ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 557 ให้โอกาสข้าอีกสักครั้งได้หรือไม่
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 557 ให้โอกาสข้าอีกสักครั้งได้หรือไม่
ด้วยเหตุนี้ ผู้ดูแลของตระกูลที่มีอ านาจในราชวงศ์ต้าซุ่นจึงเป็น
คนที่หลายคนกล้าไม่พอใจแต่ไม่กล้าพูด แม้แต่ทาสสุนัขก็สามารถชี้
นิ้วสั่งการได้ ท าให้ผู้คนนึกดูถูกแต่ก็ไม่กล้าแตะต้อง มีน้อยนักที่จะมี
ชื่อเสียงที่ดี
หากฟางฉวนโจวและเซี่ยเทียนไห่จะช่วยโม่จิ่วเยี่ยดูแลเรื่องราว
ต่าง ๆ ในเขตปกครองชั่วคราว พวกเขาอาจต้องแบกรับค าก่นด่าว่า
เป็นสุนัขที่อาศัยอ านาจคนอื่น
ทว่าในใจของทั้งสอง รวมถึงคนในครอบครัวของพวกเขา
นับตั้งแต่เริ่มต้นเส้นทางการเนรเทศ พวกเขายึดสกุลโม่เป็นที่พึ่ง
หากไม่มีความช่วยเหลือจากคนสกุลโม่ อย่าว่าแต่จะมีชีวิตรอดมาถึง
ซีเป่ยเลย ถึงจะมีชีวิตรอดมาถึงซีเป่ยได้ พวกเขาก็คงต้องหนักใจ
เรื่องการด ารงชีพ
แม้ว่าตอนนี้พวกเขาไม่ได้เป็นขุนนางแห่งราชส านักอีก แต่ด้วย
การดูแลของคนสกุลโม่ ชีวิตของพวกเขาก็นับว่าราบรื่นและประสบ
ความส าเร็จในฐานะสามัญชนหรือแม้แต่นักโทษเนรเทศที่มีสถานะต ่า
กว่าสามัญชนทั่วไป การที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ขาดแคลน
อาหารเสื้อผ้า กระทั่งมีอาหารเหลือเก็บไว้ในบ้าน นี่เป็นสิ่งที่พวกเขา
ไม่เคยกล้าคิดฝันมาก่อนตอนออกจากเมืองหลวง
ตอนนี้ในที่สุดก็มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณคนสกุลโม่ ทั้งสอง
จึงทุ่มเทสุดความสามารถ
การได้ท างานให้คนสกุลโม่ อย่าว่าแต่ต าแหน่งผู้ดูแลจวนเลย แม้
ต้องเป็นบ่าวรับใช้ พวกเขาก็ยินดีท า…
โม่จิ่วเยี่ยเห็นทั้งคู่ไม่ลังเลก็รู้ว่าตนเองและภรรยาไม่ได้เลือกคน
ผิด
“ข้าขอขอบคุณท่านลุงทั้งสองมาก”
เมื่อกล่าวจบ โม่จิ่วเยี่ยก็พาพวกเขามายืนหน้ากลุ่มขุนนาง
ท้องถิ่น
ยามนี้เมิ่งไห่หนิงยังไม่สามารถรวบรวมหลักฐานความผิดของเจ้า
เมืองมาให้เขาได้ โม่จิ่วเยี่ยจึงไม่อาจกล่าวหาโดยไร้เหตุผล
“ท่านเจ้าเมืองหลิว ดูแลงานได้ไม่ดี ให้พักงานชั่วคราว รอการ
ตัดสินภายหลัง”
สิ้นเสียง เขาก็เชิญฟางฉวนโจวและเซี่ยเทียนไห่มายืนข้างกาย
“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สองท่านนี้จะเป็นผู้ดูแลจวนของข้า
หลังข้าออกรบ พวกเขาจะรับผิดชอบทุกเรื่องในเขตปกครองของข้า”
ตอนนี้เจ้าเมืองตกตะลึงจนตัวแข็งที่อราวกับไม้ เขารู้สึกหวั่นใจ
จริง ๆ เมื่อต้องอยู่ต่อหน้าโม่จิ่วเยี่ย
“ท่านอ๋อง ข้าส านึกผิดแล้ว ให้โอกาสข้าอีกสักครั้งได้หรือไม่?”
