ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 69 ขายได้ส าเร็จ
เถ้าแก่คนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก
“หนังสัตว์ช่วยให้คนอบอุ่นได้ แน่นอนว่าช่วงฤดูหนาวจะราคา
แพงกว่า”
เฮ่อจือหร่านมองเผิงวั่งทันที่
“พี่เผิง ถึงอย่างไรหนังหมาป่าพวกนี้เก็บไว้ได้จนถึงฤดูหนาว เรา
รอเอามันไปขายตอนนั้นก็ยังทัน”
เผิงวั่งตอบอย่างเห็นด้วย “ดี ท าตามที่น้องสะใภ้บอกก็แล้วกัน”
พูดจบ เขาก็เรียกเจ้าหน้าที่ให้ออกไปจากร้านพร้อมกัน
เมื่อเห็นว่าการค้าก าลังจะล่ม เถ้าแก่ผู้นั้นก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็น
ยิ้มแย้มและมาขวางทางพวกเขาไว้
“ท่านทั้งหลาย อย่าเพิ่งรีบร้อนไปเลย พวกเรามาคุยกันก่อน
เถอะ”
“ไม่มีอะไรให้คุยแล้ว พวกเรายากล าบากนักกว่าจะได้หนังหมา
ป่ามามากมายขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องรอเวลาที่มันมีราคาแพงที่สุด
แล้วจึงค่อยขาย”
เห็นเถ้าแก่เข้ามาขวางทางเช่นนี้ เผิงวั่งก็ลอบยิ้มแต่ยังแสร้งท า
เป็นจะเดินออกไป
เถ้าแก่กล่าวอย่างรีบร้อนว่า “เช่นนั้นข้าคิดราคาเพิ่มให้อีกผืนละ
ร้อยเหวินเป็นอย่างไร นี่ก็นับว่าเพิ่มให้มากแล้วนะ”
เฮ่อจือหร่านหันกลับมา พร้อมทั้งแปมือออกไปหาเถ้าแก่
“เพิ่มให้ผืนละห้าร้อยเหวิน พวกเราถึงจะตกลง”
“ห้าร้อยเหวินนั้นมากเกินไป แม้จะเป็นช่วงฤดูหนาว หนังหมาป่า
ก็ไม่น่าจะมีราคาขนาดนี้” เถ้าแก่แทบจะร้องไห้ หากเพิ่มราคาให้ผืน
ละห้าร้อยเหวิน ก าไรเขาก็ลดลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นก็ช่างเถอะ อย่างไรอีกไม่กี่วันพวกเราก็จะไปท าธุระ
ที่เมืองหลวง หากเอาหนังสัตว์พวกนี้ไปด้วยคงขายได้ราคาดี” เฮ่อจื
อหร่านท าท่าจะไปต่อทันที่
คราวนี้เถ้าแก่ร้อนใจจริง ๆ
“ตกลง ๆ ผืนละหนึ่งต าลึงครึ่ง ข้าต้องการหนังหมาป่าทั้งหมด”
ถึงแม้ก าไรจะน้อยไปสักหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
ตอนนี้เผิงวั่งมั่นใจแล้ว ด้วยค าพูดไม่กี่ค าของเฮ่อจือหร่าน หนัง
หมาป่าก็ได้ก าไรเพิ่มขึ้นมาถึงยี่สิบห้าต าลึง
เขายกนิ้วให้นางเงียบ ๆ
ไม่นานหนังหมาป่าบนรถเข็นไม้ก็ถูกยกขนลงจนหมด เผยให้
เห็นเนื้อหมาป่าตากแห้งที่อยู่ในหม้อเหล็กใบใหญ่หลายใบ
“น้องชาย นี่มันคืออะไร” เถ้าแก่เอ่ยถามด้วยความสงสัย
เผิงวั่งก าลังอารมณ์ดีที่ขายหนังหมาป่าได้เงินเพิ่มมาอีกยี่สิบห้า
ต าลึง เขาจึงหยิบเนื้อตากแห้งขึ้นมาชิ้นหนึ่งอย่างใจกว้างแล้วยื่นให้
“เถ้าแก่ลองชิมดูสิ นี่คือเนื้อหมาป่าตากแห้ง”
“เนื้อหมาป่าตากแห้ง?” เถ้าแก่ท าการค้ามาหลายปี แต่กลับเป็น
ครั้งแรกที่เขาได้ยินชื่อนี้
เขารับเนื้อตากแห้งที่เผิงวั่งยื่นให้มา แล้วลองกัดดูค าหนึ่ง
ปรากฏว่าพอกัดเข้าไปก็หยุดกินไม่ได้ “อร่อย เคี้ยวเพลิน ยิ่ง
เคี้ยวกลิ่นยิ่งหอม…”
ระหว่างที่เดินทางมา เฮ่อจือหร่านได้เสนอว่า เนื้อตากแห้ง
มากมายขนาดนี้ พวกเขาคงไม่สามารถน าไปขายที่ร้านแผงลอย
ตลาดทีละนิดได้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการขายให้กับร้านอาหารแทน
“ทางที่ดีที่สุดคือหาร้านน ้าชาหรือสถานเริงรมย์ แล้วลองพูดคุย
กับเถ้าแก่ดู พยายามเจรจาให้เขารับซื้อเนื้อทั้งหมดไปครั้งเดียว”
ดังนั้น แม้เถ้าแก่ขายหนังสัตว์จะเอ่ยปากชมว่าอร่อยแค่ไหน
พวกเขาก็ไม่คิดจะขายให้อีกฝ่ายสักชิ้น เมื่อเห็นว่าเถ้าแก่ชอบมัน
มาก เผิงวั่งจึงใจดีแบ่งให้ชิมอีกสองสามชิ้น
หลังจากรับเงินมาแล้ว เผิงวั่งก็เตรียมจะพาทุกคนไปต่อ แต่พอ
เขาหันหลังเดินออกจากร้าน เถ้าแก่กลับวิ่งตามมา
“ท่านทั้งหลาย โปรดรอก่อน”
เผิงวั่งหันกลับไปถาม “มีอะไรอีกหรือ?”
