดประสงค์ก็คง
ไม่อยากให้ผู้ใดรู้ว่าพวกเขาอยู่เบื้องหลัง
นี่เป็นเพียงการวิเคราะห์และคาดเดาของโม่จิ่วเยี่ยเท่านั้น แม้จะ
เป็นฝีมือของเซวียจิ้นชวนจริง ๆ ก็ต้องหาหลักฐานให้ได้เสียก่อน
แม้โม่ชูหานจะมีนิสัยตรงไปตรงมาไป แต่เขาก็ไม่ใช่คนไร้
เดียงสาที่ไม่รู้อะไรเลย
เห็นน้องเก้าถามคนมามากมายขนาดนี้ เขาก็พอจะเดาได้บ้าง
แล้ว
“น้องเก้า เจ้าพบอะไรใช่หรือไม่?”
“อืม เมื่อครู่ข้าได้ยินน้องชายถังพูดว่าที่เมืองมณฑลมีโรงเตี๊ยม
จิงเซียนโหลวเปิดใหม่สองแห่ง”
โม่ชูหานรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “จิงเซียนโหลว? นั่นไม่ใช่
กิจการของตระกูลเซวียหรอกหรือ?”
“ใช่แล้ว ข้าสงสัยว่าการที่ตระกูลเซวียมาเปิดจิงเซียนโหลวที่ซี
เป่ย คงไม่ได้มีเป้าหมายธรรมดา ๆ แน่” ส าหรับเหล่าพี่น้องในบ้าน
โม่จิ่วเยี่ยรู้สึกว่าจ าเป็นต้องอธิบายเรื่องราวให้ชัดเจน
โม่ชูหานเป็นคนใจร้อน จึงหันไปพูดกับเมิ่งไห่หนิงว่า “ใต้เท้า ข้า
ขอลางาน ข้าอยากไปที่เมืองมณฑลสักหน่อย”
ตอนที่โม่จิ่วเยี่ยพูดถึงจิงเซียนโหลวเมื่อครู่ เมิ่งไห่หนิงก็ได้ฟัง
เช่นกัน
แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าโรงเตี๊ยมจิงเซียนโหลวนี้เกี่ยวข้องอะไรตระกูล
เซวีย แต่เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของพี่น้องสกุลโม่ ก็รู้ว่าเรื่องนี้อาจ
ข้องเกี่ยวกับพวกเขา
“พี่แปดมีธุระอะไรก็ไปจัดการเถอะ เรื่องของที่ว่าการช่วงนี้ท่านก็
ไม่ต้องสนใจ”
พอได้ยินค าพูดของเมิ่งไห่หนิง โม่ชูหานก็ไม่พูดอะไรอีก รีบคว้า
ตัวโม่จิ่วเยี่ยออกไปทันที่
หลังออกจากที่ว่าการแล้ว โม่ชูหานยังไม่ลืมเปลี่ยนชุดของ
หัวหน้าเจ้าหน้าที่ที่ใส่อยู่
โม่จิ่วเยี่ยก็คิดจะไปสืบเรื่องที่จิงเซียนโหลวจริง ๆ สองพี่น้องจึงรีบ
ควบม้าตรงไปยังเมืองมณฑลอย่างรวดเร็ว
โม่จิ่วเยี่ยแตกต่างจากโม่ชูหาน เขามีสถานะของนักโทษเนรเทศ
จากราชโองการของจักรพรรดิซุ่นอู่ ตามกฎหมายแล้วเขาไม่
สามารถออกจากเมืองอวิ่นได้
โชคดีที่น้องเขยในอนาคตของเขาเมิ่งไห่หนิงเป็นขุนนางที่รู้เรื่อง
นี้ดี แม้ว่าเขาจะออกจากเมืองอวิ่นอย่างโจ่งแจ้ง คนพวกนั้นก็จะท า
