ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 81 กาสุราหยวนหยาง
อย่างไรก็ตาม อาวุธที่เฮ่อจือหร่านเคยใช้สังหารคนเมื่อคราวนั้น
มีขนาดใหญ่กว่านี้มาก
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังจ าได้ดีถึงพลังของมัน แม้แต่เขาเองก็ยังมอง
ไม่ออกว่าอาวุธลับนั้นถูกยิงออกไปได้อย่างไร ซึ่งบ่งบอกได้ความเร็ว
อันน่าเหลือเชื่อของมัน
เห็นได้ชัดว่าโม่จิ่วเยี่ยถูกปืนพกขนาดเล็กนี้ดึงดูดความสนใจ
เฮ่อจือหร่านจึงฉวยโอกาสรีบโน้มน้าว
“ท่านเห็นอาวุธของข้าแล้ว หากให้ข้าติดตามท่านไปย่อมไม่เป็น
ภาระ แต่ข้าจะเป็นก าลังส าคัญให้กับท่านได้”
โม่จิ่วเยี่ยยังคงลังเล
เฮ่อจือหร่านพยายามเกลี้ยกล่อมเขาต่อ “ท่านลองนึกถึงฝีมือ
แพทย์ของข้าสิ หากหนานฉี คิดลอบวางยาพิษในอาหาร ข้าก็
สามารถรู้ได้ในทันทีไม่ใช่หรือ”
ได้ยินดังนั้น โม่จิ่วเยี่ยก็ยอมตกลงในที่สุด
“เจ้าไปกับข้าได้ แต่หากเจออันตราย เจ้าต้องรีบหนีเอาตัวรอด
ก่อน อย่าสนใจข้า เข้าใจหรือไม่”
เฮ่อจือหร่านพยักหน้าราวกับเป็นคนโง่ “เข้าใจแล้ว ท่านวางใจ
เถอะ ข้าจะไม่ปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน”
เมื่อเรื่องทุกอย่างจัดการเรียบร้อยดีแล้ว พวกเขาทั้งสองจึง
กลับไปนอนบนเตียง แม้ว่าทั้งสองคนจะรู้สึกง่วง แต่ก็ยังคงพยายาม
รักษาท่าทางเดิมเอาไว้ เพราะกลัวว่าหากเผลอไผลและสัมผัสร่างกาย
กันและกันเข้า…
เช้าวันรุ่งขึ้น เผิงวั่งก็ไม่พูดเรื่องเดินทางต่อ
เรื่องนี้ท าให้ทุกคนต่างก็งุนงงสงสัย
แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยปากถามถึงสาเหตุ การที่ได้พักอยู่ในโรงเตี๊ยม
ต่ออีกวัน พวกเขาย่อมยินดีอยู่แล้ว
จนกระทั่งเวลาใกล้เที่ยง รถม้าคันหนึ่งก็มาจอดเทียบอยู่หน้า
โรงเตี๊ยม
สารถีเดินเข้ามาเชิญตัวโม่จิ่วเยี่ยไป อีกทั้งท่าทีของพวก
เจ้าหน้าที่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้เข้าไปขัดขวาง ทุกคนจึงเข้าใจขึ้นมา
ทันที่
ที่แท้ เหตุผลที่ไม่เดินทางต่อในวันนี้ เป็นเพราะโม่จิ่วเยี่ยนี่เอง
เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่า อีกฝ่ายเป็นใครกันที่มีอ านาจมากมาย
ถึงขั้นสามารถสั่งให้พวกเขายุติการเดินทาง และส่งรถม้ามารับตัว
นักโทษคนหนึ่งไปได้
สีหน้าฮูหยินผู้เฒ่าเต็มไปด้วยความกังวล จึงเอื้อมมือไปจับมือ
ของโม่จิ่วเยี่ยไว้แน่น
“จิ่วเยี่ย”
โม่จิ่วเยี่ยตบมือของฮูหยินผู้เฒ่าเบา ๆ “ท่านแม่ ท่านอย่าได้
กังวลไปเลย ข้ามีสหายที่จะจัดงานเลี้ยงอ าลาให้ข้า ข้าไปครานี้ไม่
นานก็กลับมา”
แม้ฮูหยินผู้เฒ่าจะกังวลใจ แต่ด้วยผ่านเรื่องราวใหญ่โตมามาก
นางจึงรู้ดีว่าไม่อาจขัดขวางความต้องการบุตรชายได้
ฮูหยินผู้เฒ่าจึงได้แต่ก าชับด้วยความห่วงใย “ตอนนี้เจ้าไม่ใช่แม่
ทัพผู้เกรียงไกรอีกแล้ว อย่าท าอะไรเกินตัวนัก”
