ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 80 ข้าขอขอบคุณท่านอ๋องที่เป็นห่วง
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 80 ข้าขอขอบคุณท่านอ๋องที่เป็นห่วง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหนานฉีรับรู้ถึงค าพูดนี้หรือไม่ เมื่อได้ยินค าพูด
เสียดสีของเฮ่อจือหร่าน เขาก็นึกถึงวันที่ตนเห็นเฟ่ยหนานอวี่ถูกกลั่น
แกล้งอยู่บนชั้นสอง
ในตอนนั้น เขาเฝ้ามองอยู่นาน เห็นว่าแม้เฟ่ยหนานอวี่จะถูกคน
พวกนั้นรังแกจนไม่สามารถตอบโต้ได้ แต่ความหยิ่งผยองของ
บัณฑิตกลับยังไม่จางหายไป
อาจารย์อู๋เฉินเคยกล่าวไว้ว่า ผู้มีวาสนาของเขาไม่ใช่คนธรรมดา
สามัญ
และความรู้สึกแรกที่เขามองเฟ่ยหนานอวี่ก็คือความรู้สึกที่ไม่
ธรรมดาเช่นนั้น
เพียงเพราะเขานิ่งไปชั่วครู่เพื่อต้องการยืนยันอีกครั้ง เรื่องการ
ช่วยชีวิตคนจึงถูกเฮ่อจือหร่านชิงตัดหน้าไปก่อน
หนานฉีจึงพลาดโอกาสที่จะได้รู้จักกับเฟ่ยหนานอวี่เป็นคนแรก
ไป
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ดวงตาของเขาก็จ้องมองไปยังเฮ่อจือหร่านอย่าง
เฉียบคม
“พี่สะใภ้กล่าวถูกต้องแล้ว เมื่อพบเห็นความอยุติธรรม หากไม่
ช่วยเหลือ ข้าก็คิดว่าคนทั่วหล้าที่ยังมีเลือดเนื้อก็คงทนดูไม่ได้”
แท้จริงแล้วหนานฉีไม่รู้ว่าเฮ่อจือหร่านจงใจพูดประโยคนั้น โดยที่
ภายนอกมันเหมือนเป็นประโยคค าถามเขา แต่ที่จริงแล้ว นางตั้งใจ
พูดให้เฟ่ยหนานอวี่ได้ยินต่างหาก
จากบันทึกในประวัติศาสตร์ เขาที่เป็นคนฉลาดล ้าลึก คงไม่น่าจะ
ฟังไม่เข้าใจ
ระหว่างที่เอ่ยประโยคนั้น เฮ่อจือหร่านยังแอบเหลือบมองสีหน้า
ของเฟ่ยหนานอวี่เป็นระยะ
และเป็นอย่างที่นางคาดไว้ เฟ่ยหนานอวี่มีท่าทีชะงักไปเล็กน้อย
หลังจากได้ยินค าพูดของนาง ก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
ในใจเขาก าลังคิดว่า หรือว่าสตรีนางนี้จะรู้เรื่องอะไรเข้า?
แต่เมื่อคิดทบทวนดู เขาก็คลายใจลง เพราะความลับอันยิ่งใหญ่
นี้ เป็นไปไม่ได้ที่นางจะล่วงรู้
แม้ว่าเฟ่ยหนานอวี่จะรู้สึกเคลือบแคลงใจอยู่บ้าง แต่ค าพูดของ
เฮ่อจือหร่านเมื่อครู่ เหมือนจงใจจะพูดกับหนานฉี เขาจึงด้เพียงเก็บ
เงียบไว้ เพราะหากพูดอะไรออกไป คงยิ่งเหมือนเป็นการชี้โพรงให้
กระรอกโดยใช่เหตุ
เมื่อเฮ่อจือหร่านบรรลุเป้าหมายแล้ว จึงไม่พูดอะไรต่ออีก
หนานฉีกวาดตามองไปรอบ ๆ ห้องก่อนจะถอนหายใจ
“จิ่วเยี่ย เรื่องที่คนจวนฮู่กั๋วกงถูกเนรเทศ ข้าเองก็รู้สึกละอายใจ
ยิ่งนัก ช่วงนี้เสด็จแม่ก าลังประชวร ข้าจึงต้องออกไปตามหาหมอที่เก่ง
ๆ ท าให้ไม่ได้ติดตามข่าวคราวอะไรเท่าไหร่”
“ตอนที่ข้ารู้เรื่อง พวกเจ้าก็เดินทางไปถึงอ าเภอผิงหยวนแล้ว ข้า
จึงรีบเร่งเดินทางมาที่นี่ เพื่อมาช่วยเหลือคนสกุลโม่”
โม่จิ่วเยี่ยใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ อย่างเคยชิน พยายามสะกดกลั้น
ความโกรธในใจ แล้วเล่นละครของพี่น้องร่วมสาบานกับเขาต่อ
“เช่นนั้นข้าขอเป็นตัวแทนสกุลโม่ ขอบคุณท่านอ๋องที่เมตตา แต่
ท่านไม่ต้องล าบากหรอก เพราะพวกเราล้วนเป็นนักโทษที่ราชส านัก
สั่งเนรเทศ ในอนาคตจะมีชีวิตแบบไหนก็ต้องทนอยู่ไปแบบนั้น ไม่
กล้าปรารถนาสิ่งใดอีก”
หนานฉีฟังน ้าเสียงของโม่จิ่วเยี่ยก็รู้สึกว่าคนตรงหน้าที่เติบโตมา
ด้วยกันตั้งแต่เด็ก ตอนนี้กลับกลายเป็นคนแปลกหน้าไปแล้ว
หรือว่าโม่จิ่วเยี่ยจะรู้อะไร?
