ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 454 เก็บเกี่ยวครั้งใหญ่
“ข้าเคยพูดไว้แล้วว่าข้าไม่ได้มีความสนใจในต าแหน่งนั้นแม้แต่
น้อย ข้าแค่หวังว่าจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปกับท่านแม่ไปตลอดชีวิต
การเดินทางไปเมืองหลวงครั้งนี้ ข้าเพียงตั้งใจที่จะจัดการกับพรรค
พวกของจักรพรรดินี เพราะพวกเขาเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อ
สกุลโม่”
“ตราบใดที่พรรคพวกของจักรพรรดินีล่มจม ข้าจะไม่แก่งแย่งชิง
ดีชิงเด่นกับหนานฉี เพราะหนานฉีมีมิตรภาพที่ดีกับท่านตั้งแต่
เยาว์วัย หากเขาได้ขึ้นครองบัลลังก์ ข้าคาดว่าสกุลโม่ของท่านก็
น่าจะมีโอกาสก้าวหน้า เมื่อถึงเวลานั้น ข้าก็จะถอนตัวอย่างแน่นอน”
เหตุผลที่หนานรุ่ยพูดแบบนี้ เพราะเขาไม่รู้ว่าความสัมพันธ์
ระหว่างโม่จิ่วเยี่ยกับหนานฉีนั้นแตกหักไปแล้ว
การที่หนานฉีไม่ได้ลงมือกับสกุลโม่ คงเพราะยังคิดถึง
ความสัมพันธ์พี่น้องในอดีตของพวกเขา
หากหนานฉีขึ้นครองต าแหน่งแล้วจะละเว้นความผิดใด ๆ ของ
สกุลโม่ โม่จิ่วเยี่ยไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย
หวังแค่เพียงว่าในช่วงปีที่เขาครองต าแหน่งนั้น อย่าได้เล็งเป้า
สกุลโม่เสมือนจักรพรรดิซุ่นอู่เลยก็พอ
อย่างไรก็ตาม เหตุที่ท าให้เขากับหนานฉีแตกหักนั้น มีความลับ
ที่ยิ่งใหญ่อยู่เบื้องหลัง หากไม่ใช่เพราะหนานรุ่ยแสดงความจริงใจ
อย่างมากด้วยการทิ้งให้เต๋อเฟยเหนียงเหนียงอยู่ที่ซีเป่ย โม่จิ่วเยี่ยก็
คงไม่เปิดเผยเรื่องนี้แน่นอน
แต่เมื่อพิจารณาว่าการที่หนานรุ่ยเข้าเมืองหลวงในครั้งนี้เพื่อ
สกุลโม่จริง ๆ เขาจึงจ าเป็นต้องเตือน
“เมื่อท่านไปถึงเมืองหลวง ท่านสามารถติดต่อกับที่ปรึกษาผู้หนึ่ง
ของหนานฉีที่นั่นได้ เขาชื่อเฟ่ยหนานอวี่ บางทีเขาอาจช่วยท่านได้”
ส าหรับฐานะของเฟ่ยหนานอวี่ โม่จิ่วเยี่ยคิดจะเก็บไว้เป็น
ความลับ
หลังจากที่หนานรุ่ยออกจากซีเป่ยไปแล้ว เขาจะให้เสี่ยวไป๋ส่ง
จดหมายไปบอกเฟ่ยหนานอวี่เกี่ยวกับการที่หนานรุ่ยเข้าเมืองหลวง
ตราบใดที่คนทั้งสองสามารถร่วมมือกันได้ ก็จะมีอ านาจต่อรอง
ในการต่อสู้มากขึ้น
ส่วนเฟ่ยหนานอวี่จะเลือกเปิดเผยตัวตนจริงของตนให้หนานรุ่ยรู้
หรือไม่ นั่นก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา
เพราะหนานรุ่ยไม่มีความตั้งใจที่จะแย่งชิงราชบัลลังก์ หากทั้ง
สองได้พบปะ แน่นอนว่าจะกลายเป็นก าลังส าคัญของกันและกัน
หนานรุ่ยพยักหน้า “เมื่อถึงเมืองหลวง หากจ าเป็นข้าจะติดต่อ
เขา” เมื่อกล่าวจบ เขาก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้า
“ได้เวลาแล้ว ข้าจะกลับไปจัดการตระเตรียม พรุ่งนี้เช้าจะได้ออก
เดินทาง”
โม่จิ่วเยี่ยก็กลับไปยังเรือนของพ่อแม่ เล่าเรื่องที่หนานรุ่ยจะเข้า
เมืองหลวงให้พวกเขาฟัง
โม่ฉิงพลันรู้สึกประทับใจอย่างยิ่ง
“ไม่นึกเลยว่า องค์ชายหนานรุ่ยจะเป็นคนที่ซื่อสัตย์และมี
คุณธรรมที่สุด”
เขาเองหาได้โง่เขลาไม่ หนานรุ่ยทิ้งเต๋อเฟยเหนียงเหนียงไว้ที่ซี
เป่ย ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนสกุลโม่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเขา
เมื่อเขาท าถึงขนาดนี้แล้ว หากยังสงสัยในตัวเขาอีก คาดว่าใน
โลกนี้ย่อมไม่มีผู้ใดที่น่าเชื่อถืออีกต่อไป
ถึงแม้ว่าทุกคนต่างรู้ถึงเจตนาที่หนานรุ่ยทิ้งเต๋อเฟยเหนียงเหนียง
ไว้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังตั้งใจจะดูแลเต๋อเฟยเหนียงเหนียงเป็นอย่างดี
