ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 534 ขอพระองค์โปรดทบทวนอีกครั้ง
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 534 ขอพระองค์โปรดทบทวนอีกครั้ง
ประโยคนี้สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน ยกเว้นหยวนกุ้ยเฟย
และหวังมามา ทุกคนต่างเบิกตากว้างจ้องมองจักรพรรดิซุ่นอู่
พวกเขาถึงกับพึมพ าในใจว่าองค์จักรพรรดิคงไม่ได้ถูกใครท าให้
สมองเสียหายไปแล้วกระมัง?
เพิ่งปรากฏตัวก็พูดจาเช่นนี้เสียแล้ว
หรือว่าคนที่เขากล่าวถึง คือองค์ชายสี่ที่ไม่ได้รับความโปรด
ปราน?
หนานฉีก็คาดเดาเช่นเดียวกัน แต่เมื่อคิดดูอีกที่ เฟ่ยหนานอวี่
เป็นที่ปรึกษาของเขา ความดีความชอบในการแก้ไขวิกฤตของวัง
หลวงจะตกอยู่กับเด็กเพียงไม่กี่ขวบได้อย่างไร
คิดถึงตรงนี้ เขาก็มั่นใจขึ้นมาทันที่
“เสด็จพ่อ พระองค์ทรงต้องทนทุกข์มามากแล้ว ลูกพยายามหา
วิธีสืบข่าวของเสด็จพ่อมาตลอด ผ่านความยากล าบากนับพันกว่าจะ
ช่วยพระองค์ออกมาได้ในวันนี้ ไม่นึกว่าจะถูกเฟ่ยหนานอวี่คน
อกตัญญูจับมัดไว้เสียแบบนี้ เสด็จพ่อ ช่วยลูกด้วย”
จักรพรรดิซุ่นอู่ตอนนี้รู้แล้วว่าหนานฉีไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของเขา อีก
ทั้งยังรู้ดีว่าวิกฤตครั้งนี้แก้ไขได้ก็เพราะหนานอวี่ บุตรชายแท้ ๆ ของ
เขาเป็นคนลงแรงทั้งหมด
แต่เดิมเขาคิดจะจัดการเรื่องการก่อกบฏของจักรพรรดินีให้เสร็จ
ก่อนแล้วค่อยจัดการหนานฉี ไม่นึกว่าเจ้าตัวจะกล้าออกมาอวดอ้าง
ความดีความชอบในเวลานี้
“ทหาร เอาตัวหนานฉีไปขังในคุกหลวง รอการลงโทษ”
ค าพูดนี้ท าให้ผู้คนที่อยู่ในที่นั้นต่างตกตะลึง ไม่อาจตอบสนองได้
ทัน
จักรพรรดิซุ่นอู่เห็นว่าหลังจากที่ตนออกค าสั่งไปแล้ว พวกเขาก็
ยังไม่ขยับเขยื้อน จึงตวาดด้วยความไม่พอใจว่า
“ท าไม? ค าสั่งของเราไม่มีผลกับพวกเจ้าแล้วหรือ?”
ขณะที่พูด เขาก็ชูป้ายค าสั่งในมือขึ้น
กองทัพที่เชื่อฟังเพียงป้ายค าสั่งนั้นไม่สนใจสิ่งอื่นใด พวกเขาจะ
เชื่อฟังค าสั่งของคนที่ถือป้ายค าสั่งเท่านั้น
ขณะจักรพรรดิซุ่นอู่ชูป้ายค าสั่งขึ้น พวกเขาก็รีบเข้าไปจับกุม
หนานฉีอย่างรวดเร็ว
หนานฉีถูกมัดตัวอย่างแน่นหนาจนขยับไม่ได้ แม้แต่ยืนก็ยังท า
ได้ล าบาก พอถูกทหารหลายคนจับกุมเช่นนี้ เขาก็ยิ่งเสียการทรงตัว
จังหวะเดียวกัน เขาก็เหมือนตระหนักถึงบางสิ่งได้ ใบหน้าเต็มไป
ด้วยความกระอักกระอ่วนและความไม่สบายใจ
“เสด็จพ่อ นี่หมายความว่าอย่างไร? หรือว่าการที่ลูกช่วยชีวิต
เสด็จพ่อเป็นความผิดหรือ?”