เป็นมองข้าม
สองพี่น้องควบม้าเร็วมาถึงเมืองมณฑลช่วงเที่ยงวันพอดี
ตามปกติแล้ว เวลานี้ควรเป็นเวลาที่โรงเตี๊ยมคึกคักที่สุด แต่จิง
เซียนโหลวที่อยู่ตรงหน้ากลับเงียบเหงาวังเวง
ประตูหน้าเปิดอยู่ มีคนสองคนยืนอยู่ที่หน้าประตู
พอมองผิวเผิน พวกเขาแต่งตัวเหมือนเป็นเสี่ยวเอ้อร์ ยืนรอ
ต้อนรับและเรียกลูกค้า
แต่เมื่อดูอย่างละเอียด ทั้งสองคนนี้กลับมีรูปร่างก าย า แม้แต่หนึ่ง
ในนั้นยังสูงใหญ่กว่าพี่น้องสกุลโม่เสียอีก
ทั้งสองยืนอยู่ตรงประตู ยามนั้นบังเอิญมีลูกค้าสองคนเดินเข้ามา
ตามหลักแล้ว เสี่ยวเอ้อร์สองคนควรเข้าไปต้อนรับอย่าง
กระตือรือร้น แล้วพาไปที่นั่ง
แต่พวกเขาไม่ได้ท าเช่นนั้น ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ดูแล้วคล้าย
องครักษ์มากกว่า ไม่เหมือนเสี่ยวเอ้อร์เลยแม้แต่น้อย
นอกจากนี้ สองพี่น้องยังสังเกตข้างในโรงเตี๊ยมจากภายนอก
การตกแต่งแตกต่างจากจิงเซียนโหลวในเมืองอื่นอย่างสิ้นเชิง
จิงเซียนโหลวในเมืองอื่นล้วนตกแต่งหรูหราโอ่อ่า แม้แต่บันได
หินด้านหน้าก็ท าจากหินอ่อนสีขาว
แต่จิงเซียนโหลวของที่นี่ไม่เพียงไม่มีการตกแต่งหรูหรา กระทั่ง
โต๊ะและเก้าอี้ก็ยังดูเก่า
ขณะสองพี่น้องก าลังครุ่นคิดสาเหตุอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียง
ตะโกนไม่พอใจของลูกค้าดังมาจากข้างใน
“หัวสิงโตจานละห้าต าลึงของพวกเจ้าเป็นแบบนี้หรือ? กระดูก
เยอะขนาดนี้ อีกทั้งรสชาติก็ธรรมดามาก ร้านของพวกเจ้าโกงชัด ๆ”
“เรียกเจ้านายของพวกเจ้ามา คืนเงินให้ข้าเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้น…”
“โอ๊ย…”
ลูกค้าคนนั้นยังพูดไม่ทันจบ ก็มีคนหนึ่งคนล้มลงตรงหน้าโม่จิ่ว
เยี่ยกับโม่ชูหานกะทันหัน
คือลูกค้าที่เพิ่งจะเรียกร้องให้เจ้าของร้านคืนเงินเมื่อครู่นี้
เสี่ยวเอ้อร์ร่างก าย าคนหนึ่งเอามือไพล่หลัง ด่าทอลูกค้าคนนั้น
เสียงดัง
“ข้าเห็นแล้วว่าเจ้ามาเพื่อหาเรื่อง จิงเซียนโหลวเป็นโรงเตี๊ยม
ใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว เจ้าไม่มีตา กลับกล้าพูดว่าอาหารของ
จิงเซียนโหลวไม่ดี ใครให้เจ้ากล้ามาก่อเรื่องที่นี่?”