เถ้าแก่เดินเข้ามาหาพวกเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“น้องชาย เนื้อหมาป่าตากแห้งนี่เจ้าขายหรือไม่?”
“แน่นอนว่าขาย แต่จะขายพวกมันทั้งหมด ไม่ได้แบ่งขาย” เผิงวั่ง
ตอบ
ทันทีที่เขาพูดจบ บุรุษวัยสามสิบกว่า ๆ ในชุดผ้าไหมยาวก็เดิน
ออกมาจากร้านขายหนังสัตว์
ชายคนนั้นถือพัดไว้ในมือ เดินตรงเข้ามาหาพวกเขาด้วยท่าทาง
สง่างาม
“ข้าน้อยแซ่ชุยขอถาม เนื่องจากในอีกสามวันข้าจะจัดงาน
ชุมนุมบทกวี ถึงตอนนั้นจะมีแขกผู้รู้หนังสือและผู้ที่ใจรักในศิลปะจาก
หลากหลายอ าเภอมาร่วมงาน ข้าเห็นว่าเนื้อหมาป่าตากแห้งนี่เป็น
กับแกล้มชั้นเลิศ หากเป็นไปได้ ข้าอยากซื้อมันไปบ้าง”
เผิงวั่งเห็นว่ามีคนมาติดต่อขอซื้อ จึงหันไปมองเฮ่อจือหรานทันที่
เฮ่อจือหรานรู้ดีอยู่แล้วว่าเนื้อหมาป่าตากแห้งนี้ไม่มีทางขายไม่
ออก
“คุณชายชุย เนื้อตากแห้งของเราไม่แบ่งขาย แต่หากท่าน
ต้องการทั้งหมด พวกเราก็พูดคุยเรื่องราคากันได้”
คุณชายชุยมองปริมาณเนื้อหมาป่าตากแห้งบนรถเข็นไม้
จากนั้นจึงกล่าวว่า “ไม่มีปัญหา”
เมื่อได้ยินดังนั้น เฮ่อจือหรานจึงไม่รอช้า นางแจ้งราคาที่ต้องการ
ทันที่ “ทั้งหมดนี้คิดราคาชั่งละสามร้อยเหวิน”
“สามร้อยเหวิน? แม่นาง นี่เจ้าก าลังชิงทรัพย์กันหรืออย่างไร”
เถ้าแก่ร้านขายหนังสัตว์รู้สึกว่าราคานี้ช่างมากเกินไปนัก
ราคาที่เฮ่อจือหรานเรียกนี้ ไม่เพียงเถ้าแก่ร้านขายหนังสัตว์จะ
ตกใจ แม้แต่เผิงวั่งเองก็ยังอดตกใจไม่ได้
หากเนื้อตากแห้งที่พวกเขาท าไม่อร่อย แม้จะน าเนื้อหมาป่า
เหล่านี้ไปขายที่ตลาดหลังจากผ่านกรรมวิธีแล้ว คงแลกเงินได้ไม่กี่เห
วินเท่านั้น
นางช่างขูดเลือดขูดเนื้อคนนัก คิดราคาสูงถึงสามร้อยเหวินเลย!