เขากล่าวพลางส่งสายตาไปขอความช่วยเหลือจากหยวนกุ้ยเฟย
หยวนกุ้ยเฟยสบตากับเขาชั่วขณะหนึ่ง แต่แล้วก็รีบหันหน้าหนี
ไป
ต่อให้จักรพรรดิซุ่นอู่จะโง่เขลาเพียงใด แต่ก็ยังเป็นจักรพรรดิ
ของประเทศนี้ กลิ่นอายของคนอยู่ในต าแหน่งสูงสุดนั้นปรากฏชัด
“น าตัวเขาไปขังในคุกหลวง รอการตัดสินภายหลัง”
เมื่อเห็นแบบนั้น บรรดาขุนนางที่เคยเอนเอียงไปทางหนานฉีต่าง
พากันคุกเข่าลงวิงวอนขอความเมตตา
“องค์จักรพรรดิพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายหนานฉีช่วยชีวิตพระองค์ได้
ส าเร็จแล้ว การจับเขาขังคุกนั้นไม่เหมาะสมเลย ขอพระองค์โปรด
ทบทวนด้วยเถิด…”
“ขอพระองค์โปรดทบทวนด้วยเถิด…”
เรื่องการช่วยเหลือวังหลวงจากภยันตราย จักรพรรดิซุ่นอู่ยังไม่รู้
รายละเอียดชัดเจนนัก เขาสั่งให้จับหนานฉีขังไว้ก็เพราะปัญหาเรื่อง
ตัวตนของอีกฝ่าย ไม่ว่าแต่เดิมจะเป็นความผิดของใคร เขาก็ได้แอบ
อ้างเป็นองค์ชายตัวปลอมมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว
โดยเฉพาะหลังจากโม่จิ่วเยี่ยและคนอื่นได้ทิ้งเฟ่ยมามาไว้ใน
ต าหนักของหยวนกุ้ยเฟย จักรพรรดิซุ่นอู่ก็ได้สอบถามนางหลาย
เรื่อง
ต่อหน้าองค์จักรพรรดิ เฟ่ยมามาย่อมไม่กล้าปิดบัง ขณะเดียวกัน
เพื่อให้หนานฉีรอดพ้นจากความตาย นางก็พยายามรับเอาความผิด
ทั้งหมดมาไว้ที่ตัวเองให้มากที่สุด แม้จะเป็นเช่นนั้น จักรพรรดิซุ่นอู่ก็
ยังคงเกลียดชังหนานฉีมาก
เขาโปรดปรานหยวนกุ้ยเฟยและอาจกล่าวได้ว่ารักใคร่เอ็นดู
หนานฉีด้วยเช่นกัน
แต่แล้วบุตรชายที่ทะนุถนอมมานานกว่ายี่สิบปีกลับกลายเป็นลูก
ของคนอื่น สิ่งนี้ท าให้จักรพรรดิซุ่นอู่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหนักใจ บัดนี้เมื่อ
ได้เห็นหนานฉี เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองเป็นคนโง่ที่ถูกหลอกใช้
เมื่อเห็นเหล่าขุนนางโง่เขลาที่ไม่รู้เรื่องอะไรวิงวอนขอความ
เมตตาให้หนานฉี จักรพรรดิซุ่นอู่ก็บึ้งตึงทันที่
“หึ! ในเมื่อพวกเจ้าทั้งหมดต้องการขอความเมตตาให้เจ้าลูกชั่ว
คนนี้ ก็จงติดตามเขาเข้าคุกหลวงไปด้วยกันเถอะ”
เหล่าขุนนางที่ก าลังวิงวอนขอความเมตตาเห็นแบบนั้นก็ตกใจ
จนเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก พวกเขามองหน้ากันไปมา แม้อยากจะ
ขอร้องก็ไม่กล้าเอ่ยอีก
เสนาบดีเฮ่อเป็นคนที่รู้เรื่องราว เขารู้ว่าองค์จักรพรรดิยังไม่ถึง
ขั้นจะท าการช าระล้างราชส านักในตอนนี้ การจับกุมพรรคพวกของ