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ตอนนี้ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันอย่างราบรื่น
เปรียบดั่งพี่น้องที่สนิทสนมกัน
“ตั้งแต่พรุ่งนี้ ข้าจะไปหาเต๋อเฟยเหนียงเหนียงทุกวัน หนานรุ่ย
เข้าเมืองหลวง นางย่อมเป็นผู้ที่กังวลใจมากที่สุด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผล
ใด ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนนาง”
“อืม ล าบากท่านแม่แล้ว”
…
โม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่าน สามีภรรยาคู่นี้แทบไม่เคยมีความลับ
เรื่องที่หนานรุ่ยเข้าเมืองหลวง เขาก็ต้องเล่าให้ภรรยาฟังแน่นอน
เฮ่อจือหร่านมีมุมมองเช่นเดียวกับเขา ทั้งสองต่างเห็นว่าหนาน
รุ่ยเป็นคนที่สกุลโม่สามารถไว้ใจได้ในตอนนี้
นางถึงกับเคยคิดว่า คงจะดียิ่งหากหนานรุ่ยขึ้นครองบัลลังก์
เช่นนี้ สกุลโม่คงไม่ต้องกังวลว่าจะมีผู้ใดมาปองร้ายอีก
เพียงแต่ว่า เรื่องเช่นนี้ไม่สามารถบังคับได้ ส่วนหนึ่งคือ นางและ
โม่จิ่วเยี่ยไม่มีใจจะร่วมสู้รบในราชส านัก อีกทั้งไม่ต้องการ
เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์เพราะพวกเขาเอง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเขาท าได้เพียงปล่อยไปตามธรรมชาติ
ตราบใดที่ไม่มีผู้ใดคิดร้ายต่อสกุลโม่ พวกเขาก็พร้อมจะมอง
ผ่านเกียรติยศและความมั่งคั่งทั้งปวง
เมื่อฟ้าเริ่มมืด โม่จิ่วเยี่ยได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงเฟ่ยหนา
นอวี่ และให้เสี่ยวไป๋ส่งไปยังเมืองหลวง
ช่วงนี้เฮ่อจือหร่านพักผ่อนได้ไม่ดีนัก เนื่องจากเจ้าตัวน้อยสอง
คนในท้องเริ่มซุกซน ท าให้นางเพิ่งจะหลับก็ถูกปลุกขึ้นมาเสียแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยท้องที่ใหญ่ ท าให้นางรู้สึกเหนื่อยเมื่อต้องนอน
หงายหรือนอนตะแคง ทุกคืนต้องตื่นขึ้นมาหลายครั้ง
โม่จิ่วเยี่ยก็เช่นกัน เขามักจะนอนไม่ค่อยหลับอยู่เสมอ เพียงแค่มี
เสียงเคลื่อนไหวเล็กน้อย เขาก็จะลุกขึ้นมาถาม
วันเวลาเช่นนี้ด าเนินไปกว่าสิบวัน เวลาก็เข้าสู่ต้นเดือนเจ็ด
ภายในไร่ของสกุลโม่ ผักหลายชนิดได้สุกงอมพร้อมเก็บเกี่ยว
แล้ว
ถึงแม้ว่าเฮ่อจือหร่านจะไม่รู้สึกว่าผักเหล่านี้สดใหม่ขนาดไหน
แต่เมื่อผ่านมือของนางและได้เห็นกระบวนการปลูก การรดน ้า และ
การใส่ปุ๋ยด้วยตาของตนเอง ส าหรับนางแล้ว นับเป็นประสบการณ์ที่
แตกต่างอย่างแท้จริง
นางรู้สึกคาดหวังเป็นอย่างยิ่งกับการเก็บเกี่ยวผักและธัญพืชปี
แรกที่ซีเป่ย
และแน่นอนว่ามันเป็นการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์
เฮ่อฮูหยินไปพร้อมกับลูกสาวเพื่อดูทุกคนเก็บเกี่ยวผักในไร่ ซึ่ง
ท าให้นางรู้สึกเปิดหูเปิดตาขึ้นมา
มองผักที่วางอยู่ในตะกร้าเต็มไร่ มีหลายชนิดที่นางไม่เคยเห็นมา
ก่อน
เฮ่อฮูหยินพยุงเฮ่อจือหร่านด้วยความระมัดระวังเพื่อมายังผัก
เหล่านั้นพลางสอบถามเกี่ยวกับชนิดต่าง ๆ
เฮ่อจือหร่านเพื่อเติมเต็มความสงสัยของท่านแม่ นางไม่เพียงแต่
บรรยายชื่อผักอย่างอดทน แต่ยังให้อวี่เอ๋อร์ใช้ผักเหล่านี้จัดท าอาหาร
กลางวันอีกโต๊ะหนึ่ง
ผู้คนที่ช่วยเก็บเกี่ยวผักในไร่มากมายล้วนเป็นชาวบ้านจาก
หมู่บ้านซีหลิ่ง
มีคนเห็นพริกหวานหล่นลงบนพื้นและเน่าไปครึ่งหนึ่ง รู้สึก
เสียดายจึงเก็บขึ้นมาและสอบถามเฮ่อจือหร่าน
“ภรรยาจิ่วเยี่ย ลูกนี้เน่าไปครึ่งนึงแล้ว ข้าขอลองชิมได้หรือไม่?”