แต่ไม่นานเขาก็ไม่คิดสงสัย แม้เขาต้องการชีวิตของโม่จิ่วเยี่ย
จริง แต่ต่อหน้าเช่นนี้เขากลับไม่มีความกล้าที่จะพูดออกมาตรง ๆ
เขารู้ดีว่าฝีมือของโม่จิ่วเยี่ยนั้น ไม่ได้เกินจริงนักหากจะพูดว่า
เก่งกาจจนสามารถต่อสู้กับคนร้อยคนได้ หนานฉีไม่ได้โง่เขลาถึงขั้น
อยากจะเผชิญหน้ากับโม่จิ่วเยี่ย
ในเมื่อการลอบสังหารล้มเหลวไปแล้ว วิธีที่ดีที่สุดคือต้องใช้
สติปัญญา วันนี้หนานฉีมาที่นี่ อย่างแรกก็เพื่อต้องการจะหยั่งเชิงว่า
อาการบาดเจ็บของโม่จิ่วเยี่ยนั้นหนักหนาจริงหรือไม่ และอย่างที่สอง
คือเพื่อหาโอกาสวางยาพิษเขา
คิดได้ดังนั้น หนานฉีจึงผ่อนคลายอารมณ์ลงแล้วเอ่ยว่า
“พวกเราเป็นพี่น้องกัน ตอนที่จวนฮู่กั๋วกงถูกริบทรัพย์สินและ
เนรเทศ ข้าไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย เช่นนั้นเจ้าต้องให้โอกาสข้าได้เลี้ยง
อ าลาพวกเจ้า”
โม่จิ่วเยี่ยก้มหน้าลง ไม่มีใครสามารถมองคลื่นอารมณ์ที่
แปรปรวนในขณะนี้ของเขาได้
“ถ้าอย่างนั้น ข้าก็ยินดีรับน ้าใจนี้” โม่จิ่วเยี่ยรู้ถึงเล่ห์เหลี่ยมของ
หนานฉีดี เขาจึงไม่ได้ปฏิเสธ
เขาอยากจะดูนักว่า หนานฉีคิดจะเล่นตลกอะไร
ในเวลานี้ เฮ่อจือหร่านก็รู้สึกอยู่เฉยไม่ได้เช่นกัน การที่หนานฉี
เสนอตัวมาส่งโม่จิ่วเยี่ย นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้หยั่งเชิงอีกฝ่าย
ดังนั้นจึงไม่ควรพลาดโอกาสนี้ไปเป็นอันขาด
โชคดีที่โม่จิ่วเยี่ยตอบตกลงทันที่ ท าให้นางไม่ต้องเอ่ยปากเตือน
เขา
หนานฉีลุกขึ้นยืน “ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้ตอนเที่ยง ข้าจะเลี้ยงอ าลา
เจ้าที่ร้านอาหารเทียนฝูในอ าเภอผิงหยวน”
พูดจบ หนานฉีก็เดินมาถึงหน้าประตูห้อง พลางเอ่ยปากอีกครั้ง
ว่า “ไม่ต้องกังวลเรื่องพวกเจ้าหน้าที่ ข้าจะบอกให้พวกเขารออยู่ที่นี่
อีกวัน”
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ลุกขึ้นไปส่ง
เฟ่ยหนานอวี่เดินตามหลังหนานฉีมา มือข้างหนึ่งไขว้หลัง และ
แกว่งไปมามาทางพวกเขาสองสามครั้ง
ทั้งโม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านต่างมองเห็นการกระท าเล็ก ๆ น้อย ๆ
นั้นของเขา
“เขาคงอยากจะบอกว่าไม่อยากให้ท่านไปที่นั่น” เฮ่อจือหร่าน
เข้าใจความหมายจากท่าทางของอีกฝ่าย
ทว่าโม่จิ่วเยี่ยยังคงนั่งในท่าเดิม
“ข้าต้องไป ไม่ว่าอย่างไรความแค้นระหว่างข้ากับหนานฉีก็ต้อง
จบลง”
เฮ่อจือหร่านไม่ค่อยเข้าใจค าพูดของเขา
“ท่านคิดจะฆ่าหนานฉีหรือ”
โม่จิ่วเยี่ยส่ายหัว “ไม่ หากข้าท าแบบนั้น แม้จะรู้สึกสาสมใจ แต่
ข้าจะให้ชีวิตคนในบ้านอยู่กันอย่างไร”
เฮ่อจือหร่านยิ่งสับสนเข้าไปใหญ่
“ในเมื่อท่านฆ่าเขาไม่ได้ แล้วจะจบความแค้นนี้ได้อย่างไร?”
