ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 468 พวกเราแค่อยากเห็น
ฮูหยินผู้เฒ่ามองดูทารกน้อยที่นอนหลับอยู่ในอ้อมกอดของนาง
รู้สึกว่าหัวใจนางก าลังจะละลายอยู่แล้ว
หลายปีแล้วที่สกุลโม่ไม่มีชีวิตใหม่เกิดขึ้น และครั้งนี้ก็ได้ต้อนรับ
ทารกน้อยถึงสองคนพร้อมกัน
นางกลัวว่าสะใภ้คนอื่นจะรบกวนการพักผ่อนของหลานสาว จึง
ท าหน้าดุและเอ่ยว่า “พวกเจ้าควรไปดูแลสะใภ้เก้ากับลูกชายคนโต
นาง อย่ามารวมตัวกันอยู่ที่นี่…” แล้วแย่งหลานสาวข้าไป
อีกอย่าง สะใภ้เก้าและลูกชายก็ส าคัญเช่นกัน การที่นางท าเช่นนี้
ก็เพื่อจะอุ้มหลานสาวไปให้โม่ฉิงได้ดู
หากเขาได้เห็นว่าในบ้านมีหลานสาวน่ารักเพิ่มขึ้นมาอีกคน เขา
คงจะยิ้มจนตาตื่นเลยทีเดียว
นางนึกถึงภาพตอนโม่หานเยี่ยเกิด ตอนนั้นโม่ฉิงก็แทบไม่ได้
นอนเลยเกือบหนึ่งวัน คอยดูแลลูกสาวสุดที่รักของเขาตลอดเวลา
หากไม่ติดพันหน้าที่การงานในราชส านัก คาดว่าเขาคงจะอยู่ข้าง
กายลูกสาวตลอดแน่
สะใภ้ใหญ่มักเป็นผู้น าในหมู่พี่น้องสะใภ้ แม้นางจะอยากอุ้ม
หลานสาวตัวน้อยสักแค่ไหน แต่ในเวลานี้นางก็ต้องค านึงถึงภาพรวม
โดยเฉพาะน้องสะใภ้เก้าที่เพิ่งคลอดเสร็จ จ าเป็นต้องเตรียม
อาหารบ ารุงร่างกาย นางจ าต้องพาคนออกไปท าด้วยตนเอง
สะใภ้ใหญ่มองทารกน้อยที่หลับสนิทอย่างอาลัยอาวรณ์ แล้ว
เรียกสะใภ้คนอื่นให้ออกไป
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นว่าไม่มีใครมาแย่งหลานสาวตัวน้อยกับตนแล้ว
จึงลุกขึ้นเตรียมอุ้มเด็กน้อยกลับไปยังเรือนของตน
นางเพิ่งออกมาจากห้องก็เดินชนกับหมอต าแยจ้าว
ในฐานะหมอต าแย เพื่อจะหาเงินให้ได้มากขึ้น ค าอวยพรจึงพูด
ออกมาได้อย่างคล่องแคล่ว
ยิ่งไปกว่านั้น ทารกแฝดของสกุลโม่ก็เป็นมงคลและน่ายินดีจริง ๆ
ไม่จ าเป็นต้องแต่งเติมค าพูดอะไรมาก ก็พูดออกมาเป็นชุด ๆ แล้ว
“โอ้โห…ขอแสดงความยินดีด้วยจริง ๆ ลูกสะใภ้ท่านคลอดครั้ง
เดียวก็ได้ทั้งหลานชายหลานสาว ดูก็รู้ว่าท่านเป็นคนมีบุญวาสนา วัน
หน้าคงจะมีลูกหลานห้อมล้อม ไม่มีใครเทียบได้…”
หากเป็นเมื่อก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าคงไม่ชอบฟังค าพูดประจบประแจง
เช่นนี้ แต่วันนี้กลับต่างออกไป นางยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกปลื้มปริ่ม
