ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 538 อย่าใช้สายตาน่าขยะแขยงเช่นนี้มองข้า
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 538 อย่าใช้สายตาน่าขยะแขยงเช่นนี้มองข้า
วันนี้เขาจะท าให้อัครเสนาบดีเซวียได้เห็นกับตาว่า บุตรชายคน
เล็กที่เขารักมากที่สุดจะมีสภาพที่เหมือนตายทั้งเป็นต่อหน้าเขา
อย่างไร
บาดแผลของเซวียป๋อเริ่มเน่าเปื่อยด้วยความเร็วที่มองเห็นได้
ด้วยตาเปล่า จากนั้นก็เผยให้เห็นหลุมเลือดลึกจนมองเห็นกระดูก
ในขณะเดียวกัน เซวียป๋อก็ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน
“ท่านพ่อ…ข้าเจ็บมาก ช่วยข้าด้วย…”
ในตอนนี้ เซวียป๋อไม่มีท่าทางที่เคยอวดดีอาศัยอ านาจของ
ตระกูลข่มเหงผู้อื่นในเมืองหลวงอีกต่อไปแล้ว
อัครเสนาบดีเซวียได้เห็นกับตาตนเองว่าโม่จิ่วเยี่ยโปรยผงยาลง
บนบาดแผลของบุตรชายสุดที่รัก และได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอันน่า
สะพรึงกลัวของบาดแผลนั้น ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็แดงก ่า
“โม่จิ่วเยี่ย เจ้าต้องการอะไรกันแน่? ข้ายอมรับว่าได้ท าสิ่งที่ผิด
ต่อสกุลโม่มามากมาย แต่ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นการกระท าของข้าเพียง
ผู้เดียว ไม่เกี่ยวข้องกับป๋อเอ๋อร์เลยแม้แต่น้อย…”
โม่จิ่วเยี่ยรู้ดีว่าการท าให้เซวียป๋อมีชีวิตที่แย่ยิ่งกว่าความตายนั้น
เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลงโทษอัครเสนาบดีเซวียผู้ชั่วช้า
“เจ้าเคยคิดบ้างไหมว่า การที่เซวียป๋อขายข้อมูลลับให้กับชาว
หนานเจียงที่ชายแดนนั้น ท าให้ราชวงศ์ต้าซุ่นของพวกเราต้อง
สูญเสียชายฉกรรจ์ผู้ปกป้องบ้านเมืองไปมากมายเพียงใด เจ้าเคย
คิดถึงสภาพอันน่าสยดสยองของพวกเขาที่ต้องตายบนสนามรบ
เพราะเรื่องนี้หรือไม่? สิ่งที่เซวียป๋อได้รับในตอนนี้ ยังไม่ถึงเศษเสี้ยว
ของสิ่งที่เหล่าทหารต้องเผชิญเลย”
ขณะที่พูดโม่จิ่วเยี่ยก็โรยผงยาลงบนบาดแผลอีกหลายแห่งของ
เซวียป๋อต่อหน้าอัครเสนาบดีเซวีย
เซวียป๋อมองดูบาดแผลของตนเองค่อย ๆ เน่าเปื่อย ก็ถึงกับสติ
แตก
เขานอนกลิ้งไปมาด้วยความเจ็บปวดต่อหน้าอัครเสนาบดีเซวีย
ปากส่งเสียงครวญครางด้วยความทรมานเป็นระยะ
อัครเสนาบดีเซวียมองดูภาพตรงหน้า รู้สึกราวกับหัวใจก าลัง
หยดเลือด
“โม่จิ่วเยี่ย ข้ารู้ว่าข้าท าผิดต่อสกุลโม่ ข้าขอร้องเจ้าอย่าได้
ทรมานป๋อเอ๋อร์อีกเลย”
ในขณะเดียวกัน จักรพรรดินีก็พยายามคลานเข้ามาใกล้เขา
“ท่านพ่อ โม่จิ่วเยี่ยจะไม่ปล่อยพวกเราไปหรอก ท่านอย่าได้
ขอร้องเขาอีกเลย”
ต้องยอมรับว่า ถึงเวลานี้พ่อลูกตระกูลเซวียกลับมองไม่ทะลุปรุ
โปร่งเท่าสตรีผู้หนึ่งเสียแล้ว
พวกเขาไม่คิดถึงสิ่งที่พวกเขาเคยท ากับสกุลโม่มาก่อน โม่จิ่
วเยี่ยจะปล่อยไปได้อย่างไร?
