ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 503 ตอนนี้เขาไร้ที่อยู่อาศัยแล้ว
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 503 ตอนนี้เขาไร้ที่อยู่อาศัยแล้ว
เฮ่อจือหร่านกล่าวว่า “ท่านพ่อ พี่ชายทุกท่าน แม่ของข้าคัดค้าน
เรื่องที่ข้าจะไปเมืองหลวงกับสามีมาตลอด ดังนั้นครั้งนี้ข้าจึงไม่คิดจะ
บอกลานางก่อนออกเดินทาง เรื่องนี้ต้องรบกวนทุกท่านช่วยจัดการ
แทนข้าด้วย อีกอย่าง ต้องรบกวนท่านแม่และพี่สะใภ้ทุกท่านช่วยดูแล
ลูกทั้งสองให้ข้าสักระยะ นมผงของพวกเขาเตรียมไว้อย่างเพียงพอ
แล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีอะไรกิน”
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวล เด็กทั้งสองเป็นสมบัติล ้าค่าของตระกูล
เรา ทุกคนจะดูแลอย่างดีแน่นอน เพียงแต่ว่ามารดาของเจ้า…” โม่ฉิง
ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
ให้โม่ฉิงไปอธิบายกับแม่สะใภ้ว่า เฮ่อจือหร่านแอบตามโม่จิ่วเยี่ย
ไปด้วยกัน ทั้งที่ทุกคนรู้เรื่องนี้ เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าจะเอ่ยปากอย่างไรดี
ไม่เพียงแค่โม่ฉิง พี่น้องสกุลโม่ก็รู้สึกล าบากใจกับเรื่องนี้เช่นกัน
เฮ่อจือหร่านรู้ดีว่าเรื่องนี้ท าให้ทุกคนล าบากใจ แต่นางก็ไม่มี
ทางเลือกอื่น
ด้วยนิสัยของเฮ่อฮูหยิน หากรู้ล่วงหน้าว่านางจะไปเมืองหลวงกับ
โม่จิ่วเยี่ย ท่านแม่คงไม่ยอมกินไม่ยอมนอนและคอยเฝ้าดูนางทุกวัน
“ท่านพ่อ พี่ชายทั้งหลาย ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ท าให้พวกท่านล าบากใจ
เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าจะเขียนจดหมายทิ้งไว้ที่นี่ หากท่านแม่ถาม
พวกท่านก็บอกว่าเห็นจดหมายจึงรู้ว่าข้าไปเมืองหลวงกับสามี”
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะช่วยให้พ่อสามีและพี่ชายทั้งหลายรู้สึกอึด
อัดน้อยลง
เมื่อเห็นน้องสะใภ้เก้าเขียนจดหมายเสร็จ พี่ห้าก็ถามว่า “โจว
เหล่าปาที่มาจากเมืองหลวงนั้น ตอนนี้ร่างกายฟื้นตัวเกือบหมดแล้ว
น้องเก้าวางแผนจะจัดการอย่างไร”
โจวเหล่าปาเป็นคนซื่อสัตย์ เขายังคงจดจ าเรื่องราวที่เฮ่อจือห
ร่านช่วยชีวิตเขาไว้ได้ ความรู้สึกหลงใหลในใจของเขาไม่ได้จาง
หายไปเลย
แต่เขารู้ดีว่าเฮ่อจือหร่านได้แต่งงานไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ในการ
เดินทางกลับจากซีเป่ยไปเมืองหลวงครั้งนั้น เผิงวั่งก็ได้เตือนสติเขา
หลายครั้งว่า เขาเป็นเพียงคางคกที่คิดจะกินเนื้อหงส์เท่านั้น
ถึงแม้ว่าเฮ่อจือหร่านจะยังไม่ได้แต่งงาน นางก็เป็นถึงบุตรสาว
ของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เขาเป็นแค่โจวเหล่าปาไม่รู้จักที่ต ่าที่สูง แต่
กลับกล้าคิดถึงบุตรสาวของท่านเสนาบดีเช่นนาง
โจวเหล่าปาไม่ใช่คนดื้อรั้นไม่ยอมฟังใคร สิ่งที่เผิงวั่งพูดมา
ทั้งหมดนั้น เขาก็เข้าใจดี
เพียงแต่หัวใจที่คิดถึงดวงนี้ เป็นสิ่งที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจ
ควบคุมได้
อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยมีความคิดที่ไม่ดีเลย เพียงแค่เก็บเฮ่อจื
อหร่านไว้ในใจอย่างเงียบ ๆ
หากไม่ใช่เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เขาคงไม่มีโอกาสได้เจอ
เฮ่อจือหร่านอีกตลอดชีวิต
แม้ว่าการมาซีเป่ยครั้งนี้ เขายังไม่ได้พบกับเฮ่อจือหร่าน แต่เมื่อ
คิดว่าระยะห่างระหว่างพวกเขานั้นใกล้กันเพียงนี้ หัวใจของเขาก็เริ่ม
ควบคุมไม่อยู่
เพื่อไม่ให้การปรากฏตัวของเขาสร้างความยุ่งยากให้กับเฮ่อจือห
ร่าน และในขณะเดียวกันก็ต้องการให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลายขึ้น แม้ว่า
อาการบาดเจ็บจะดีขึ้นมากแล้ว เขาก็ยังคงอยู่แต่ในบ้านและออกไป
ข้างนอกน้อยครั้ง พยายามหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะเผชิญหน้ากับเฮ่อจื
อหร่าน
ด้วยเหตุนี้ เฮ่อจือหร่านจึงไม่เคยเห็นโจวเหล่าปา จนกระทั่งนาง
ลืมไปแล้วว่าในหมู่บ้านซีหลิ่งยังมีคนผู้นี้อยู่
เมื่อถูกถามถึงการจัดการเรื่องของโจวเหล่าปา โม่จิ่วเยี่ยครุ่นคิด
ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า
“ตอนนี้เขาไร้ที่อยู่อาศัยแล้ว ขอให้พี่ห้าไปถามเขาสักหน่อย
หากเขายินดีที่จะตั้งรกรากที่ซีเป่ย ก็ให้ช่วยซื้อบ้านหลังหนึ่งให้เขา
ในหมู่บ้านซีหลิ่ง”
“ส่วนเรื่องการท ามาหากิน โจวเหล่าปาเป็นคนดี หากเขายัง
อยากท างานในที่ว่าการอ าเภอ ก็ให้บอกน้องเขยจัดการให้เขาไปเป็น
เจ้าหน้าที่ แต่ถ้าไม่อยาก ก็ให้ถามพี่ชายหูว่าต้องการคนช่วยงาน
หรือไม่ และขอให้พี่ห้าบอกเขาด้วยว่า แค้นของพี่เผิง ข้าจะต้องแก้
แค้นให้แน่นอน ขอให้เขาอยู่ที่นี่อย่างสบายใจเถิด”
“ได้ เดี๋ยวข้าจะไปจัดการ” เมื่อได้ยินค าพูดของน้องเก้า โม่จง
หยวนก็รู้ว่าต้องท าอย่างไร
โม่จิ่วเยี่ยมองดูท้องฟ้าอีกครั้ง
“ได้เวลาแล้ว พวกเราออกเดินทางกันเถอะ”
สามีภรรยาทั้งสองขี่ม้าออกเดินทางไปด้วยกัน
ทั้งสองเดินทางข้ามเมืองต่าง ๆ ไป เมื่อมาถึงถนนหลวงที่มุ่งหน้า
สู่เมืองหลวง ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว หลังจากเข้าไปพักผ่อนในพื้นที่
มิติชั่วคราว พวกเขาก็ขับรถคันใหญ่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงโดยตรง
สามีภรรยาเดินทางในเวลากลางคืนและพักผ่อนในพื้นที่มิติใน
เวลากลางวัน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงนอกประตูเมืองของเมืองหลวง
ในคืนที่สี่หลังจากออกเดินทาง
ประตูเมืองของเมืองหลวงจะปิดในเวลากลางคืน ห้ามผู้คนเข้า
ออก เว้นแต่จะมีป้ายจากทางการหรือพระราชโองการจากจักรพรรดิ
ซุ่นอู่
การรักษาการณ์ของเมืองหลวงนั้นไม่เหมือนเมืองอื่น ไม่เพียงแต่
มีทหารยามจ านวนมาก ยังมีผู้แข็งแกร่งจากวังหลวงส่วนหนึ่งด้วย
หากเป็นเมืองธรรมดา โม่จิ่วเยี่ยจะพาเฮ่อจือหร่านใช้วิชาตัวเบา
หาจุดอ่อนของยามเพื่อเข้าเมือง
แต่มาถึงที่นี่ เขาไม่คิดจะท าเช่นนั้น
อย่าว่าแต่ต้องพาเฮ่อจือหร่านไปด้วยเลย แม้แต่คนเดียวก็ไม่อาจ
รับประกันได้ว่าจะผ่านเข้าไปได้โดยไม่มีใครรู้