บทที่ 435 จะเป็นสถานที่ส่วนตัวได้อย่างไร
ตอนแรกมีชายฉกรรจ์สองคนยืนอยู่ที่ประตู พวกเขาก็ขยับเข้า
มาใกล้ขึ้น ท่าทางชัดเจนมากว่าหากลูกค้าคนนั้นยังกล้าพูดอะไรอีก
พวกเขาก็จะลงมือแน่นอน
ลูกค้าเห็นท่าทางแบบนี้ก็กลัวขึ้นมาจริง ๆ คนตรงหน้าเหมือนจะ
ไม่ใช่คนที่เขาควรไปยุ่งด้วย
เขาพยายามลุกขึ้น ปัดฝุ่นออกจากตัว แล้วก็หนีไปอย่างอับอาย
พอมองเสี่ยวเอ้อร์เหล่านั้นอีกครั้ง พวกเขากลับไปยังต าแหน่ง
เดิมแล้ว
โม่จิ่วเยี่ยกับโม่ชูหานสบตากัน
“พี่แปด พวกเราไปดูจิงเซียนโหลวอีกที่กันเถอะ”
โม่ชูหานพยักหน้า ทั้งสองคนขึ้นม้าและจากไป
จิงเซียนโหลวอีกแห่งดูดีกว่าเล็กน้อย แต่ก็เพียงเสี่ยวเอ้อร์เท่านั้น
ส่วนการตกแต่งแทบไม่ต่างจากร้านแรกที่พวกเขาเห็นเลย
ภายในร้านมีลูกค้าไม่กี่คนเช่นกัน ดูจากสีหน้าตอนทานอาหาร
ของพวกเขาแล้ว คงไม่ได้ดูมีความสุขนัก
โม่จิ่วเยี่ยเรียกโม่ชูหาน “พี่แปด พวกเราเข้าไปนั่งกันเถอะ”
สองพี่น้องเดินเข้าไปในห้องโถง ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะมีเสี่ยว
เอ้อร์มาต้อนรับ
โม่จิ่วเยี่ยเลือกที่นั่งริมหน้าต่างและสั่งอาหารมาสองอย่าง
ทั้งเขาและโม่ชูหานต่างเป็นผู้ฝึกฝนวิชายุทธ์ ดังนั้นการได้ยินจึง
ดีกว่าคนทั่วไป
ในขณะที่พวกเขาก าลังรออาหาร ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนกว่า
สิบคนดังมาจากครัวด้านหลัง
โม่จิ่วเยี่ยยังสามารถบอกได้ว่าเสียงฝีเท้าเหล่านี้ล้วนเป็นของผู้
มีวรยุทธ์ทั้งนั้น
เพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย สองพี่น้องจึงไม่ได้ไปตรวจสอบทันที่ ยังคง
รออาหารต่อไปโดยไม่มีพิรุธ
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่พวกเขายังคงตั้งใจฟังเสียงความ
เคลื่อนไหวด้านหลังอย่างละเอียด
เมื่อเสี่ยวเอ้อร์น าอาหารมาวางบนโต๊ะ เสียงฝีเท้าก็ค่อย ๆ หายไป
แล้ว
พวกเขาไม่ได้สนใจจะกินอาหาร เลียนแบบท่าทางของลูกค้าคน
อื่น ตักชิมอาหารสองสามค าอย่างไม่ใส่ใจ แสร้งท าว่าไม่พอใจและ
จ่ายเงินเดินออกไป
ทั้งคู่ออกจากร้านได้ก็มุ่งหน้าไปยังลานด้านหลังของโรงเตี๊ยม
เพราะครัวด้านหลังอยู่ที่นั่นและเสียงเมื่อครู่ก็ดังมาจากทิศทางนั้น
โรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นอาคารแยกเดี่ยว ประตูทางเข้าห้องโถงหัน
หน้าเข้าถนนสายหลัก ด้านหลังมีก าแพงสูงเท่ากับคนทั้งสามทิศ ทาง
ตะวันตกมีประตูด้านข้าง
สองพี่น้องเพิ่งเดินอ้อมมาถึงฝั่งตะวันตกของลาน ก็มีคนสวมชุด
เหมือนกับเสี่ยวเอ้อร์พวกนั้นเดินเข้ามาขวางไว้
“ที่นี่เป็นสถานที่ส่วนตัว คนที่ไม่เกี่ยวข้องช่วยเดินอ้อมไปทางอื่น
ด้วยขอรับ”
โม่จิ่วเยี่ยแสร้งท าเป็นตกตะลึง
“นี่ชัดเจนว่าเป็นตรอกเล็ก ๆ จะเป็นสถานที่ส่วนตัวได้อย่างไร?
พวกข้าต้องการผ่านไปทางนี้ เจ้ายังคิดว่าพวกข้าต้องเดินอ้อมอีก
หรือ?”
ชายคนนั้นเห็นว่าค าพูดของตนไม่เป็นผล จึงแสดงอาการ
หงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าบอกว่าที่นี่เป็นเขตของจิงเซียนโหลวก็คือที่นี่เป็นเขตของจิง
เซียนโหลว รีบไสหัวไปซะ!”
ยิ่งเขาพูดเช่นนี้ สองพี่น้องก็ยิ่งอยากจะสืบให้รู้เรื่อง
โม่ชูหานเดินผ่านโม่จิ่วเยี่ยแล้วก้าวเข้าไปในตรอก
“ข้าจะเดินผ่านทางนี้ เจ้าจะท าอะไรข้าได้?”