โม่จิ่วเยี่ยไม่สนใจการแสดงละครน ้าเน่าของคนตระกูลเซวีย เมื่อ
เซวียป๋อก าลังจะหมดสติไปด้วยความเจ็บปวด เขาก็หยิบขวดน ้าเกลือ
ออกมาเทลงบนบาดแผลของอีกฝ่ายอีกครั้ง
ความเจ็บปวดรุนแรงโถมเข้ามาอีกครั้ง เซวียป๋อแทบหมดสติไป
ไม่ได้
เขาร้องโวยวายไม่หยุดต่อหน้าอัครเสนาบดีเซวีย ท าให้อัคร
เสนาบดีเซวียแทบจะเป็นลมไป
ความเจ็บปวดรวดร้าวใจเพราะความห่วงใยคนที่รัก เขาต้องท า
ให้ตาเฒ่าจอมเจ้าเล่ห์เซวียรู้สึกได้อย่างลึกซึ้ง
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม เซวียป๋อในที่สุดก็ทนไม่ไหวและ
หมดสติไป
โม่จิ่วเยี่ยเข้าไปใกล้อัครเสนาบดีเซวียอีกครั้ง คนผู้นี้อาจกล่าว
ได้ว่าเป็นคนชั่วช้าสามานย์ โม่จิ่วเยี่ยไม่อาจปล่อยเขาไปอย่าง
ง่ายดาย
เขาหยิบมีดสั้นคมกริบออกมา แทงเข้าที่ตาซ้ายของอัครเสนาบดี
เซวีย อย่างรุนแรง
“แผลนี้ เพื่อแก้แค้นให้กับเหล่าทหารที่ต้องสังเวยชีวิตเพราะเจ้า”
พูดจบ เขาก็ดึงมีดสั้นออกมา พร้อมกับลูกตาที่เต็มไปด้วยเลือด
ของ
อัครเสราบดีเซวีย
เขาร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด แม้แต่ค าขอร้องวิงวอนก็
ไม่อาจเอ่ยออกมาได้
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อย ยกมีดขึ้นแทงเข้าที่ตาอีกข้างหนึ่ง
ของเขาอีกครั้ง
“แผลนี้เพื่อสกุลโม่ของข้าที่เคยถูกเจ้าข่มเหงรังแก”
เมื่อดึงมีดออก โม่จิ่วเยี่ยตัดหูอีกข้างของอัครเสนาบดีเซวียอีก
ครั้ง
“แผลนี้ เพื่อราษฎรที่เคยถูกตระกูลเซวียของพวกเจ้าทารุณ”
โม่จิ่วเยี่ยทรมานอัครเสนาบดีเซวียอย่างไม่หยุดหย่อน ทุกครั้งที่
ลงมีดก็จะพูดอะไรสักประโยค
อัครเสนาบดีเซวียนั้นท าความชั่วมามากมาย แม้จะตัดอวัยวะ
ทั้งหมดบนร่างของเขาออก ก็คงไม่พอชดเชยความเลวร้ายที่เขาได้
ก่อไว้
ในที่สุดอัครเสนาบดีเซวียก็สิ้นใจ…
โม่จิ่วเยี่ยไม่คิดว่าตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้จะอ่อนแอถึงเพียงนี้ ยังไม่ทัน
ได้ทรมานนานเท่าไหร่ก็ตายสนิทเสียแล้ว
เซวียป๋อเพิ่งจะหมดสติไปชั่วครู่เท่านั้น บาดแผลมากมายบนร่าง
