ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 539 ข้าคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 539 ข้าคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้มองเซวียป๋ออีกต่อไป แต่เดินเข้าไปใกล้จักรพรรดิ
นี
เมื่อจักรพรรดินีเห็นสถานการณ์เช่นนั้น ร่างกายของนางก็
อยากจะถอยหลังหนีโดยสัญชาตญาณ
น่าเสียดายที่ด้านหลังของนางคือศพของอัครเสนาบดีเซวีย ท า
ให้นางขยับตัวไม่ได้แม้แต่น้อย
“โม่จิ่วเยี่ย…หากเจ้าเป็นบุรุษ ก็จงสังหารข้าให้ตายอย่างสงบ
เถิด…”
ตายอย่างสงบ?
เจ้าไม่คู่ควร!
ในชั่วพริบตา โม่จิ่วเยี่ยหยิบผงยาออกมาโรยลงบนบาดแผลของ
นาง
“เจ้าจะท าอะไร?” จักรพรรดินีเมื่อเห็นเขาหยิบขวดกระเบื้องเล็ก
ๆ ออกมา ดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแล้ว
“ท าอะไรน่ะหรือ? แน่นอนว่าข้าต้องการให้เจ้าได้ลิ้มรสชาติของ
ความทรมานที่ยิ่งกว่าความตายเสียก่อน”
ส าหรับหญิงชั่วช้าเช่นนี้ โม่จิ่วเยี่ยไม่มีความคิดที่จะปรานีแม้แต่
น้อย
เมื่อเทียบกับผู้ที่ต้องตายเพราะพ่อลูกคู่นี้ สิ่งนี้ยังไม่เพียงพอเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงเรื่องที่โจวเหล่าปาเล่าถึงการตาย
ของเผิงวั่งและเหล่าเจ้าหน้าที่ โม่จิ่วเยี่ยก็เข้าไปใกล้เซวียป๋ออีกครั้ง
หนานอวี่เคยให้เขาดูส านวนคดีนี้ เขารู้ว่าคนที่น าก าลังไป
ประหารเผิงวั่งและคนอื่น ๆ ในตอนนั้นก็คือเซวียป๋อ
ตอนนี้ตัวการส าคัญอยู่ตรงหน้า แม้จะใช้วิธีทรมานที่โหดร้าย
ที่สุดในใต้หล้ากับเขาก็ไม่เกินไป
โม่จิ่วเยี่ยยกเซวียป๋อขึ้นมา ให้เขาอยู่ในท่านั่งพิง
เซวียป๋อหวาดกลัวมากจนเกินไปเมื่อรวมกับความเจ็บปวดจาก
บาดแผล ก็มีทีท่าว่าจะหมดสติอีกครั้ง
เมื่อถูกโม่จิ่วเยี่ยยกขึ้นอย่างหยาบคาย เซวียป๋อก็รู้สึกตัวในทันที่
เขารู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่างกายจนทนไม่ไหว
อย่างไรก็ตาม เขาไม่มีลิ้นแล้ว จึงไม่สามารถพูดอะไรได้เลย ได้
แต่ส่งเสียงครวญครางออกมาดังขึ้นเรื่อย ๆ
ครั้งนี้โม่จิ่วเยี่ยมาที่นี่ เฮ่อจือหร่านได้ตรียมเครื่องมือทรมานไว้ให้
เขามากมาย
ยกตัวอย่างเช่น กรดก ามะถัน
เมื่อผิวหนังของมนุษย์สัมผัสกับสิ่งนี้ จะรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูก
ไฟเผาไหม้
โม่จิ่วเยี่ยเทกรดก ามะถันทั้งขวดเล็กลงบนใบหน้าของเซวียป๋อ
ใบหน้าของเซวียป๋อเต็มไปด้วยบาดแผลนานาชนิดอยู่แล้ว เมื่อ
สัมผัสกับกรดก ามะถัน เขาก็ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง
จักรพรรดินีเห็นสภาพใบหน้าอันน่าสยดสยองของน้องชายที่
เละเทะไปด้วยเลือดและเนื้อ นางตกใจจนเกือบจะเป็นลม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตามมาคือโม่จิ่วเยี่ยหยิบขวดกรดก ามะถันอีก
ขวดออกมาแล้วเทลงบนใบหน้าของนาง
ภายในห้องขัง เสียงร้องโหยหวนของพี่น้องคู่นั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ แม้
จะเป็นเช่นนั้น ความแค้นในใจของโม่จิ่วเยี่ยที่มีต่อพวกเขาก็มิได้
บรรเทาลงแม้แต่น้อย
กล่าวโดยสรุป วิธีการใดก็ตามที่สามารถท าให้คนเหล่านั้นรู้สึก
ว่าการมีชีวิตอยู่แย่กว่าความตาย โม่จิ่วเยี่ยก็จะให้พวกเขาได้ลิ้มลอง