ขณะเดียวกันก็นึกขึ้นได้ว่าหมอต าแยคนนั้นวุ่นวายอยู่ที่นี่มานาน
แล้ว แต่ยังไม่ได้ให้รางวัลกับนาง
ฮูหยินผู้เฒ่าได้เตรียมเงินรางวัลไว้ล่วงหน้าแล้ว นางเก็บเอาไว้ใน
ถุงตลอดเวลา หากไม่ใช่เพราะหลานสาวตัวน้อยดึงความสนใจของ
นางไปหมด นางคงมอบให้อีกฝ่ายไปนานแล้ว
ตอนนี้ได้ยินหมอต าแยจ้าวพูดค าอวยพรมากมายเช่นนั้น นางไม่
เพียงมอบเงินรางวัลที่เตรียมไว้แต่แรก แต่ยังให้เงินในถุงของนาง
ทั้งหมดด้วย
“ท่านเองก็เหนื่อยมามากเช่นกัน รับเงินพวกนี้ไปเถอะ”
เมื่อหมอต าแยจ้าวรับเงินมาดูก็น่าตกใจมาก รวมทั้งหมดแล้วเป็น
เงินหลายต าลึงทีเดียว ครั้งแรกที่ได้รับเงินมากมายเช่นนี้มา หมอ
ต าแยจ้าวรู้สึกว่ามันช่างไม่สมจริงนัก
ที่ผ่านมา หากครอบครัวอื่นคลอดลูกชายตัวอ้วนก็จะให้เงิน
รางวัลเพิ่ม แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่สกุลโม่ให้แล้ว มันไม่อาจเทียบกันได้
เลย
หมอต าแยจ้าวยิ้มจนรอยย่นบนใบหน้าขึ้นชัด
“ขอบคุณฮูหยินโม่ ขอบคุณ… ฮ่า ๆ ๆ” เดิมทีนางเคยเรียกฮู
หยินผู้เฒ่าว่าน้องสะใภ้ แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาเรียกว่าฮูหยินแทน
เงินมากมายขนาดนี้เพียงพอให้นางใช้ได้อีกนาน นางเคยคิดว่า
ภรรยาเหล่าจิ่วตั้งครรภ์แฝด คงไม่มีทางคลอดได้อย่างราบรื่น พูดตรง
ๆ ก็คือ การตายทั้งแม่และลูกนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ไม่คิดว่า นางไม่เพียงคลอดอย่างราบรื่น ทั้งแม่และเด็กก็
ปลอดภัย ซ ้ายังให้ก าเนิดฝาแฝดชายหญิงที่น่ารักน่าเอ็นดูอีกด้วย
เมื่อหมอต าแยจ้าวนึกถึงเรื่องเหล่านี้ก็รู้สึกภาคภูมิใจราวกับเป็น
ความส าเร็จของตนเอง หากเรื่องนี้ถูกคนนอกพูดถึง ก็จะเป็นโอกาส
อันดีในการสร้างชื่อเสียงของนางเช่นกัน
หลังส่งหมอต าแยจ้าวจากไป ฮูหยินผู้เฒ่าก็อุ้มหลานสาวตัวน้อย
รีบเดินไปยังเรือนของตน
เพิ่งออกจากประตูใหญ่ ก็เห็นบรรดาบุตรชายของนางวิ่งกรูเข้า
มาล้อม
“ท่านแม่ พวกข้าได้ยินว่าน้องสะใภ้เก้าคลอดหลานชาย
หลานสาวให้พวกข้าหรือ รีบให้พวกข้าดูหน่อยเถอะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นท่าทางร้อนใจของบรรดาบุตรชายก็ตกใจจน
ถอยหลังไปหลายก้าว
“พวกเจ้าเบาเสียงหน่อย อย่าท าให้หลานสาวพวกเจ้าตกใจ”
โม่จวินรุ่ยรู้สึกเขินอาย จึงถูมือไปมา