ส าหรับคนประเภทนี้โม่จิ่วเยี่ยไม่อยากสนใจ การให้โอกาสเขา
อีกครั้งมีแต่จะสร้างปัญหาให้ตัวเอง
เขาโบกมือ “พาตัวไป”
ไม่นานก็มีคนมาลากเจ้าเมืองออกไป
ขุนนางที่เหลือนอกจากหนึ่งหรือสองคนที่รู้สึกว่าตนเองไม่มี
ความผิดแล้ว คนอื่นต่างก้มหน้าลงไม่กล้ามองโม่จิ่วเยี่ย
โม่จิ่วเยี่ยสั่งการฟางฉวนโจวกับเซี่ยเทียนไห่ทันที่
“ท่านลุง ตอนนี้ข้าเพิ่งรับดินแดนมาดูแลและก าลังจะออกไปรบ
เรื่องราวต่าง ๆ ของที่นี่ ข้าขอฝากให้พวกท่านจัดการแทน หวังว่า
เมื่อข้ากลับมาจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน”
เรื่องเช่นนี้แม้โม่จิ่วเยี่ยจะไม่พูด พวกเขาก็รู้ว่าควรท าอย่างไร
“ท่านอ๋องโปรดวางใจ พวกเราสองคนจะทุ่มเทสุดความสามารถ
แน่นอน”
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้า
“ดี หากเจอความยากล าบากอะไร ก็สามารถไปปรึกษาหารือกับ
บิดาข้าที่บ้านได้”
ความจริงแล้วโม่จิ่วเยี่ยก็ไม่ได้ไร้คนจะใช้งานเสียทีเดียว
เฮ่อซื่อหมิงมีความสามารถทางวรรณกรรมยอดเยี่ยม และได้
ศึกษาวิชาการปกครองบ้านเมืองมาตั้งแต่เด็ก หากมอบต าแหน่งเจ้า
เมืองให้แก่เขา อีกฝ่ายก็สามารถท าหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์
เพียงแต่เขารู้จักเฮ่อซื่อหมิงเป็นอย่างดี อีกฝ่ายไม่มีความสนใจ
ในเส้นทางราชการเลย มีแต่ความสนใจที่จะศึกษาวิชาแพทย์เท่านั้น
ช่วงที่เขากับภรรยาไปเมืองหลวง เฮ่อซื่อหมิงได้ซื้อร้านค้าใน
เมืองเอาไว้ รอให้เตรียมการทุกอย่างพร้อม ก็จะเปิดกิจการได้ทันที่
เขาไม่อาจผูกมัดพี่เขยไว้กับต าแหน่งที่อีกฝ่ายไม่ชอบเพียง
เพราะเรื่องของตัวเอง
ด้วยเหตุนี้ เมื่อโม่จิ่วเยี่ยจึงคิดถึงคนที่สามารถใช้งานได้ และตัด
ชื่อของเฮ่อซื่อหมิงทิ้งไป
อีกอย่างเป็นเพราะท่านพ่อตาของข้า แม้ว่าเสนาบดีเฮ่อจะยังมา
ไม่ถึงซีเป่ย แต่ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น ความสามารถในการ
ดูแลจัดการของเสนาบดีเฮ่อไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะเทียบได้ แต่ก็ต้อง
ถามความเห็นของผู้อาวุโสก่อนถึงจะเหมาะสม
เขาไม่อาจชักชวนให้ผู้อื่นลาออกจากต าแหน่งราชการ แล้วมา
ช่วยตนเองบริหารดินแดนที่ได้รับพระราชทานมาเช่นนี้ได้
อย่างไรก็ตาม ฟางฉวนโจวและเซี่ยเทียนไห่ก็เป็นคนที่เขา
ไว้วางใจ และยามนี้อีกฝ่ายก็ไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้
รอถึงวันที่หนานอวี่ช่วยล้างมลทินให้คนสองตระกูลนี้ก่อน การ
จะอยู่หรือไปก็ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของพวกเขาเอง
แต่กว่าจะถึงตอนนั้นก็คงอีกนานทีเดียว เขาเชื่อว่าคนใต้บังคับ
บัญชาของข้าจะสามารถฝึกฝนคนที่ใช้งานได้ออกมาบ้างแล้ว
ยิ่งกว่านั้น ในครอบครัวยังมีบรรดาพี่ชายอีกหลายคน
โดยเฉพาะพี่ห้าที่ท างานได้อย่างมั่นคงรอบคอบ การให้เขามาจัดการ
สิ่งเหล่านี้ดูจะไม่ท าเกินไป
แน่นอนสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่เขาต้องพิจารณาในภายหลัง สิ่ง