ของเขา ความเจ็บปวดนี้จะปลุกเขาให้ตื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพื่อไม่ให้ต้องทนทุกข์ทรมานอีก เขาจ าต้องอดกลั้นความ
เจ็บปวดไว้ไม่กล้าส่งเสียง แต่ภาพที่โม่จิ่วเยี่ยทรมานอัครเสนาบดีเซ
วียเมื่อครู่นี้ เซวียป๋อผู้เป็นลูกชายได้เห็นทุกอย่างด้วยตาตนเอง
ทางด้านนี้อัครเสนาบดีเซวียสิ้นลมแล้ว ความหวาดกลัวในใจ
ของเซวียป๋อท าให้เขาไม่สามารถแกล้งหมดสติต่อไปได้อีก
เขาจ้องมองโม่จิ่วเยี่ยด้วยสายตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ร่างกายของเขาซ่อนอยู่หลังจักรพรรดินีโดยสัญชาตญาณ
เมื่อเห็นโม่จิ่วเยี่ยค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ตัวเอง เขาตกใจ
จนกระทั่งปัสสาวะราด
ในห้องคุมขังที่ไม่มีการระบายอากาศอยู่แล้ว ทันใดนั้นก็มีกลิ่นฉี่
ฉุนรุนแรงแพร่กระจายไปทั่ว ท าให้โม่จิ่วเยี่ยต้องยกมือปิดจมูกและ
ปากโดยทันที่
เขาเย้ยหยันอย่างเย็นชาว่า “เมื่อครั้งที่เจ้าอยู่ในเมืองหลวง และ
ท าชั่วทุกอย่างที่คิดได้ เจ้าไม่ได้ขลาดกลัวเช่นนี้ แม้แต่ตอนที่เจ้าแอบ
ส่งข่าวให้ศัตรูที่ชายแดนและถูกทรมานอย่างหนัก เจ้าก็ไม่ได้อ่อนแอ
เช่นนี้ วันนี้เหตุใดเจ้าจึงไร้ความกล้าหาญเช่นนี้เล่า?”
ถูกเยาะเย้ย แต่เซวียป๋อกลับไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย ตอนนี้เขา
เพียงแต่ต้องการมีชีวิตรอด
“ข้าไร้ความกล้าหาญ ข้าไม่อยากตายโม่จิ่วเยี่ยขอเพียงเจ้าไว้
ชีวิตข้า ให้ข้าท าอะไรก็…”
“เซวียป๋อ เจ้าหุบปากเสีย” ค าพูดของเซวียป๋อยังไม่ทันจบ ก็ถูก
จักรพรรดินีขัดจังหวะเสียก่อน
ท่านพ่อรักใคร่บุตรชายคนเล็กผู้นี้ นางจึงรักใคร่น้องชายผู้นี้
มากขึ้นตามไปด้วย
ผลลัพธ์คือน้องชายช่างไร้ความสามารถเสียจริง รู้อยู่แล้วว่าวันนี้
เป็นทางตัน ยังคงอ้อนวอนขอชีวิตด้วยน ้าเสียงอ่อนน้อม
ขอชีวิต?
โม่จิ่วเยี่ยใช้วิธีการโหดร้ายเช่นนั้นสังหารบิดาของพวกเขา แล้ว
จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะปล่อยพี่น้องทั้งสองไปอย่างง่ายดาย?
