ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 500 ข้าจะต้องท าให้พวกเขาไม่ได้ตายดี
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 500 ข้าจะต้องท าให้พวกเขาไม่ได้ตายดี
โม่ฉิงยังคอยตามข่าวจากเมืองหลวงอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด
เขารีบเปิดจดหมายออกมาอ่านทันที่
เห็นได้ชัดว่าแววตาของเขาที่อ่านจดหมายนั้นลึกล ้ามากขึ้น
“ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้น?” โม่จิ่วเยี่ยเห็นเขาวางจดหมายลงจึงรีบ
ถาม
“ในจดหมายบอกว่าจักรพรรดิซุ่นอู่ไม่ได้เข้าประชุมตอนเช้ามา
สิบวันแล้ว ตอนนี้ราชส านักแบ่งออกเป็นสามฝ่าย ฝ่ายที่สนับสนุน
หนานเหิงมีครึ่งหนึ่ง ที่เหลือคือฝ่ายที่สนับสนุนองค์ชายหนานรุ่ยกับ
องค์ชายสี่”
“อีกทั้งเรื่องที่พวกเราสังหารพวกนักฆ่าที่จักรพรรดินีส่งมา ท่าน
เจ้าเมืองก็ได้รายงานไปยังราชส านัก ตอนนั้นจักรพรรดิซุ่นอู่ไม่รู้ว่า
ถูกใครยุยง จึงมอบเรื่องนี้ให้อัครเสนาบดีเซวียไปจัดการ ส่วน
เสนาบดีเซวียไม่ได้สืบสวนอะไรเลย ผ่านไปไม่กี่วันก็รายงานเรื่องนี้
กับจักรพรรดิซุ่นอู่ บอกว่าผู้ที่เสียชีวิตกว่าสองร้อยคนในซีเป่ยนั้น
ล้วนเป็นชาวบ้านในท้องถิ่น เนื่องจากสกุลโม่ต้องการยึดครองที่ดิน
ของพวกเขา จิ่วเยี่ยจึงลงมือสังหารพวกเขาอย่างโหดเหี้ยม”
“เมื่อเรื่องนี้ถูกรายงานไปถึงจักรพรรดิซุ่นอู่ ก็ท าให้เขาโกรธ
อย่างหนัก หากไม่ใช่เพราะองค์ชายหนานรุ่ยกับคุณชายเฟ่ยช่วย
เกลี้ยกล่อมให้สงสัยว่าเรื่องนี้อาจมีเบื้องลึกเบื้องหลัง จักรพรรดิซุ่นอู่
คงจะส่งทหารมาซีเป่ยเพื่อจับกุมจิ่วเยี่ยแล้ว”
“ด้วยเหตุนี้ องค์ชายหนานรุ่ยจึงถึงกับทะเลาะกับฝ่ายจักรพรรดินี
และสถานการณ์ตอนนี้ก็เลวร้ายยิ่งขึ้น”
โม่จิ่วเยี่ยก าหมัดแน่น “ช่างเป็นจักรพรรดินีและคนตระกูลเซวียที่
น่าชังนัก ข้าจะต้องท าให้พวกเขาไม่ได้ตายดีแน่”
เฮ่อจือหร่านก็รู้สึกโกรธเคืองมาก หากเป็นในอดีต เรื่องเช่นนี้
นางคงแค่ฟังผ่าน ๆ หากโม่ฉิงไม่เอ่ยปากถามความเห็น ก็จะไม่แสดง
ความเห็นออกไปเอง ทว่าวันนี้แตกต่างออกไป ตระกูลเซวียรังแกคน
เกินไปแล้วจริง ๆ
“ท่านพ่อ อีกสองวันโรงเรือนก็จะสร้างเสร็จแล้ว ข้าตั้งใจจะไป
เมืองหลวงกับสามี ในเมื่อพวกเขาไม่ยอมให้สกุลโม่อยู่อย่างสงบ
พวกเราก็ต้องลงมือก่อน จัดการกับคนที่คิดไม่ซื่อกับสกุลโม่ให้หมด”
“เรื่องที่เมืองหลวงย่อมต้องไปแน่นอน แต่พวกเราบุรุษสกุลโม่
ไม่ใช่คนขี้ขลาด เรื่องแบบนี้ยังไม่ถึงคราวที่เจ้าซึ่งเป็นสตรีจะต้องออก
หน้า” โม่ฉิงเป็นคนแรกที่ออกมาคัดค้าน
ในสายตาของเขา ลูกสะใภ้เก้าก็เพียงฉลาดกว่าคนอื่นเล็กน้อย
แต่เรื่องบุกตะลุยต่อสู้แบบนี้จะให้นางซึ่งเป็นสตรีอ่อนแอไม่มีแม้แรงจะ
มัดไก่ไปท าได้อย่างไร
เฮ่อจือหร่านเพิ่งพูดออกไปเพราะความร้อนใจ ถึงเปิดเผย
ความคิดในใจออกมาตรง ๆ
ค าพูดที่พูดออกไปแล้วย่อมไม่มีทางเรียกกลับคืนมาได้ อีกอย่าง