ทั้งหมด
น่าเสียดายที่ตาเฒ่าจอมเจ้าเล่ห์เซวียตายเร็วเกินไป ไม่ได้มี
โอกาสได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้
จนกระทั่งคนทั้งสามในห้องขังหมดลมหายใจอย่างสิ้นเชิง ก็ผ่าน
ไปหนึ่งชั่วยามแล้ว
โม่จิ่วเยี่ยจัดการคราบเลือดบนร่างกายของตนเองเล็กน้อย ก่อน
จะก้าวเท้าอย่างเบา ๆ ออกจากห้องขัง
แม้ว่าหนานอวี่จะจัดการเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าอย่างเรียบร้อย โดยให้
โอกาสโม่จิ่วเยี่ยจัดการกับคนเหล่านั้นด้วยตัวเอง แต่เขาเพิ่งได้รับ
อ านาจมา อาจยังมีคนจ านวนมากที่ไม่ยอมรับ
ดังนั้น ส าหรับเขาแล้ว การท าได้ถึงขนาดนี้เพื่อโม่จิ่วเยี่ยถือว่า
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น ในช่วงเวลาที่โม่จิ่ว
เยี่ยเข้าไปในคุก เขาได้น าคนมาเฝ้าอยู่ด้านนอกตลอดเวลา
และหนานรุ่ยก็อยู่เคียงข้างหนานอวี่เสมอ ตอนนี้เขากับหนานอวี่
สนิทกันยิ่งกว่าพี่น้องแท้ ๆ เสียอีก เพราะเป็นคนที่เคยร่วมทุกข์ร่วม
สุขกันมา
สิ่งที่ส าคัญที่สุดคือหนานรุ่ยไม่มีความคิดที่จะแย่งชิงบัลลังก์เลย
แม้แต่น้อย ดังนั้นในการติดต่อระหว่างทั้งสองคนจึงไม่มีความระแวง
ใด ๆ เลย
เช่นเดียวกัน เขาก็คอยสนับสนุนหนานอวี้อย่างเงียบ ๆ มาโดย
ตลอด
มิตรภาพระหว่างทั้งสองค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางสถานการณ์
อันยากล าบากเช่นนี้
เมื่อพี่น้องทั้งสองเห็นโม่จิ่วเยี่ยออกมา ก็พากันเข้าไปต้อนรับ
พร้อมกัน
“เรื่องทั้งหมดจัดการเรียบร้อยแล้วหรือ?” หนานอวี้ถามเสียงเบา
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้าอย่างจริงจัง “จัดการเรียบร้อยแล้ว แต่ว่า
สภาพศพของคนเหล่านั้นค่อนข้างน่าเวทนา เกรงว่าจะต้องสร้าง
ความยุ่งยากให้กับองค์ชายสามอีก”
“ไม่เป็นไร ข้าคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ เมื่อถึงเวลาข้าจะ
อธิบายต่อท่านพ่อว่าพวกเขารู้ดีว่าตนเองมีความผิดมหันต์ จึงได้ลง
มือฆ่าตัวตายในคุกเสียแล้ว ไม่ว่าจะตายเร็วหรือช้าก็ต้องตายอยู่ดี คง
ไม่มีใครมาจับผิดเรื่องลักษณะการตายของพวกเขาหรอก”
ในประเด็นนี้ หนานอวี่ยังคงมั่นใจอย่างยิ่ง ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่าน
มาที่เขาได้เข้ามาดูแลราชการ เขาก็พบว่าเหล่าขุนนางที่เคยวางตัว
เป็นกลางนั้นไม่จ าเป็นต้องพูดถึง จักรพรรดิซุ่นอู่ได้ออกค าสั่งให้พวก
เขาทั้งหมดเชื่อฟังตน พวกเขาก็ย่อมจะท าตามโดยไม่ลังเลใจ
ส่วนคนที่เคยเข้าร่วมกับหนานฉีนั้น บัดนี้ก็ล่วงรู้ถึงตัวตนที่
แท้จริงของเขาแล้ว ยิ่งไม่มีทางก่อเรื่องวุ่นวายอะไร
ส่วนคนที่เคยอยู่ฝ่ายจักรพรรดินีนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกตามลม
ตามน ้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกที่คอยเปลี่ยนข้างไปมาตามสถานการณ์
สิ่งที่ส าคัญที่สุดคือ ตอนนี้พวกเขาต่างกังวลว่าเจ้านายเก่าที่เคย
พึ่งพาได้ล้มลงแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ไฟนี้จะลามมาถึงตัวพวกเขา
ในเมื่อแม้แต่ตัวเองยังรักษาไว้ไม่ได้ ใครเล่าจะกล้าออกมาพูด
อะไรไม่เป็นเรื่อง พวกเขาอยากจะไม่มีตัวตนเสียด้วยซ ้า