หนานฉีไปก็ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรต่อราชส านัก
ดังนั้นเขาจึงรวบรวมความกล้าออกมาพูดว่า
“องค์จักรพรรดิ เมื่อครู่นี้คุณชายเฟ่ยและองค์ชายหนานรุ่ยเป็น
คนน ากองก าลังมาช่วยพระองค์จากอันตราย บัดนี้คนส่วนใหญ่ที่
เหลือจากตระกูลเซวียก็ถูกจับกุมไปแล้ว พระองค์เห็นว่าควรจัดการ
เรื่องนี้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
แม้จักรพรรดิซุ่นอู่จะโง่งมอยู่บ้าง แต่ก็ขึ้นครองบัลลังก์มาหลายปี
เขาเข้าใจถึงความส าคัญที่เร่งด่วน ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ออกมาพูดก็คือ
เสนาบดีเฮ่อ
ส าหรับตัวเสนาบดีเฮ่อ เขายังคงไว้วางใจ ไม่ว่าเมื่อไหร่อีกฝ่ายก็
ไม่เคยเลือกเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยังคงรักษาจิตใจที่ภักดีต่อราช
ส านักเสมอมา
เมื่อครู่เขาก็ก าลังโมโหเพราะเหล่าขุนนางที่มาขอร้องให้หนานฉี
จึงพูดเช่นนั้นไป
ตอนนี้มีเสนาบดีเฮ่อออกหน้า จึงถือโอกาสนี้ยอมถอยให้
“หึ วันนี้เราจะปล่อยพวกเจ้าไปก่อน หากกล้าขอร้องเพื่อหนานฉี
อีก ก็ระวังหัวของพวกเจ้าไว้ให้ดี”
หลายคนรู้สึกเหมือนได้รับการอภัยโทษ แม้ในใจยังไม่เข้าใจ
สถานการณ์ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีกแม้แต่ค าเดียว ได้แต่ก้มหน้ายืน
อยู่ข้าง ๆ ท าตัวเหมือนนกกระทา
จักรพรรดิซุ่นอู่กวาดสายตา ในที่สุดก็จับจ้องไปทางจักรพรรดินี
และเสนาบดีเซวีย
ตอนนี้เสนาบดีเซวียรู้ดีว่าตนเองหมดโอกาสแล้ว ไม่มีอะไรให้แก้
ตัวได้อีก คนอื่นอาจไม่รู้ แต่จักรพรรดิซุ่นอู่รู้ดีที่สุดว่าครั้งหนึ่งตนเอง
เคยไปที่ห้องลับและใช้ชีวิตของพระพันปีมาข่มขู่เพื่อให้อีกฝ่ายส่ง
มอบตราแผ่นดินหยก
ตอนนี้สถานการณ์พลิกกลับแล้ว หากเขาพูดอะไรมากไปกว่านี้
ย่อมจะต้องได้รับการทรมานแน่นอน
ส่วนจักรพรรดินีไม่เคยคิดมาก่อนว่าแผนการที่นางและตระกูล
วางเอาไว้อย่างรอบคอบจะล้มเหลวลงเช่นนี้
ยามนี้นางยังยอมรับความจริงไม่ได้ เมื่อจักรพรรดิซุ่นอู่มองมาที่
นาง นางถึงตระหนักได้อย่างถ่องแท้ว่าตัวเองและตระกูลเซวียจบสิ้น
แล้ว แต่นางยังไม่อยากตายและยิ่งไม่ยอมจ านน
“องค์จักรพรรดิ หม่อมฉันเองก็ไม่มีทางเลือกเช่นกันเพคะ
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะอัครเสนาบดีเซวียยุยงหม่อมฉัน หม่อมฉันถึงได้
ท าเช่นนี้…”
อัครเสนาบดีเซวียเห็นบุตรสาวแท้ ๆ โยนความผิดทั้งหมดมาให้
ตน จึงกล่าวอย่างเดือดดาลทันทีว่า “หากไม่ใช่เพื่อให้เจ้าได้ขึ้นเป็น
จักรพรรดินี ข้าจะท าถึงเพียงนี้หรือ?”