ในขณะที่พูดกันอยู่ พวกเขาก็เดินไปสิบกว่าก้าวแล้ว อยู่ห่าง
จากเสี่ยวเอ้อร์ที่ก าลังไล่พวกเขาเพียงเล็กน้อย
เสี่ยวเอ้อร์เห็นท่าทางของคนที่ไม่ยอมฟังค าพูดของเขาก็โกรธ
ขึ้นมาทันที่
“รีบไสหัวไปให้พ้น ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่พวกเจ้าควรมา ถ้ายังกล้าเดินอีก
ก้าว ก็อย่าหาว่าข้าลงมือกับพวกเจ้า!”
เพียงเอ่ยค าพูดนี้ เสี่ยวเอ้อร์คนนั้นก็เผยธาตุแท้ออกมา
ขณะบอก เขาหยิบแส้หนังที่ไม่ได้ยาวนักออกมาจากที่ไหนสัก
แห่ง แล้วชี้ใส่สองพี่น้องพลางตะโกนด้วยความเดือดดาล “ออกไป
จากที่นี่เดี๋ยวนี้!!”
โม่ชูหานนิสัยดุดันมาตลอด โดยเฉพาะเวลาเจอกับคนที่อาจจะ
เป็นศัตรูกับครอบครัว แล้วเขาจะยอมอ่อนข้อได้อย่างไร?
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ท าอะไร ประตูด้านหลังของเสี่ยวเอ้อร์ก็มีคน
สามสี่คนที่แต่งตัวเหมือนกันกระโดดออกมาทันที่ พวกเขาล้อมทั้งคู่
เอาไว้
คนพวกนี้ไม่พูดพร ่าท าเพลง เตรียมจะลงมือแล้ว
โม่จิ่วเยี่ยกับโม่ชูหานเคลื่อนไหวเร็วกว่า ตอนที่ก าปั้นของอีก
ฝ่ายก าลังจะซัดเข้ามา สองพี่น้องก็ลงมือพร้อมกัน
แทบจะพร้อมกันนั้น สองพี่น้องใช้มือของพวกเขาจับก าปั้นที่พุ่ง
เข้าหาไว้อย่างแม่นย าและแน่นหนา
เสียงกรอบ ๆ ดังขึ้นหลายครั้ง ข้อมือของเสี่ยวเอ้อร์ทั้งสี่คนหัก
สะบั้นทั้งหมด
บางทีพวกเสี่ยวเอ้อร์อาจจะประมาทเกินไป พอเห็นว่าคนสองคน
ตรงหน้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา จึงคิดว่าแค่ขู่ให้กลัวก็จะสามารถ
ไล่พวกเขาไปได้
ใครจะรู้ว่าทั้งคู่กลับมีวรยุทธ์ เพียงแค่เคลื่อนไหวก็หักมือของ
พวกเขาได้ วรยุทธ์ของพวกเขาจะต้องเหนือกว่าแน่นอน
หากเป็นคนทั่วไป เพียงข้อมือถูกหักก็คงส่งเสียงร้องโหยหวน
ทว่าพวกเสี่ยวเอ้อร์กลับไม่ได้ท าเช่นนั้น หลังจากสบตากันครู่หนึ่ง
พวกเขาต่างใช้มือที่ไม่ได้รับบาดเจ็บหยิบมีดสั้นออกมาจากข้างเอว
แล้วชี้ไปที่โม่จิ่วเยี่ยและโม่ชูหาน
จังหวะนั้นเหมือนคนในโรงเตี๊ยมก็ได้ยินเสียงความวุ่นวาย จึง
ทยอยออกมาตรวจสอบ
คนที่ออกมาไม่ได้แต่งตัวเหมือนเสี่ยวเอ้อร์ มองเพียงผิวเผิน พวก
เขาสวมชุดสีเทาเหมือนกันหมด คล้ายกับคนเฝ้ายามของตระกูล
ใหญ่
คนเหล่านี้ถือดาบใหญ่เปล่งประกายในมือ เมื่อเห็นสถานการณ์
ด้านนอกไม่ชอบมาพากล พวกเขาก็พากันยกดาบขึ้นไปทางโม่จิ่ว
เยี่ยและโม่ชูหาน
สองพี่น้องเคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มามากแล้ว จึงไม่รู้สึก
หวาดกลัวแม้แต่น้อย
ชั่วพริบตานั้น ดาบใหญ่ก็พุ่งเข้าหาทั้งคู่พร้อมกัน
โม่จิ่วเยี่ยกับโม่ชูหานไม่ตื่นตระหนก ค่อย ๆ หลบไปด้านหลัง
จากนั้นก็กระโดดไปอยู่ด้านหลังของคนเหล่านั้น เพียงอึดใจก็
สามารถเตะคนทั้งกลุ่มจนล้มลง
เสี่ยวเอ้อร์ที่คิดจะไล่พวกเขาออกไปเห็นอย่างนั้นจึงตะโกนเสียง
ดัง
“รีบมาช่วยกันเร็ว มีคนมาก่อเรื่อง!”