เรื่องนี้นางก็ได้ปรึกษากับโม่จิ่วเยี่ยไว้ล่วงหน้าแล้ว ตอนแรกโม่จิ่วเยี่ย
ก็ไม่เห็นด้วยที่นางจะไป ด้านหนึ่งเป็นเพราะกังวลว่านางจะเผชิญ
อันตราย อีกด้านคือค านึงถึงลูกทั้งสองคนที่เพิ่งคลอด
แต่ไม่มีใครรู้นิสัยของเฮ่อจือหร่านได้ดีเท่าเขา สิ่งที่นางต้องการ
จะท า ไม่ว่าพูดโน้มน้าวอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนใจนางได้
ด้วยความจนใจ โม่จิ่วเยี่ยจึงได้แต่ประนีประนอม
ทว่าเขาเองก็ได้ตกลงกับเฮ่อจือหร่านแล้วว่าจะพานางไปเมือง
หลวง แต่หากต้องเผชิญอันตราย นางก็ต้องไม่สนใจสิ่งใด ต้องหลบ
เข้าไปในพื้นที่มิติเพื่อรักษาชีวิตทันที่
หากเฮ่อจือหร่านไม่ยอมรับข้อนี้ เขาก็จะไม่ยอมประนีประนอม
เพื่อให้นางได้ไปเมืองหลวง
อย่าว่าแต่เงื่อนไขง่าย ๆ เช่นนี้เลย ต่อให้เข้มงวดมากกว่านี้นางก็
พร้อมจะยอมรับ
ด้วยเหตุนี้สองสามีภรรยาจึงวางแผนกันไว้แต่เนิ่น ๆ แล้ว ไม่ว่าจะ
ได้รับข่าวจากเมืองหลวงหรือไม่ พวกเขาจะออกเดินทางไปยังเมือง
หลวงหลังจากสร้างโรงเรือนเสร็จ
ในเมื่อสามีได้รับปากกับภรรยาว่าจะพานางไปด้วย พอเจอกับ
การคัดค้านจากครอบครัว โม่จิ่วเยี่ยย่อมต้องออกมาช่วยพูด
“ท่านพ่อ หร่านหร่านอยากไปเมืองหลวงกับข้า ส่วนใหญ่เพราะ
นางอยากพบท่านพ่อตา พวกนางพ่อลูกไม่ได้เจอกันมาเกือบปีแล้ว
ในฐานะลูกสาวย่อมคิดถึงบิดาเป็นธรรมดา”
โม่จิ่วเยี่ยเข้าใจนิสัยของบิดาและพี่ชายของตนดี ในฐานะคนที่
เคยผ่านความเป็นตายในสนามรบ พวกเขาจะยอมให้สตรีเข้าไปมี
ส่วนร่วมในการต่อสู้เหล่านี้ได้อย่างไร
วิธีที่ดีที่สุดคือการใช้ความคิดถึงบิดาของภรรยา
เฮ่อจือหร่านตอนนี้ก็ตระหนักได้ว่าเมื่อครู่นางร้อนใจเกินไป จน
ลืมไปว่าบุรุษสกุลโม่มีความห้าวหาญอยู่ในสายเลือด
“ท่านพ่อ เมื่อครู่ข้าร้อนใจเกินไปเจ้าค่ะ แต่ความจริงแล้วข้า
อยากไปเมืองหลวงก็เพื่อเยี่ยมเยือนท่านพ่อ”
นางคิดครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ
“ท่านแม่กับพี่ใหญ่ของข้าต่างชอบซีเป่ยมาก พวกเขาคิดจะตั้ง
รกรากอยู่ที่นี่ในระยะยาว ข้าเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ก็เพื่อชักชวนบิดาให้
ลาออกจากต าแหน่ง และออกจากวังวนแห่งการแก่งแย่งชิงดีได้
โดยเร็ว ท่านพ่อรักข้ามากที่สุด บางทีอาจมีเพียงข้าเท่านั้นที่พูดแล้ว
เขาจะรับฟัง ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจจะไปเมืองหลวงพร้อมกับสามี เมื่อ
ถึงตอนนั้น สามีข้าก็จะไปท าภารกิจส าคัญของเขา ส่วนข้าก็จะอยู่ที่
จวนเสนาบดีเพื่อโน้มน้าวบิดา”
โม่ฉิงได้ยินเฮ่อจือหร่านพูดเช่นนั้นแม้ในใจจะมีความสงสัย แต่ก็
ไม่อาจขัดขวางลูกสะใภ้ให้กลับไปเยี่ยมญาติด้วยความคิดถึงได้
เขาสูดลมหายใจลึกแล้วกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้พวก
เจ้าสามีภรรยาไปปรึกษากันเองเถอะ แต่การไปเมืองหลวงครั้งนี้คือ