“ท่านแม่ พวกข้าแค่อยากดูเท่านั้น รับรองว่าจะไม่ส่งเสียงดัง
ขอรับ”
ว่าแล้วเหล่าพี่น้องก็เคลื่อนไหวช้าลงมาก แต่ยังคงรักษาท่าทาง
โน้มตัวไปข้างหน้า
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นเช่นนั้นจึงจ าใจเปิดมุมผ้าห่อตัวของหลานสาว
ขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ลืมก าชับว่า “พวกเจ้าระวังหน่อย หากท าให้
หลานสาวสุดที่รักของข้าตกใจ ระวังข้าจะลงโทษให้พวกเจ้าคุกเข่า”
การลงโทษคุกเข่านั้นเป็นการลงโทษที่พวกเขาเคยได้รับ
บ่อยครั้งตอนยังเด็ก หากท าอะไรผิดพลาด ก็จะถูกมารดาสั่งให้ไป
คุกเข่าที่ศาลบรรพชน และระหว่างที่ถูกลงโทษก็ไม่อนุญาตให้กิน
ข้าวด้วย
นับตั้งแต่โตเป็นผู้ใหญ่ มารดาก็ไม่เคยลงโทษพวกเขาเช่นนี้อีก
ค าพูดที่ไม่ได้ยินมาหลายปีนั้นถูกพูดออกมาจากปากของมารดาอีก
ครั้ง เผยให้เห็นว่านางกลัวหลานสาวตัวน้อยจะตกใจมากแค่ไหน
ต่อให้จะต้องถูกลงโทษคุกเข่า ก็ต้องเห็นหน้าเด็กน้อยให้ได้
ชั่วขณะที่ฮูหยินผู้เฒ่าเปิดมุมผ้าขึ้น พี่น้องสกุลโม่รู้สึกราวกับ
หัวใจของพวกเขาอ่อนยวบ
ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นขาวนวล ริมฝีปากน้อยขยับไหวเป็นครั้งคราว
ท่าทางนั้นท าให้พวกเขาที่เป็นลุงอยากจะแย่งตัวนางมาจากอ้อมอก
มารดา เอ็นดูให้สมใจ
โม่จงหยวนถามเสียงเบาว่า “ท่านแม่ นี่คือหลานชายหรือ
หลานสาวของพวกข้าหรือขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าก็ก าลังมองหลานสาวตัวน้อยของนางเช่นกัน ยิ่ง
มองก็ยิ่งชอบจนไม่อาจละสายตาไปได้
“หน้าตางดงามถึงเพียงนี้ ย่อมเป็นหลานสาวของพวกเจ้า
แน่นอน”
“ไม่แปลกที่จะงดงามถึงเพียงนี้ ยังดูดีกว่าตอนหานเยี่ยยังเล็กเสีย
อีก” ขณะพูด โม่เจียเฉิงอดใจไม่ไหว ยื่นนิ้วออกไปพยายามจะแตะ
แก้มเนียนนุ่มของหลานสาว แต่กลับถูกฮูหยินผู้เฒ่าตีมือเขาไว้ทันที่
“ถอยไป มือหยาบกร้านของเจ้า อย่าคิดจะแตะต้องหลานสาว
น้อยของข้าให้ช ้าเชียว”
โม่เจียเฉิงถูกมารดาดุก็ตกใจจนรีบชักมือกลับ
แต่เขายังไม่ยอมแพ้ แต่งงานมาหลายปีแล้ว ตนเองยังไม่มีลูกเลย
สักคน จึงหวังว่าน้องชายคนใดคนหนึ่งในบ้านจะสามารถสืบทอดวงศ์
ตระกูลได้เร็ว ๆ
ด้วยเหตุนี้ ข้าถึงจะมีโอกาสทะนุถนอมเด็กตัวเล็ก ๆ บ้าง