เฮ่อจือหร่านไม่ใช่คนที่ใจแคบเช่นนั้น
“ท่านป้า หากท่านต้องการชิม ก็เลือกที่สดใหม่ไปชิมเถอะ ส่วน
อันนี้ที่เน่าแล้วก็ทิ้งไปเถิด”
“ไม่ ไม่ ไม่ ผักที่ล ้าค่าเช่นนี้ ไม่ควรทิ้งอย่างไร้ค่า ข้าแค่อยาก
ลองชิมรสดู แค่นี้ก็พอแล้ว”
ระหว่างที่พูด ท่านป้าผู้นั้นก็ใช้มือปอกส่วนที่เน่าของพริกหวาน
ออก จากนั้นก็กัดไปค าหนึ่ง
เนื้อพริกหวานหนา และไม่เผ็ดเหมือนพริกชนิดอื่น
โดยเฉพาะเมล็ดที่มาจากพื้นที่มิติของเฮ่อจือหร่าน ปลูกผัก
ออกมาได้อร่อยยิ่งนัก
หลังจากท่านป้าผู้นั้นกัดเข้าไปค าหนึ่ง ก็ชมไม่หยุดปาก
“ผักนี้อร่อยจริง ๆ มีรสหวานด้วย”
เฮ่อจือหร่านเห็นนางชอบ จึงหยิบพริกหวานจากตะกร้าไม้ไผ่
ข้าง ๆ ออกมาสองสามลูกแล้วยื่นให้
“หากท่านป้าชอบก็เอากลับไปสองสามลูก พริกหวานหั่นเป็นชิ้น
เล็กๆ ผัดกับเนื้อหรือไข่ก็อร่อยทั้งนั้น”
ท่านป้าหลงใหลในรสชาติของพริกหวานจริง ๆ แต่ก็ไม่อยากรับ
เอาของของผู้อื่นมาเช่นนี้
เมื่อเฮ่อจือหร่านน าพริกหวานมามอบให้ ท่านป้าจึงรีบหมุนตัว
เข้าท างานในไร่พร้อมเอ่ยว่า “ขอบคุณเจ้ามากนะ ภรรยาจิ่วเยี่ย ผัก
ดี ๆ แบบนี้พวกเจ้าควรน าไปขายแลกเงินดีกว่า”
เมื่อเห็นท่านป้าเดินห่างออกไป เฮ่อจือหร่านจึงได้แต่ถอนใจ
พร้อมน าพริกหวานกลับไปวางในตะกร้าไม้ไผ่อีกครั้ง
ในตอนนั้นเอง เหลียงห่าวก็พาถังหมิงรุ่ยกลับมาด้วย
กิจกาจแตงโมของถังหมิงรุ่ยก าลังรุ่งเรืองอย่างยิ่ง เวลานี้เขาเพียง
รอคอยให้สกุลโม่มีของขายเพิ่มเติมเพื่อจะได้ติดต่อไปยังเขาอีกครั้ง
ผักแปลก ๆ ที่สกุลโม่ปลูกในไร่นั้น เขาเคยเห็นมากับตาตนเอง
มาแล้ว
วันนี้เมื่อได้ฟังเหลียงห่าวบอกว่าผักเหล่านี้สุกงอมแล้วหลาย
ชนิด เขาจึงมอบหมายงานอื่น ๆ ให้กับลูกน้องจัดการ แล้วรีบเดินทาง
มายังหมู่บ้านซีหลิ่งด้วยตัวเอง