เพื่อแก้ไขวิกฤตที่พวกเราก าลังเผชิญอยู่ ทว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย
ต่อไปข้าจะหารือกับบรรดาพี่ชายของเจ้าเกี่ยวกับกลยุทธ์ สกุลของ
พวกเราไม่ใช่ว่าไม่มีคน การจะปล่อยให้เจ้าไปเสี่ยงอันตรายเพียง
ล าพังย่อมเป็นไปไม่ได้”
ในสายตาของโม่ฉิง การแก้ไขวิกฤตในเมืองหลวงนั้นไม่ใช่เรื่อง
ง่าย แม้ว่าลูกชายคนที่เก้าจะมีความสามารถ แต่เรื่องเช่นนี้เขาคน
เดียวก็คงท าไม่ได้
อีกทั้งตอนนี้ในบ้านของพวกเขาก็มีลูกชายทั้งเก้าคนอยู่
นอกจากลูกสี่ที่เคลื่อนไหวล าบากต่างจากพี่น้องคนอื่น ทุกคนก็
สามารถมีส่วนร่วมได้
หากยังไม่ดีพอ ก็มีพวกเหลียงห่าวและเถาหราน ใครก็ตามที่
ติดตามไปด้วยล้วนเป็นก าลังส าคัญของโม่จิ่วเยี่ยทั้งนั้น
หากเป็นเมื่อก่อนโม่จิ่วเยี่ยก็คงจะคิดเช่นนี้ พาพี่น้องที่ไว้ใจได้ไป
ด้วยกัน
แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป ภรรยาของเขาจะไปด้วย นางมีพื้นที่มิติ
ที่หากจ าเป็นก็สามารถน าสิ่งของพิเศษออกมาใช้ได้
แม้โม่จิ่วเยี่ยจะหาข้ออ้างมาปีกว่าแล้ว แต่สิ่งของเหล่านั้นล้วนมี
ที่มาที่ไปสมเหตุสมผล
การไปเมืองหลวงคราวนี้แตกต่างออกไป หากต้องการใช้วิธีที่
ง่ายที่สุดในการจัดการกับคนที่คิดไม่ซื่อต่อสกุลโม่ ภรรยาของข้า
จะต้องน าสิ่งของที่คาดไม่ถึงออกมามากมาย หากมีคนอื่นเห็นเข้า
เขาคงหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้จริง ๆ
ยิ่งกว่านั้น พื้นที่มิติของภรรยาเป็นความลับใหญ่หลวง เขาไม่คิด
จะให้มีคนรู้เพิ่มขึ้นอีกแม้แต่คนเดียว
“ท่านพ่อ ท่านเคยคิดหรือไม่ว่าตอนนี้คนสกุลโม่ล้วนเป็นคนที่มี
ความผิดในสายตาขององค์จักรพรรดิ หากไปเมืองหลวงด้วย
เป้าหมายที่ใหญ่เกินไปย่อมเปิดเผยร่องรอยได้ง่าย อีกทั้งซีเป่ยทางนี้
ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะปลอดภัยแน่นอน ข้าจะพาหร่านหร่านเข้า
เมืองหลวง ส่งนางไปหาท่านพ่อตาก่อน ข้าคนเดียวสามารถ
ตรวจสอบสถานการณ์โดยรวมได้ เมื่อรู้เขารู้เราแล้ว ข้าจะให้เสี่ยวไป๋
ส่งข่าวกลับมา ถึงตอนนั้นค่อยให้คนไปช่วยเหลือข้า”
โม่ฉิงเห็นด้วยกับค าพูดของโม่จิ่วเยี่ย แต่เขายังรู้สึกไม่วางใจ
ดังนั้นจึงยังไม่ได้ตอบรับทันที่
กลับเป็นพี่สี่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้นมาว่า
“ท่านพ่อ ข้าเห็นด้วยกับความคิดของน้องเก้า ตอนนี้พวกเรารู้
สถานการณ์ในเมืองหลวงจากจดหมายเท่านั้น ท าได้เพียงวิเคราะห์
สถานการณ์คร่าว ๆ แทนที่จะส่งคนไปมากมายอย่างโจ่งแจ้ง ไม่สู้ท า
ตามที่น้องเก้าบอกดีกว่า ให้เขาไปสืบดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ เสี่ยว
ไป๋ที่น้องเก้าเลี้ยงไว้ก็เก่งกาจจริง ๆ จากเมืองหลวงมาซีเป่ย มันใช้
เวลาไปกลับอย่างมากก็แค่สี่วัน พวกเราท าตามแผนของน้องเก้า รอ
รับข่าวจากเขาแล้วค่อยลงมือก็ไม่สายเกินไปหรอกขอรับ”