สรุปแล้ว เรื่องนี้หนานอวี่ไม่มีอะไรต้องกังวล ตราบใดที่ไม่มีใคร
เห็นกับตาว่าโม่จิ่วเยี่ยลงมือกับคนของตระกูลเซวียด้วยตัวเอง อ านาจ
ในการควบคุมทุกอย่างก็จะอยู่ในมือของเขาเอง
โม่จิ่วเยี่ยกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ แล้วจึงกลับไปยังจวน
เสนาบดี
ขณะนี้เขากับเฮ่อจือหร่านยังไม่มีแผนที่จะออกจากเมืองหลวง
ในด้านหนึ่ง พวกเขาต้องการรอให้เสนาบดีเฮ่อยื่นใบลาออกต่อ
ราชส านักก่อน จึงจะสามารถเดินทางกลับซีเป่ยไปพร้อมกันได้
อีกด้านหนึ่ง ตราแผ่นดินหยกยังอยู่ในมือของพวกเขา หากว่า
จักรพรรดิซุ่นอู่กลับมาครองอ านาจอีกครั้ง และเกิดความไม่พอใจต่อ
หนานอวี่ขึ้นมา เมื่อถึงเวลานั้น เขาก็ยังสามารถช่วยเหลือหนานอวี่
ได้อีก
แน่นอนว่า เขาก็หวังว่าตนเองก าลังกังวลเกินเหตุ การที่หนานอวี่
สามารถสืบทอดบัลลังก์ได้ส าเร็จคือสิ่งที่เขาอยากเห็นมากที่สุด ด้วย
วิธีนี้ ประชาชนของต้าซุ่นจึงจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้เร็วกว่า
เมื่อตัดสินใจที่จะอยู่ในเมืองหลวงชั่วคราวเพื่อสังเกต
สถานการณ์แล้ว โม่จิ่วเยี่ยจึงวางแผนที่จะส่งข่าวถึงครอบครัวก่อน
ในคืนนั้นเอง โม่จิ่วเยี่ยได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งและให้เสี่ยวไป๋
น าไปส่งที่ซีเป่ย เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องกังวลถึงพวกเขา
ทั้งสองคนพักอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลาแปดวันแล้ว
เนื่องจากข้อกล่าวหาต่อสกุลโม่ยังไม่ได้รับการล้างมลทิน เพื่อ
ไม่ให้ข่าวการอยู่ในเมืองหลวงของบุตรสาวและบุตรเขยรั่วไหลออกไป
จวนเสนาบดีจึงไม่ได้เรียกข้ารับใช้ที่ถูกไล่ออกไปกลับมาแม้แต่คน
เดียว
นอกจากอาหารเช้าแล้ว อาหารการกินของเสนาบดีเฮ่อล้วนอยู่
ในความรับผิดชอบของโม่จิ่วเยี่ยบุตรเขยผู้นี้
โม่จิ่วเยี่ยเขียนรายการซื้อของทุกวันให้ลุงเฟิงรับผิดชอบออกไป
จัดซื้อ จากนั้นเขาจะลงมือท าอาหารหลายอย่างด้วยตัวเอง เพื่อให้ทุก
คนในครอบครัวรับประทาน
เสนาบดีเฮ่อไม่เคยคิดมาก่อนว่าบุตรเขยของตนจะมีฝีมือ
ท าอาหารที่เป็นเลิศถึงเพียงนี้ สิ่งนี้เปลี่ยนความเข้าใจของเขาไปโดย
สิ้นเชิง
ไม่ต้องพูดถึงว่าโม่จิ่วเยี่ยเคยมีสถานะอะไรมาก่อน เพียงแค่ชาย
หยาบกร้านที่ใช้เวลาทั้งวันกับการฝึกฝนอาวุธคนหนึ่งจะลงครัว
ท าอาหารได้ ก็ท าให้เขาต้องมองบุตรเขยผู้นี้ด้วยความชื่นชมแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ในความเข้าใจของเสนาบดีเฮ่อ ขุนนางผู้สูงศักดิ์
หลักการที่ว่าบุรุษผู้สูงส่งควรอยู่ห่างจากครัวนั้นมาจากต าราของ
ปราชญ์ การท าอาหารเป็นหน้าที่ของสตรี
แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า บุตรสาวสุดที่รักของเขาไม่เพียงแต่
ไม่เข้าครัว แม้แต่อาหารที่นางกินยังเป็นลูกเขยที่ตักให้ด้วยตัวเอง
ดูเหมือนว่า การที่เขายืนกรานที่จะรักษาสัญญาและยกบุตรสาว
ให้แต่งเข้าสกุลโม่นั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่ง
แม้ว่าชีวิตของพวกเขาในซีเป่ยอาจจะไม่สุขสบายเท่าในเมือง
หลวง แต่เพียงแค่เห็นว่าลูกเขยรักและทะนุถนอมบุตรสาวของเขา ใน
ฐานะบิดา เขาก็รู้สึกปลื้มปีติแล้ว…