เฮ่อจือหร่านรู้ดีว่าราคาที่เสนอออกไปนั้นเกินจริงอยู่บ้าง เพราะ
การซื้อขายย่อมต้องมีการต่อรองกันอยู่แล้ว แต่นางไม่มีทางยอมลด
ราคาลงก่อนแน่นอน
“เนื้อตากแห้งหนึ่งชั่ง ต้องใช้เนื้อหมาป่าถึงห้าชั่ง หมาป่าพวกนี้
ล้วนแต่เป็นของที่คนในครอบครัวข้าเสี่ยงชีวิตออกล่ามา กว่าจะผ่าน
กระบวนการมากมายจนท าส าเร็จได้ ข้าคิดว่าราคานี้สมเหตุสมผล
แล้ว”
“ถึงแม้เนื้อหมาป่าห้าชั่งจะท าเป็นเนื้อตากแห้งได้หนึ่งชั่ง แต่มันก็
ไม่คุ้มกับราคาสามร้อยเหวินหรอก” เถ้าแก่ร้านโต้แย้ง
คุณชายชุยรีบเสริมทันที่ “ใช่แล้ว สามร้อยเหวินต่อหนึ่งชั่งนั้น
แพงเกินไปจริง ๆ”
เผิงวั่งเห็นว่าทั้งสองคนต่างก็คิดว่าราคาแพงเกินไป จึงคาดเดาว่า
การค้าครั้งนี้คงจะล้มเหลว
ด้วยความร้อนใจ เขาจึงลอบสะกิดเฮ่อจือหร่านแล้วส่งสายตาให้
เป็นการเตือนให้นางลดราคาลงสักหน่อย
แต่เฮ่อจือหร่านกลับไม่สนใจเผิงวั่ง พูดกับเถ้าแก่ร้านและ
คุณชายชุยไปว่า “ข้าเชื่อว่าการที่ทั้งสองท่านตั้งใจมาขอซื้อ ก็เพราะ
ได้ลองชิมเนื้อตากแห้งไปแล้ว พวกท่านคิดว่ารสชาติดีใช่หรือไม่”
เมื่อเห็นว่าทั้งสองไม่ได้ทักท้วงอะไร เฮ่อจือหร่านจึงพูดต่อ
“วิธีท าเนื้อแห้งนี่เป็นสูตรลับที่ตกทอดกันมาหลายชั่วอายุคนใน
ครอบครัวข้า เชื่อเถอะว่านอกจากที่นี่แล้ว พวกท่านไม่มีวันหาซื้อเนื้อ
แห้งรสเลิศเช่นนี้ได้จากที่ไหนอีก คุณชายชุยจะจัดงานชุมชุนบทกวี
คิดว่าแขกเหรื่อที่มาต้องเป็นบุคคลมีชื่อเสียงทั้งนั้น ถ้าอย่างนั้น หาก
ท่านใช้เนื้อแห้งที่ไม่เหมือนใครนี้มาต้อนรับแขก รับรองว่าจะต้อง
สร้างความประทับใจเกินคาดให้กับทุกคนแน่นอน”
ค าพูดของเฮ่อจือหร่านตรงกับความต้องการของคุณชายชุย
มาก
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปาก “สองร้อยเหวินและข้า
ต้องการทั้งหมด”
ราคาต ่าสุดของเนื้อแห้งพวกนี้ที่คิดเอาไว้ของเฮ่อจือหร่านคือ
หนึ่งร้อยห้าสิบเหวิน เมื่อเห็นอีกฝ่ายเสนอราคาสองร้อยเหวิน นางก็ดี
ใจจนแทบเนื้อเต้น
แต่เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายจับพิรุธได้ เฮ่อจือหร่านจึงแสร้งท าเป็นลังเล
อยู่ครู่หนึ่ง
เมื่อเห็นนางก าลังลังเล คุณชายชุยจึงเอ่ยปากอีกครั้ง
“เพิ่มให้อีกยี่สิบเหวิน ไม่มากไปกว่านี้แล้ว”
เฮ่อจือหร่านแสร้งท าเป็นลังเลเหมือนยังตัดสินใจไม่ได้ ก่อนหัน
ไปมองเผิงวั่ง
“พี่เผิง ราคานี้ตกลงหรือไม่”
เผิงวั่งก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เขาท าหน้านึกเสียดาย “สอง
ร้อยยี่สิบเหวินก็สองร้อยยี่สิบเหวินเถอะ! พวกเราจะได้ขายเนื้อแห้งนี้
แล้วรีบกลับบ้านกัน”
เฮ่อจือหร่านจึงท าท่าเหมือนไม่เต็มใจนัก แล้วหันไปหาคุณชาย
ชุย
“ในเมื่อพี่ชายของข้าตกลงแล้ว ข้าก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก สองร้อย
ยี่สิบเหวินต่อชั่ง ตกลงตามนี้”
เถ้าแก่ร้านจึงเรียกคนมาช่วยกันชั่งน ้าหนักเนื้อแห้งทั้งหมด
เนื้อหมาป่าแห้งหนึ่งร้อยหกสิบแปดชั่ง ราคาที่ได้คือสามสิบหก
ต าลึงกับเก้าร้อยแปดสิบเหวิน
คุณชายชุยจ่ายเงินให้เฮ่อจือหร่านสี่สิบต าลึง
ส าหรับเผิงวั่งแล้ว เนื้อหมาป่าพวกนี้ที่ไม่มีใครต้องการ แต่กลับ
ขายได้ถึงสี่สิบต าลึง ก็ราวกับเป็นเงินที่เก็บได้เปล่า ๆ