เซวียป๋อถูกดุด่า จึงปิดปากในทันที่ แต่ยังคงจ้องมองโม่จิ่วเยี่ย
ด้วยสายตาวิงวอน
โม่จิ่วเยี่ยไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกอ่อนใจ แต่กลับรู้สึกขยะแขยงเสีย
ด้วยซ ้า
เขาชักมีดสั้นออกมา แล้วแทงลงไปที่ดวงตาของเซวียป๋อ
“อย่าใช้สายตาน่าขยะแขยงเช่นนี้มองข้า”
เมื่อมือยกขึ้นแล้วแทงลงด้วยวิธีเดียวกัน ดวงตาทั้งสองข้างของ
เซวียป๋อก็เต็มไปด้วยเลือด
เสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากห้องขังเป็นระลอก ท าให้จิตใจ
ของจักรพรรดินีที่พยายามใช้พลังใจทนดูเหตุการณ์ทั้งหมดนี้
พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
“โม่จิ่วเยี่ย เจ้าฆ่าข้าเสียเถิด!”
“เรื่องราวทั้งหมดที่เป็นอันตรายต่อสกุลโม่นั้นล้วนเป็นการ
จัดการของข้า ข้าคือตัวการที่แท้จริง หากเจ้ามีความสามารถก็จง
สังหารข้าเสียตอนนี้”
“สังหารเจ้าหรือ? ได้สิ วันนี้พวกเจ้าพ่อลูกทั้งสามคนไม่มีใคร
รอดชีวิตไปได้หรอก”
เมื่อนึกถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของพี่สะใภ้ที่บ้านเมื่อ
ได้ยินข่าวการเสียชีวิตของพี่ชาย เพราะไม่สามารถสืบทอดตระกูลให้
พวกเขาได้
อีกทั้งคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้ล้วนเป็นฝีมือของหญิงชั่วช้าผู้นี้ โม่
จิ่วเยี่ยรู้สึกเจ็บปวดราวกับหัวใจจะแตกสลาย
เสียงร้องโหยหวนของเซวียป๋อยิ่งแสบแก้วหู หลังจากโม่จิ่วเยี่ย
เย้ยหยันจักรพรรดินีอย่างเย็นชาแล้ว ก็ตัดลิ้นของเซวียป๋ออย่าง
คล่องแคล่วอีกครั้ง
อาจเป็นเพราะเซวียป๋อยังหนุ่มแน่นและแข็งแรง ความสามารถใน
การทนทานของเขาจึงดีกว่าตาเฒ่าเซวียจอมเจ้าเล่ห์มากนัก แม้จะ
เจ็บปวดจนต้องกลิ้งเกลือกไปมาบนพื้น แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหมดสติไป
โม่จิ่วเยี่ยเทยาในขวดกระเบื้องลงบนแผลใหม่ของเขา ท าให้เขา
ต้องทนทุกข์ทรมานมากขึ้น
แผลของเซวียป๋อค่อย ๆ เน่าเปื่อยลงต่อหน้าต่อตาจักรพรรดินี
ความน่าขยะแขยงนั้นไม่อาจบรรยายออกมาเป็นค าพูดได้
ท้ายที่สุด การกระท าครั้งนี้ของโม่จิ่วเยี่ยก็ท าลายความมุ่งมั่น
เล็กน้อยที่เหลืออยู่ของจักรพรรดินีจนสิ้น
“โม่… โม่จิ่วเยี่ย… ข้ารู้ว่าวันนี้ข้าต้องตายแน่ ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็
เคยเป็นเทพสงครามแห่งต้าซุ่น ไม่จ าเป็นต้องลงมือโหดร้ายกับข้าซึ่ง
เป็นสตรีถึงเพียงนี้กระมัง?”
วิธีการยั่วยุเช่นนี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลยส าหรับโม่จิ่วเยี่ย
“เจ้าท าความชั่วมามากมาย ยังคิดจะตายอย่างสงบอีกหรือ อย่า
แม้แต่จะคิดเลย”
ในตอนนี้ เสียงร้องโหยหวนของเซวียป๋อก็เบาลงเรื่อย ๆ ความ
เจ็บปวดรวดร้าวพร้อมกับความหวาดกลัวในใจ ท าให้ความมุ่งมั่น
เพียงเล็กน้อยที่เหลืออยู่ของเขาไม่สามารถยืนหยัดต่อไปได้…