น้องเก้ากับภรรยาช่างเก่งนัก ครั้งเดียวก็ให้ก าเนิดทารกน้อยสอง
คนแก่สกุลโม่แล้ว แต่ท่านแม่กลับไม่ยอมให้เขาแตะต้อง
ท่านแม่เขาเพียงบอกว่าห้ามแตะต้อง แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามอุ้ม
ขณะมารดาก าลังช่วยจัดผ้าห่อให้หลานสาวตัวน้อย โม่เจียเฉิง
ฉวยโอกาสตอนนั้น ฉวยตัวเด็กน้อยไปจากอ้อมอกนาง
“ท่านแม่ ท่านอายุมากแล้วไม่มีแรงอุ้มหรอก ให้ข้าอุ้มเองดีกว่า”
ความจริงแล้วพี่น้องคนอื่นก็มีความคิดเช่นเดียวกัน เพียงแต่
กังวลว่าการกระท าเช่นนี้จะท าให้ท่านแม่ไม่พอใจ จึงอดทนไม่ท าแบบ
นั้น
ตอนนี้หลานสาวตัวน้อยถูกโม่เจียเฉิงอุ้มมาแล้ว พวกเขาพลันไม่
อยู่นิ่งอีกต่อไป
“พี่รอง ท่านอุ้มอีกสักหน่อยแล้วคืนให้ข้านะ”
“ถูกต้อง พวกเราทุกคนต้องผลัดกันอุ้มหลานสาว”
“ข้าก็ด้วย…”
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นบรรดาบุตรชายเป็นเช่นนี้ก็ไม่รู้จะร้องไห้หรือ
หัวเราะดี
การที่มีคนร่วมรักและเอ็นดูหลานสาวของนางนั้นเป็นเรื่องดี แต่
ตัวนางเองก็ยังไม่ทันได้อุ้มหลานให้หน าใจเลย!
“เจียเฉิง เจ้ารีบคืนเด็กให้ข้าเดี๋ยวนี้ เจ้าชอบซุ่มซ่าม หากอุ้มเด็ก
พลาดขึ้นมาจะท าอย่างไร?”
ค าพูดยังไม่ทันจบ นางก็ผลักลูกชายหลายคนที่ขวางหน้าออก
ก้าวเข้าไปแย่งเด็กมาจากอ้อมกอดของโม่เจียเฉิง
หลังจากแย่งหลานสาวตัวน้อยมาได้ส าเร็จ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่กล้า
หยุดแม้แต่ครู่เดียว รีบเดินไว ๆ มุ่งหน้าไปยังเรือนของตน
บทที่ 469 โชคดีสามเท่า
พี่น้องชายหลายคนเห็นหลานสาวตัวน้อยถูกมารดาอุ้มไปก็พา
กันตามไปด้วย อย่างไรเสียแค่ตามมารดาไป พวกเขาก็ยังมีโอกาสได้
เห็นทารกน้อยที่น่ารักนั้น
…
ยามนี้ลูกชายคนโตก าลังหลับสบายอยู่ในอ้อมกอดของยาย
เขายังไม่รู้เลยว่าตัวเองเพิ่งเกิดมา ก็ถูกน้องสาวแย่งความรักจาก
คนในบ้านไปเสียแล้ว
เฮ่อจือหร่านในใจยังคงคิดถึงการได้เห็นลูกทั้งสอง นางคิดว่าแค่
หลับตาพักฟื้นจิตใจสักครู่ก็จะสามารถท าได้อย่างรวดเร็ว
เนื่องจากความเหนื่อยล้า พอนางหลับตาลงก็หลับสนิทไปทันที่
เฮ่อซื่อหมิงยืนเฝ้าอยู่นอกห้องตลอด เมื่อครู่ตอนที่มารดาอุ้ม
หลานชายคนโตออกมา เขาก็ได้เห็นแล้ว
ในฐานะที่เป็นหมอต าแยเลื่องชื่อ เขาย่อมเคยเห็นทารกแรกเกิด