“ท่านแม่ ท่านวางใจเถอะ ข้าจะไปกับท่านพี่เอง รับรองว่าไม่มี
เรื่องอันใดเกิดขึ้นแน่นอน”
เพื่อให้แม่สามีสบายใจ เฮ่อจือหร่านจึงอาสาช่วยโม่จิ่วเยี่ย
อธิบาย
เมื่อเห็นว่าเฮ่อจือหร่านจะไปกับบุตรชายด้วย ฮูหยินผู้เฒ่าจึงเบา
ใจขึ้นบ้าง
“เช่นนั้นก็ดี เจ้าสองคนออกไปข้างนอกก็ช่วยดูแลกันและกันนะ”
เมื่อปลอบโยนฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยก็ขึ้นรถ
ม้าไปด้วยกัน
สารถีมองเฮ่อจือหร่านอย่างพิจารณา เขาอยากจะเอ่ยอะไรสัก
อย่างแต่ก็ดูลังเล
โม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านต่างก็เลือกท าเป็นไม่รู้ไม่เห็น
รถม้าแล่นไปอย่างราบรื่นไม่ติดขัด ไม่นานก็มาถึงร้านอาหาร
เทียนฝู
หนานฉีออกมาต้อนรับด้วยตัวเองถึงหน้าประตู
สิ่งที่ท าให้เขาแปลกใจคือเฮ่อจือหร่านที่มาด้วย
หลังชะงักไปครู่หนึ่ง หนานฉีก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นรอยยิ้มที่ดูเป็น
มิตร
“พี่สะใภ้มาได้พอดี ข้าตั้งใจสั่งน ้าแกงบ ารุงร่างกายมา เหมาะ
ส าหรับให้สตรีบ ารุงร่างกายนัก”
โม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านก็ร่วมแสดงละครกันเต็มที่ พวกเขาต่าง
ก้มศีรษะขอบคุณหนานฉี จากนั้นก็เดินตามเขาขึ้นไปบนห้องส่วนตัว
ชั้นสอง
ทหารสองคนที่หน้าห้องเห็นเจ้านายกลับมา จึงรีบหลีกทางให้
หนานฉีสั่งพวกทหารว่า “หากข้าไม่ได้สั่ง ก็ห้ามใครมารบกวน
ทั้งสิ้น”
“ขอรับ”
เมื่อเข้าไปในห้องส่วนตัวแล้ว พวกเราก็เห็นอาหารคาวหวาน
แปดอย่างพร้อมกับน ้าแกงหนึ่งถ้วยวางอยู่บนโต๊ะ และกาสุราที่
ประณีตงดงาม
อาหารคาวหวานที่จัดมานั้นน่ารับประทาน แสดงให้เห็นว่า
หนานฉีเอาใจใส่มาก
ทว่าเฮ่อจือหร่านกลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับอาหารตรงหน้า นางเอา
แต่จ้องมองกาสุรานั้นไม่วางตา
หากเป็นคนทั่วไปคงเห็นว่ามันเป็นเพียงกาสุราหรูหรา แต่เฮ่อจื
อหร่านกลับมองสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในออก
หากนางเดาไม่ผิด มันคือกาสุราหยวนหยางที่มักปรากฏในละคร
ที่นางเคยดูในชาติก่อน
ภายในกาแบ่งเป็นสองส่วน บริเวณหูจับจะมีกลไกเล็ก ๆ ผู้ที่รู้
ความลับนี้สามารถควบคุมให้สุราที่รินออกมามีพิษหรือไม่ก็ได้
เฮ่อจือหร่านนึกหัวเราะเยาะในใจ เพื่อจะฆ่าโม่จิ่วเยี่ย หนานฉีลง
แรงได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
วันนี้หนานฉีดูมั่นใจเป็นพิเศษ เขาเชิญพวกนางนั่งลงด้วย
รอยยิ้ม
เฮ่อจือหร่านจงใจเลือกนั่งจุดที่ใกล้กาสุราหยวนหยางมากที่สุด
หนานฉีกล่าวอะไรไปตามมารยาท จากนั้นก็ลุกขึ้นมารินสุราให้
แต่เฮ่อจือหร่านกลับชิงตัดเขาหน้าไปก่อน
“ท่านอ๋องไม่ถือสาค าครหาใด ๆ และเชิญข้ากับสามีมาทาน
อาหารถึงที่นี่ นับเป็นเกียรติแก่เราทั้งสองยิ่งนัก จะยังให้ท่านมาริน
สุราให้พวกเราได้อย่างไร”