คนสิบกว่าคนกระโดดออกมาจากก าแพงด้านหลัง พร้อมใจกัน
โจมตีใส่สองพี่น้อง
โม่จิ่วเยี่ยกับโม่ชูหานแค่เห็นท่าทางการต่อสู้ของอีกฝ่ายก็รู้ว่า
คนเหล่านี้มีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา ไม่อาจเทียบได้กับกลุ่มคนที่ถือดาบ
เมื่อครู่เลย
กระนั้น พี่น้องสกุลโม่ก็ยังเอาชนะพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าหลังเผชิญหน้ากับยอดฝีมือเช่นนี้ สองพี่น้องก็ไม่รู้สึก
สามารถรับมือได้ง่าย ๆ อีก
จากการเคลื่อนไหวที่อันตรายในทุกกระบวนท่าของพวกเขา
เหมือนกับนักฆ่าที่ถูกเหล่าขุนนางในเมืองหลวงเลี้ยงดูไว้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จิงเซียนโหลวเป็นทรัพย์สินของตระกูลเซวีย
พวกเขามาที่ซีเป่ยด้วยจุดประสงค์ไม่บริสุทธิ์ การส่งนักฆ่าบางคนมา
ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ขณะสองพี่น้องก าลังครุ่นคิดอยู่นั้น บรรดานักฆ่าที่ถูกจับก็กัด
เม็ดยาพิษในปาก เลือดไหลออกมาจากทหารทั้งเจ็ดและตายไป
“ไม่ดีแล้ว พี่แปด เร็วเข้า เก็บคนที่ยังไม่ตายไว้”
โม่ชูหานตื่นตัวขึ้นมา สองพี่น้องพร้อมใจกันลงมือ แต่ละคนก้าว
เข้าไปคว้าตัวนักฆ่า บีบแก้มของพวกนักฆ่าแน่น ป้องกันไม่ให้พวก
เขากัดเม็ดยาพิษ
ด้วยการร่วมมือของสองพี่น้อง ในที่สุดพวกเขาก็รักษาชีวิตของ
นักฆ่าสองคนไว้ได้
เสี่ยวเอ้อร์ที่เมื่อครู่ยังพูดข่มขู่กับพวกเขา ตอนนี้ตกใจจนเหมือน
คนโง่ไปแล้ว ค่อย ๆ ถอยหลังไป
คนที่แต่งตัวเหมือนเสี่ยวเอ้อร์อีกไม่กี่คนก็เหมือนกัน พวกเขา
จ้องมองคนทั้งคู่ด้วยความตื่นตะลึง ท่าทางเหมือนไม่รู้ว่าควรท า
อย่างไรดี
โม่ชูหานก้าวออกมา ปลดสายรัดกางกางของพวกเขาอย่าง
คล่องแคล่ว จัดการมัดคนและอุดปากไว้ จากนั้นก็โยนพวกเขาพร้อม
กับศพของเหล่านักฆ่าออกไปทางประตูด้านข้าง
ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นตรอกเล็ก ๆ บนถนนที่พลุกพล่าน หากปล่อย
ทิ้งไว้นานก็ต้องมีคนผ่านมาเห็น
แม้ว่าพวกเขายังไม่รู้ว่าสถานการณ์ในลานด้านหลังของจิงเซียน
โหลวเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่อาจสอบปากค าคนตรงนี้ได้อย่างเปิดเผย