มามากมาย แต่เฮ่อซื่อหมิงรู้สึกว่า แม้จะตัดความสัมพันธ์ทาง
สายเลือดระหว่างเขากับเด็กคนนั้นออกไป และมองจากมุมมองของ
คนนอก หลานชายตัวน้อยของเขาก็ยังเป็นทารกแรกเกิดที่น่ารัก
ที่สุด ไม่มีใครเทียบได้
ตอนนี้เขายังอยากไปดูหลานชายคนโตอีก แต่เพราะท่านแม่ยัง
อยู่ในห้องคลอดของน้องสาว เขาซึ่งเป็นคนให้ความส าคัญกับ
กฎระเบียบ แม้จะเป็นน้องสาวของตัวเอง เขาก็ยังถือว่าตนเป็นบุรุษ
คนนอก
ดังนั้น เฮ่อซื่อหมิงจึงได้แต่เหลียวมองไปทางประตูห้องของเฮ่อจื
อหร่านอย่างกระวนกระวาย หวังว่ามารดาจะรีบอุ้มหลานชายออกมา
เร็ว ๆ
รอมานาน จนในที่สุดประตูห้องก็เปิดออก เฮ่อฮูหยินอุ้ม
หลานชายคนโตออกมาด้วยสีหน้าเปี่ยมรัก
เฮ่อซื่อหมิงรีบเดินเข้าไปต้อนรับ
“ท่านแม่ ให้ข้าอุ้มเขาหน่อยเถิด”
เฮ่อฮูหยินไม่ได้ท าเหมือนฮูหยินผู้เฒ่า แม้ในใจจะไม่อยากปล่อย
มือ แต่ก็ยังคงส่งหลานชายคนโตให้เฮ่อซื่อหมิงอุ้มอย่างระมัดระวัง
พร้อมกับเตือนว่า “เจ้าต้องระวังหน่อยนะ ระวังให้มาก ๆ”
แม้มารดาจะไม่เตือนเฮ่อซื่อหมิงก็ระวังอยู่แล้ว นี่คือสมบัติล ้าค่าที่
น้องสาวของเขาต้องทนทุกข์ทรมานถึงจะคลอดออกมาได้ และพอ
เด็กพูดได้แล้วก็จะต้องเรียกเขาว่าท่านลุงใหญ่อีกด้วย
เฮ่อซื่อหมิงอุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมแขน หัวใจของเขาอ่อนยวบ
ราวกับก าลังละลาย
นี่คือหลานชายตัวน้อยของเขา!
หลานชายตัวน้อยที่ท าให้หัวใจของผู้คนละลายทันทีที่ได้เห็น!
“ท่านแม่ พวกเราดีใจจนลืมไปว่ายังไม่ได้ชั่งน ้าหนักของ
หลานชายเลย”
เฮ่อฮูหยินตบหน้าผากตัวเอง “ดูสิ ข้าเลอะเลือนเสียจริง มัวแต่ดี
ใจจนลืมเรื่องส าคัญเช่นนี้ไปเสียสนิท”
ตาชั่งถูกเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว วางอยู่ในห้องข้าง สองแม่ลูกค่อย
ๆ วางเจ้าตัวน้อยลงบนตาชั่งอย่างระมัดระวัง
ดวงตาของเฮ่อฮูหยินเต็มไปด้วยความประหลาดใจและดีใจ
“หนักถึงหกชั่งเชียวนะ ไม่น่าแปลกใจที่เขาดูอ้วนท้วนเช่นนี้”
พูดถึงตรงนี้ ดวงตาของเฮ่อฮูหยินก็แดงขึ้นอีกครั้ง “หร่านหร่าน
ช่างล าบากจริง ๆ …”
เฮ่อซื่อหมิงมือหนึ่งอุ้มหลานชาย อีกมือหนึ่งตบไหล่เฮ่อฮูหยิน
เบา ๆ
“ทุกอย่างผ่านไปแล้ว อีกสักครู่ข้าจะช่วยปรับสภาพร่างกาย
ของหร่านหร่านอีกครั้ง นางจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วขอรับ”