“ข้าจะบอกความจริงกับเขาว่าข้าเป็นคนสกุลโม่ ให้เขาเข้าใจว่า
ข้าไม่ใช่คนที่ถูกสับเปลี่ยนตัวกับเขา”
“ถ้าหากสามารถแก้ไขความเข้าใจผิดนี้ได้แล้ว ข้าจะตัดขาด
ความเป็นพี่น้องกับเขาต่อหน้าทุกคน ตัดเยื่อใยทุกอย่างให้สิ้นสุดกัน
ไปเสีย”
“การท าแบบนี้แม้ไม่มีความหมายอะไรมากมายนัก แต่อย่างน้อย
ก็ท าให้การเดินทางไปยังซีเป่ยในวันหน้า ปราศจากคนที่คิดร้ายอย่าง
เขาได้อีกคนหนึ่ง”
ในใจของโม่จิ่วเยี่ยรู้สึกว่าอยากจะฆ่าหนานฉีให้ตายคามือ แต่สิ่ง
ที่เฮ่อจือหร่านพูดมาก็มีเหตุผล
นอกจากตัวเขาเองแล้ว สกุลโม่ยังมีเหล่าสตรีอีกหลายคนที่ยัง
ต้องดูแล ทั้งพวกพี่สะใภ้และบรรดาญาติครอบครัวของพวกนางที่อยู่
ในเมืองหลวง หากเขาฆ่าหนานฉีไป องค์จักรพรรดิจะต้องพิโรธอย่าง
แน่นอน และจะท าให้พวกเขาต้องถูกลงโทษไปด้วย
“ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ท่านพาข้าไปด้วยได้หรือไม่”
โม่จิ่วเยี่ยปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด กล่าวน ้าเสียงหนักแน่น
“ไม่ได้ ข้าให้เจ้าไปเสี่ยงอันตรายด้วยไม่ได้”
การที่เฮ่อจือหร่านขอไปร่วมงานเลี้ยงอ าลาด้วย นางย่อม
ไตร่ตรองเป็นอย่างดีแล้ว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอาวุธล ้าสมัยมากมายในพื้นที่มิติของนาง ที่
ส าคัญที่สุดคือหากหนานฉีลอบวางยาพิษในอาหาร โม่จิ่วเยี่ยก็จะมี
นางคอยช่วยเหลืออีกแรง
เพื่อโน้มน้าวโม่จิ่วเยี่ย เฮ่อจือหร่านจึงยอมลงแรงอย่างมาก
นางแอบหยิบปืนพกออกมาจากพื้นที่มิติ โดยอาศัยแขนเสื้อบัง
เอาไว้
นางวางปืนพกไว้ตรงหน้าของโม่จิ่วเยี่ย
“ท่านเชื่อหรือไม่ แม้แต่วรยุทธ์ของท่าน ก็ไม่อาจหนีพ้นอาวุธ
ของข้าได้”
โม่จิ่วเยี่ยมองก้อนเหล็กที่เล็กกว่าฝ่ามือของเขาอย่างสนใจ ก่อน
จะหยิบมันขึ้นมาเล่น
ทันทีที่เห็นนิ้วของเขาแตะไกปืน เฮ่อจือหร่านก็รีบเอ่ยเตือน
“ตรงนั้นคือไกปืน ท่านอย่าไปโดนมันเชียว”
โม่จิ่วเยี่ยเชื่อฟังเป็นอย่างดี เขารีบเอานิ้วมือออกมาทันที่
เขาเงยหน้าขึ้นมองเฮ่อจือหร่าน “ข้าดูไม่ออกเลย ก้อนเหล็กเล็ก
ๆ แบบนี้จะมีอานุภาพร้ายแรงได้ขนาดนั้นเชียวหรือ”
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ เฮ่อจือหร่านไม่อาจแสดงอานุภาพของ
ปืนพกให้โม่จิ่วเยี่ยเห็นได้ นางจึงได้แต่อธิบายอย่างใจเย็น
“เฉาเหรินก็ตายเพราะอาวุธที่คล้ายเช่นนี้แหละ”
เฮ่อจือหร่านยอมรับโดยไม่รู้ตัวว่าการตายของเฉาเหรินเป็นฝีมือ
ของนาง
ส าหรับการตายของเฉาเหริน โม่จิ่วเยี่ยย่อมเป็นผู้เห็นเหตุการณ์
การลอบสังหารนั้นทั้งหมดด้วยตาตัวเอง