ที่ข้าต้องท าตอนนี้คือน าคนไปยังสนามรบโดยเร็ว
เหล่าขุนนางที่มาพร้อมกับเจ้าเมืองยังคงคุกเข่าอยู่ โม่จิ่วเยี่ยก
วาดตามองพวกเขาแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่ต้องการของขวัญอะไรจาก
พวกท่าน หากพวกท่านสามารถท าหน้าที่ของตนได้ดี นั่นก็ถือเป็น
ของขวัญที่ดีที่สุดส าหรับข้าแล้ว”
จากนั้นเขาโบกมือ “พวกท่านลุกขึ้นเถอะ เอาของพวกนี้กลับไป
หากรู้สึกว่าตนมีทรัพย์สินมากเกินไปก็สามารถน ามันไปช่วยเหลือ
ชาวบ้านที่ขาดแคลนอาหารได้”
บรรดาขุนนางเหล่านั้นคิดว่าหลังจากที่ท่านอ๋องจัดการกับเจ้า
เมืองแล้วก็จะลงมือกับพวกตนต่อ แต่ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายกลับปล่อย
พวกเขาไปอย่างง่ายดายเช่นนี้
เมื่อมองของขวัญที่น ามาอีกครั้ง ยังจะมีอะไรให้ลังเลอีก
หลังกลับไปแล้วก็ต้องจัดการทันที่ ช่วยเหลือพวกชาวบ้านที่ใช้
ชีวิตอย่างยากล าบาก
ตอนนี้จัดการเรื่องง่าย ๆ ได้เรียบร้อยแล้ว บรรดาสตรีสกุลโม่ก็
พากันวิ่งออกมาส่งสามีของพวกนาง
เฮ่อจือหร่านอุ้มจู้เอ๋อร์ไว้ในอ้อมแขน ฮูหยินผู้เฒ่าอุ้มหมิงจู พวก
นางเข้ามาหาโม่จิ่วเยี่ยพร้อมกัน
เฮ่อจือหร่านจับมือเล็ก ๆ ของจู้เอ้อร์ขึ้นมา ท าท่าทางทักทายโม่
จิ่วเยี่ย
“จู้เอ๋อร์ เจ้าบอกท่านพ่อสิว่าข้าจะเป็นเด็กดี รออยู่ที่บ้านจนกว่า
ท่านจะมีชัยกลับมา”
จู้เอ๋อร์ราวกับเข้าใจค าพูดของมารดา เขาจ้องมองโม่จิ่วเยี่ยด้วย
ดวงตากลมโตแล้วส่งเสียงอ้อแอ้ จากนั้นก็ยิ้มให้โม่จิ่วเยี่ย
โม่จิ่วเยี่ยก้าวเข้าไปจับมือน้อย ๆ ของจู้เอ๋อร์ “ลูกพ่อ พ่อจะไป
สร้างดินแดนให้เจ้า ต่อไปหน้าที่ในการปกป้องดินแดนนี้จะตกเป็น
ของเจ้า”
เมื่อมองจากภายนอก โม่จิ่วเยี่ยเหมือนก าลังหยอกล้อจู้เอ๋อร์ต่อ
หน้าทุกคน แต่ในใจของเขาคิดแบบนั้นจริง ๆ
ตอนที่เขาตกลงรับต าแหน่งอ๋องตะวันตกกับหนานอวี่และการ
ได้รับดินแดนมาเป็นเพียงเหตุผลหนึ่งเท่านั้น
ในฐานะบิดา เขาต้องการทิ้งบางสิ่งไว้ให้ลูกหลานในอนาคต
ดังนั้นเขาจึงตกลงรับต าแหน่งอ๋องด้วยสองเงื่อนไขนี้
ฮูหยินผู้เฒ่าก็อุ้มหมิงจูเดินเข้ามาเช่นกัน
หมิงจูเห็นบิดาก็ยิ้มจนตาหยี แล้วก็เลียนแบบท่าทางของพี่ชาย
ส่งเสียงอ้อแอ้ราวกับก าลังบอกลาเขา
โม่จิ่วเยี่ยเห็นลูกน้อยทั้งสองน่ารักเช่นนั้นก็รู้สึกใจอ่อนไปหมด
เขาไม่อยากปล่อยมือ ลูบนั่นลูบนี่ไปมา
แม้ว่าพวกลุงของเจ้าตัวน้อยจะไม่ได้เข้ามาหาหลานชายกับ
หลานสาวเหมือนอย่างน้องชาย แต่เมื่อได้เห็นท่าทางของพวกเขาก็
รู้สึกอบอุ่น
ส าหรับสตรีสกุลโม่ยกเว้นเฮ่อจือหร่านแล้ว ภาพการอ าลา
ครอบครัวก่อนที่บุรุษสกุลโม่จะออกไปสนามรบนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ความ
วิตกกังวลของพวกนางในยามนี้ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นค าพูดได้
แม้ว่าสามีของพวกนางจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ความรู้สึกเจ็บปวดราว
กับไม่อยากมีชีวิตอยู่เมื่อได้ยินข่าวการเสียชีวิตของพวกเขา ยังท าให้
พวกนางรู้สึกปวดร้าวในอก