เฮ่อจือหร่านเอ่ยพลางเดินไปด้านข้างของหนานฉี โดยไม่สนใจ
สีหน้าบูดบึ้งราวกับคนเป็นท้องผูกของเขาแม้แต่น้อย จากนั้นจึงริน
สุราจนเต็มจอก
หนานฉีจ้องมองมือของเฮ่อจือหร่านที่ก าลังถือกาสุราหยวนห
ยางตาไม่กะพริบ เมื่อเห็นว่านางไม่ได้ท าอะไรบางอย่าง จิตใจที่ตึง
เครียดของเขาก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
เฮ่อจือหร่านแสร้งท าเป็นไม่เห็นสีหน้าบูดบึ้งของหนานฉี จากนั้น
จึงรินสุราจนเต็มจอกให้โม่จิ่วเยี่ยอย่างรวดเร็ว
เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าในสุรามีพิษหรือไม่ นางจึงแสร้งพูด
เสียงดังว่า “สุรานี้มีกลิ่นหอมจริง ๆ แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่สันทัดเรื่อง
ดื่มสุรานัก จึงขอดื่มด ่ากับกลิ่นของมันสักหน่อยแทนแล้วกัน”
กล่าวจบ นางก็รีบยกจอกสุราของโม่จิ่วเยี่ยขึ้นจรดจมูกอย่าง
รวดเร็ว เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีปัญหาอะไรจึงวางกลับที่เดิม
“ขออภัยที่ข้าเสียมารยาทต่อหน้าท่านอ๋องแล้ว แต่ข้ามีนิสัยเสีย
อย่างหนึ่งคือไม่ดื่มสุรา แต่กลับชอบสูดดมกลิ่นสุราชั้นดี”
หนานฉีกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“ไม่เป็นไร ที่นี่ไม่มีคนนอก พี่สะใภ้ไม่ต้องเกรงใจ”
การกระท าของเฮ่อจือหร่านนั้นโม่จิ่วเยี่ยย่อมมองออกอย่าง
ชัดเจน นางก าลังบอกเขาว่าสุราไม่มีปัญหา
ดังนั้นโม่จิ่วเยี่ยจึงยกจอกสุราขึ้น
“ขอบพระทัยท่านอ๋องฉีที่ไม่รังเกียจคนเช่นข้าที่ต้องโทษ ขอข้า
ดื่มให้ท่านก่อนเพื่อเป็นการคารวะ”
หลังเห็นโม่จิ่วเยี่ยดื่มสุราในจอกรวดเดียวจนหมด หนานฉีเองก็
ไม่ลังเลยกดื่มจนหมดเช่นกัน
จังหวะที่หนานฉีก าลังจะหยิบกาสุราไป เฮ่อจือหร่านจึงรีบลุกขึ้น
คว้ากาสุรามาไว้ในมือ
“ให้ข้าจัดการเถอะเจ้าค่ะ”
เห็นเฮ่อจือหร่านยังไม่ได้เล่นตุกติกอะไร หนานฉีเดาว่านางคง
ไม่ได้พบความผิดปกติของกาสุราที่เขาเตรียมไว้
เพียงแต่นางกลับกอดกาสุราไว้ไม่ยอมปล่อย แล้วเขาจะรินสุรา
พิษลงในจอกของโม่จิ่วเยี่ยได้อย่างไร?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หนานฉีก็รู้สึกเคร่งเครียด
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเขาจะแสดงออกอย่างไรว่าต้องการจะรินสุรา
ให้พี่น้องด้วยตัวเอง เฮ่อจือหร่านก็มักจะหาโอกาสคว้ากาสุราไปก่อน
เสมอ
เวลาเดียวกันนั้นเฮ่อจือหร่านกลับตรวจดูอาหารทุกจานบนโต๊ะ
อย่างละเอียด เมื่อแน่ใจว่าไม่มีปัญหาอีกแล้วก็ส่งสายตาให้โม่จิ่วเยี่ย
บอกเขาให้ทานอย่างสบายใจ
ไม่นานนัก สุราที่ไม่มียาพิษในกาก็ถูกเฮ่อจือหร่านรินออกจน
หมด
นางเห็นสีหน้าของโม่จิ่วเยี่ยยังคงไม่เปลี่ยน จึงมั่นใจว่าเขาคงดื่ม
เก่งทีเดียว
ส่วนหนานฉี แม้จะยังคงนั่งตัวตรง แต่ใบหน้ากลับเริ่มแดงก ่า
ดูท่าถ้าทั้งสองคนประลองดื่มสุรากัน หนานฉีคงจะเป็นฝ่ายเมา
มายก่อนแน่