…
หน้าประตูต าหนักเฟิ่งซี จู่ๆ ก็เกิดฉากสุนัขกัดกันเองฉากใหญ่
สุดท้ายก็เป็นจักรพรรดิซุ่นอู่ที่ทนไม่ไหว ตวาดใส่ทั้งสองคน การ
ทะเลาะเบาะแว้งซึ่งโยนความผิดให้กันไปมาจึงสงบลง
หากจะกล่าวว่าตอนนี้จักรพรรดิซุ่นอู่เกลียดชังใครมากที่สุด ก็
คงไม่พ้นจักรพรรดินี หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ คิดว่าจักรพรรดินี
คงตายไปหลายครั้งแล้ว
“หญิงชั่ว เจ้าร่วมมือกับตระกูลของตนเองกักขังเรา ซ ้ายังท าร้าย
พระมารดาเราจนสิ้นชีวิต บัดนี้เจ้ายังกล้าพูดจาไร้ยางอายเพื่อแก้ตัว
อีกหรือ?”
เมื่อเหล่าขุนนางที่อยู่ด้วยได้ยินว่าพระพันปีถูกท าร้ายจนสิ้นใจ
ต่างก็เหลือเชื่อและมองไปรอบ ๆ
แน่นอนว่าในหมู่คนเหล่านั้นไม่มีเงาของพระพันปีเลย
“หญิงชั่ว เจ้าจงบอกมา ห้องลับที่ซ่อนพระศพของพระมารดาข้า
อยู่ที่ไหน?”
จักรพรรดิซุ่นอู่ถูกคนท าให้หมดสติแล้วส่งไปยังห้องลับ ตอน
ออกมาก็ยังไม่ได้สติ เขาจึงไม่รู้ต าแหน่งที่แน่ชัดของห้องลับ
หลังจากถูกโม่จิ่วเยี่ยพาออกจากห้องลับมาสองวัน ใจเขาจึงยัง
คิดถึงการตายของพระพันปี
นางเป็นมารดาผู้ให้ก าเนิดเขา และยังต้องมาตายเพราะความ
เกี่ยวพันกับเขาอีก
นึกถึงเรื่องเหล่านี้แล้ว หัวใจของจักรพรรดิซุ่นอู่แทบจะหลั่งเลือด
อยากจะเอาตัวคนที่เป็นต้นเหตุท าให้พระพันปีต้องตายมาเฉือนเนื้อ
เถือหนัง
ยามนี้จักรพรรดินีถูกสายตาดุจมีดคมของจักรพรรดิซุ่นอู่ท าเอา
ขวัญหนีดีฝ่อ สาเหตุที่กลัวก็ไม่มีอะไรอื่น นางแค่ยังอยากมีชีวิตอยู่
เท่านั้น
เป็นไปได้ว่าการใช้ต าแหน่งของห้องลับมาต่อรองกับจักรพรรดิ
ซุ่นอู่ อาจจะเป็นหนทางรอดสุดท้ายของนาง
“องค์จักรพรรดิเพคะ หม่อมฉันเพียงหลงผิดไปชั่วขณะ หลงเชื่อ
ค าพูดของเสนาบดีเซวียจนท าเรื่องเหล่านี้ลงไป หม่อมฉันขอร้อง
โปรดนึกถึงความสัมพันธ์สามีภรรยาหลายปีของพวกเรา หาก
พระองค์ยินดีละเว้นชีวิตหม่อมฉัน หม่อมฉันก็จะบอกต าแหน่งของ
ห้องลับให้รู้”
เวลานี้จักรพรรดินีถูกท าให้ตกใจกลัวจนโง่งมไปแล้วจริง ๆ นาง
ไม่ได้คิดเลยว่าห้องลับนั้นไม่ได้มีแค่นางคนเดียวที่รู้