เฮ่อฮูหยินเช็ดน ้าตาแล้วพยักหน้า “อืม โชคดีที่มีเจ้าอยู่”
โม่จิ่วเยี่ยก็คิดเช่นเดียวกัน โชคดีที่มีเฮ่อซื่อหมิงอยู่
ตอนที่เฮ่อจือหร่านเพิ่งเริ่มคลอด เขาก็ตื่นตระหนกจนมือไม้สั่น
ในสถานการณ์แบบนั้น เขาไม่แน่ใจจริง ๆ ว่าจะสามารถท าการผ่า
คลอดได้ส าเร็จหรือไม่
ตอนนี้เขาไม่อยากท าอะไรทั้งสิ้น แม้แต่ความปรารถนาที่จะไปดู
หน้าลูกก็ไม่มี เขาจับมือของเฮ่อจือหร่าน พลางจ้องมองนางด้วย
สายตาอ่อนโยนและความรัก หวังเพียงร่างกายของนางจะฟื้นตัว
โดยเร็ว
ฮูหยินผู้เฒ่าถูกบรรดาลูกชายห้อมล้อมพากลับไปยังเรือน
โม่ฉิงได้ยินข่าวดีนานแล้ว น่าเสียดายที่เขาเคลื่อนไหวไม่สะดวก
ไม่อาจไปรออยู่นอกลานบ้านของโม่จิ่วเยี่ยเหมือนอย่างพวกลูกชาย
ได้
แต่เขาก็ใจร้อนอยากเห็นหลานชายและหลานสาวตัวน้อยของ
เขาจริง ๆ
ด้วยเหตุนี้หลังจากตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เขาจึงพยายามใช้ไม้
ค ้ายันคู่ที่ลูกสะใภ้เก้าขอให้คนช่วยท าให้พยุงเดินเป็นครั้งแรก
อาจเป็นเพราะมีความมุ่งมั่นและความหวังในใจ จึงสามารถยืน
ขึ้นด้วยแรงของไม้ค ้ายันได้
เขาดีใจ พยายามก้าวเท้าไปข้างหน้า…
แต่เดิมโม่ฉิงไม่เคยมีความหวังกับขาทั้งสองข้างของตน แค่
สามารถเหยียดตรงได้ก็พอใจมากแล้ว
แม้ว่าสะใภ้เก้าจะบอกเสมอว่าเขายังสามารถยืนได้อีกครั้ง แต่ก็รู้
สภาพร่างกายของตัวเองดี
ขาทั้งสองข้างแม้จะมีความรู้สึกบ้างแล้ว แต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรง กล่าว
ได้ว่ามันอ่อนปวกเปียก
เขาไม่อยากให้ภรรยาผู้แก่ชรากังวลกับการฝึกเดินที่เป็นไป
ไม่ได้ ดังนั้น ไม้ค ้ายันคู่นั้นจึงถูกวางทิ้งไว้ในห้องกว่าหนึ่งเดือนแล้ว
เขาไม่เคยคิดจะลองใช้มันเลย
วันนี้เพื่อให้ได้เห็นหลานชายและหลานสาว โม่ฉิงยอมทุ่มเทจริง
ๆ
ถึงจะล าบากมาก แต่เขาก็สามารถเคลื่อนตัวออกจากห้องได้
ส าเร็จ
แค่เปิดประตูออกมา ก็เห็นภรรยาอุ้มเด็กทารกคนหนึ่งไว้ในอ้อม
แขน โดยมีเหล่าบุตรชายห้อมล้อมเดินมาหาเขา
ฮูหยินผู้เฒ่าและบุตรชายต่างตะลึงงันเมื่อเห็นเขาพิงไม้ค ้ายันสอง
ข้างอยู่ประตู
โม่จวินรุ่ยและโม่อวิ๋นเฟิงวิ่งเข้าไปหาเขาเกือบจะพร้อมกัน
ความยินดีฉายชัดในดวงตาของทั้งสองคน
“ท่านพ่อ ท่านลุกเดินได้แล้วหรือ?”