ด้วยเหตุนี้ โม่จิ่วเยี่ยจึงวางแผนที่จะพักค้างคืนนอกเมือง เมื่อ
ประตูเมืองเปิดในเช้าวันรุ่งขึ้น เขาและเฮ่อจือหร่านจะแต่งตัวปลอมตัว
ก่อนเข้าเมือง
เมื่อมาถึงบริเวณใกล้เมืองหลวง ทั้งสองคนรู้สึกไม่สงบนัก เพราะ
พวกเขายังไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรในอนาคต
ทั้งคืนนอนไม่หลับ ก่อนฟ้าสางสามีภรรยาคู่นี้ก็นั่งอยู่หน้ากระจก
แล้ว การแต่งหน้าครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน ๆ โม่จิ่วเยี่ยแปลงโฉม
เป็นพ่อค้าวัยกลางคน ส่วนเฮ่อจือหร่านแปลงเป็นแม่บ้านวัยกลางคน
ยิ่งไปกว่านั้น เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ก็มีสีค่อนข้างเข้ม ท าให้ดู
เด่นชัดว่าพวกเขาไม่ใช่คนหนุ่มสาวอีกต่อไป
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยและแน่ใจว่าไม่มีปัญหาใด ๆ
เฮ่อจือหร่านก็จูงมือโม่จิ่วเยี่ย แล้วพากันเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่มิติ
พวกเขาน ารถม้าธรรมดา ๆ ออกมาด้วย
เฮ่อจือหร่านนั่งอยู่ในรถม้า ส่วนโม่จิ่วเยี่ยรับหน้าที่เป็นคนขับ
ตามปกติแล้ว เวลานี้ควรจะเป็นเวลาที่ประตูเมืองเปิดแล้ว แต่
ประตูใหญ่ยังคงปิดสนิทอยู่
ที่หน้าประตูมีผู้คนเข้าแถวรอคอยอย่างเป็นระเบียบแล้ว
แม้โม่จิ่วเยี่ยจะรู้สึกสงสัยในใจว่าท าไมประตูเมืองถึงเปิดช้ากว่า
ปกติ แต่เขาก็ยังคงไม่แสดงอาการใด ๆ ขับรถม้าไปต่อท้ายแถว
เบื้องหน้าของเขาคือคู่สามีภรรยาหนุ่มสาว ในอ้อมกอดอุ้มทารก
น้อยอายุประมาณหนึ่งขวบ
หญิงสาวคนนั้นน ้าตาคลอ จ้องมองทารกน้อยในอ้อมแขนของ
สามี
“ท่านพี่ พวกเราไปขอร้องท่านขุนนางผู้เฝ้าประตูกันเถิด! หาก
ล่าช้าต่อไป ข้าเกรงว่าหู่โถวจะไม่รอด”
“ขอร้องก็ไร้ประโยชน์ เจ้าไม่เห็นหรือว่าเมื่อครู่มีคนรีบเข้าเมือง
ไปหาเจ้าหน้าที่ผู้เฝ้าประตูแล้วถูกเฆี่ยนด้วยแส้”
“แต่ว่า อาการป่วยของหู่โถวรอไม่ได้แล้ว…” หญิงสาวผู้นั้นพูด
ไปพลางสะอื้นไห้ไปพลาง
เฮ่อจือหร่านสามารถได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนอย่าง
ชัดเจนจากในรถม้า นางเปิดม่านรถและก้าวลงมา เดินเข้าไปใกล้คู่
สามีภรรยาคู่นั้น
“สาวน้อย ข้ามีความรู้ด้านการรักษาอยู่บ้าง หากเจ้าเชื่อใจข้า
ข้าสามารถช่วยตรวจดูเด็กให้ก่อนได้”
คู่สามีภรรยาเห็นว่าคนที่พูดเป็นสตรีแต่งกายหรูหรา ในดวงตา
ของพวกเขามีความสงสัยอยู่บ้าง
ท้ายที่สุดแล้ว ในยุคสมัยนี้หมอที่รักษาโรคล้วนเป็นบุรุษ การที่
พวกเขาจะมีความสงสัยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
แม้ในใจจะมีความสงสัย แต่เพื่อชีวิตของลูก ชายผู้นั้นก็ยังกล่าว
ด้วยความขอบคุณว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรบกวนท่านหญิงแล้ว”
เฮ่อจือหร่านก้าวเข้าไปข้างหน้า ก่อนอื่นนางลูบหน้าผากของ
เด็กน้อย จากนั้นจึงจับชีพจรของเด็ก
“เด็กคนนี้เป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา เนื่องจากไม่ได้รับการรักษา
อย่างทันท่วงที่ จึงส่งผลกระทบต่อการท างานของปอด”