ขณะพูด สองพี่น้องก็เข้าไปประคองเขาทั้งซ้ายขวา
โม่ฉิงในยามนี้ไม่มีสมาธิจะตอบค าถามของบุตรชาย เขาไม่ได้
ฝืนท าอะไร และปล่อยให้บุตรชายทั้งสองพยุงเขาไว้ สายตาของเขา
จับจ้องอยู่ที่ห่อผ้าในอ้อมกอดของภรรยา
“นี่คือหลานชายของข้าหรือ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นโม่ฉิงยืนขึ้นได้ ในใจนางก็รู้สึกยินดีเช่นกัน
นางไม่ได้ตอบค าถามของโม่ฉิงทันที่ แต่กลับถามกลับว่า “ท่าน
พี่ ท่านสามารถยืนขึ้นได้แล้ว ช่างดีจริง ๆ”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ สกุลโม่ของพวกเราช่างโชคดีจริง ๆ น้องสะใภ้
เก้าให้ก าเนิดทายาทสองคนในคราวเดียว แถมท่านพ่อของพวกข้าก็
สามารถยืนขึ้นได้แล้ว” พี่รองกล่าวด้วยความตื่นเต้น
“พี่รองพูดไม่ถูกต้อง น้องสะใภ้เก้าคลอดลูกสองคนก็เป็นโชคดี
สองเท่าอยู่แล้ว บวกกับท่านพ่อลุกยืนได้ ควรจะเป็นโชคดีสามเท่าถึง
จะถูก” พี่ห้าเตือนด้วยรอยยิ้ม
“น้องห้าพูดถูก เป็นโชคดีสามเท่าจริง ๆ” พี่รองรู้ตัวว่าตนเองพูด
ผิดก็รีบแก้ไขทันที่
เมื่อเห็นแม่ลูกพูดคุยกันไปมา ทิ้งเขาไว้ข้าง ๆ โม่ฉิงก็รู้สึกร้อนใจ
“พวกเจ้าอย่าพูดกันอีกเลย รีบให้ข้าดูหลานชายก่อนเถอะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าจึงนึกขึ้นได้ว่านางอุ้มหลานสาวสุดที่รักกลับมาให้
โม่ฉิงดู
นางจึงสั่งการพวกลูกชาย
“รีบพาท่านพ่อพวกเจ้ากลับเข้าห้องก่อน”
โม่ฉิงรู้ดีว่าทารกน้อยที่เพิ่งเกิดกลัวลม แม้จะร้อนใจอยากเห็นแค่
ไหนก็ต้องอดทนไว้ก่อน
เมื่อถูกบุตรชายพยุงกลับไปนั่งบนเตียงเรียบร้อยแล้ว ฮูหยินผู้
เฒ่าก็วางทารกคนที่สองไว้ข้างกายเขา จากนั้นจึงค่อยเปิดมุมผ้าห่อ
ตัวขึ้นเล็กน้อย
“นี่คือหลานสาวของพวกเรา เป็นน้องสาวจากทารกสองคน”
โม่ฉิงยื่นหน้าไปดู ท่าทางที่เร่งรีบและเคร่งเครียดอยากจะได้เห็น
หลานชายเมื่อครู่นี้หายไปในพริบตา มันถูกแทนที่ด้วยสายตาเปี่ยม
ด้วยความรักและเมตตา
“เด็กคนนี้ช่างน่ารักจริง ๆ งดงามกว่าหานเยี่ยของพวกเราเสีย
อีก”
“แน่นอนอยู่แล้ว พ่อแม่ของเด็กล้วนหน้าตาดี ลูกจะด้อยกว่าไป
ได้อย่างไร?”
โม่ฉิงเห็นภรรยาพูดเช่นนั้นก็รีบร้อนขึ้นมา
“เจ้าว่าข้าน่าเกลียดหรือ?”
นึกถึงเมื่อก่อน เขาก็เคยหล่อเหลาองอาจไม่ใช่หรือ?
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ยอมอ่อนข้อให้
“ท่านไม่ได้น่าเกลียด แต่ก็ไม่ได้หล่อเหลาเหมือนจิ่วเยี่ย ข้าเองก็
ไม่ได้งดงามเหมือนหร่านหร่าน นี่ไม่ใช่ความจริงหรือ?”
โม่ฉิง “…”
ค าพูดนี้เขาไม่อาจโต้แย้งได้ เพราะภรรยาพูดความจริง
เขาจึงปิดปากเงียบ แล้วมองหลานสาวสุดที่รักของตนเองต่อไป