ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 82 ข้าโม่จิ่วเยี่ยเป็นทายาทสายตรงของสกุลโม่
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 82 ข้าโม่จิ่วเยี่ยเป็นทายาทสายตรงของสกุลโม่
เฮ่อจือหร่านจงใจเขย่ากาสุราในมือแล้วเอ่ยว่า “ท่านอ๋อง สุรา
หมดแล้ว”
ตอนนี้หนานฉีอยากจะเตะเฮ่อจือหร่านออกไปนอกหน้าต่างเสีย
จริง แต่เขายังท าตามจุดประสงค์ไม่ส าเร็จ จึงต้องอดทนต่อไป
“เอาสุรามาเพิ่มอีกกา”
น่าเสียดาย สุราที่น ามาใหม่ไม่ใช่กาสุราหยวนหยางเหมือนก่อน
หน้านี้
หนานฉีคิดว่า เมื่อกาสุราใบใหม่มาถึง เฮ่อจือหร่านคงจะไม่ยึด
กาสุราหยวนหยางนั้นไว้คนเดียวอีก เขาจะต้องหาโอกาสลอบวางยา
พิษลงในจอกสุราของโม่จิ่วเยี่ยได้แน่นอน
แต่เฮ่อจือหร่านกลับไม่ท าตามแผนที่เขาคิดไว้ นางไม่ยอมริน
สุราให้พวกเขาอีก
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังวางกาสุราไว้ข้างกาย
“ข้าท างานหนักมาครึ่งค่อนวัน ตอนนี้รู้สึกหิวแล้ว”
พูดจบ นางก็เริ่มลงมือทานอาหารบนโต๊ะอย่างเอร็ดอร่อย
หนานฉีเกือบจะถูกเฮ่อจือหร่านท าให้โมโหตาย
ทว่าเพื่อรักษาภาพลักษณ์ เขาจึงพยายามอดกลั้นความโกรธใน
ใจเอาไว้ แล้วร ่าสุรากับโม่จิ่วเยี่ยต่อไป
โม่จิ่วเยี่ยรู้สึกว่าถึงเวลาอันสมควรแล้ว จึงเอ่ยปากขึ้นว่า
“ท่านยังจ าปานรูปจันทร์เสี้ยวที่ไหล่ซ้ายของข้าได้หรือไม่”
หนานฉีพยักหน้าเล็กน้อยด้วยฤทธิ์สุรา “แน่นอนว่าข้าจ าได้
ตอนเด็ก ๆ พวกเรามักจะแอบไปอาบน ้าที่บ่อน ้าพุร้อนของเสด็จพ่อ
ข้ายังเคยบอกเลยว่าปานของเจ้าดูแปลกมาก”
โม่จิ่วเยี่ยสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของหนานฉีอย่าง
ละเอียด แล้วพูดต่อว่า
“ท่านรู้หรือไม่ว่าปานนั้นมีความหมายว่าอย่างไร”
หนานฉีขมวดคิ้ว “มันก็แค่ปาน ยังจะมีความหมายอะไรอีก”
โม่จิ่วเยี่ยตอบด้วยน ้าเสียงทุ้มต ่า “มันคือสัญลักษณ์เฉพาะของ
บุรุษสกุลโม่ บรรพชนสกุลโม่ทุกคนตราบใดที่เป็นบุรุษ เมื่อแรกเกิด
บนไหล่ซ้ายจะมีปานรูปจันทร์เสี้ยวนี้”
หนานฉีชะงักค้าง
“เจ้าจะบอกว่านี่คือปานที่เป็นบุรุษสกุลโม่เท่านั้นจึงจะมีหรือ”
“ถูกต้อง ปานรูปจันทร์เสี้ยวนี้คือสัญลักษณ์ประจ าตระกูลของ
บุรุษสกุลโม่” โม่จิ่วเยี่ยตอบอย่างมั่นใจ
หนานฉีครุ่นคิด เขาไม่รู้ว่าเหตุใดโม่จิ่วเยี่ยถึงได้เอ่ยถึงเรื่องปาน
นี้ขึ้นมา หรือว่าเขารู้เรื่องบางอย่างเข้าแล้ว
แต่ไม่นานนัก หนานฉีก็ตัดความคิดนี้ออกไป
เรื่องนี้หากไม่ใช่เพราะเขาได้ยินมาจากต าหนักของเสด็จแม่โดย
บังเอิญ คงไม่มีผู้ใดล่วงรู้เรื่องนี้อีก นอกจากเสด็จแม่และนางก านัล
คนสนิทสองคน
เป็นไปไม่ได้ที่โม่จิ่วเยี่ยจะล่วงรู้ถึงสาเหตุที่มีคนจะสังหารเขา
แต่เหตุใดโม่จิ่วเยี่ยถึงได้เอ่ยถึงปานบนร่างกายของตัวเองขึ้นมา
กะทันหันเช่นนี้
เพื่อไขข้อข้องใจถึงจุดประสงค์ของโม่จิ่วเยี่ย หนานฉีจึงเอ่ยถาม
ออกไป
โม่จิ่วเยี่ยเลือกที่จะเอ่ยถึงเรื่องปาน ก็เพราะหวังว่าจะสามารถ
คลี่คลายความเข้าใจผิดระหว่างเขากับหนานฉีได้
“ที่ข้าบอกเรื่องนี้กับท่านก็แค่อยากให้รับรู้ไว้ว่า ข้าโม่จิ่วเยี่ยเป็น
ทายาทสายตรงของสกุลโม่ และไม่มีความเป็นไปได้ที่จะถูกสับเปลี่ยน
ตัว”
คราวนี้หนานฉีถึงกับหน้าถอดสี
“เจ้ารู้เรื่องอะไรมาบ้าง?”
โม่จิ่วเยี่ยยังคงวางสีหน้าเรียบเฉย ไม่หวั่นไหวต่อค าพูดของอีก
ฝ่าย
“ถึงแม้ว่าเราสองคนจะกลับไปเป็นพี่น้องร่วมสาบานที่สนิทสนม
เหมือนเก่าไม่ได้อีกแล้ว แต่ข้าโม่จิ่วเยี่ยก็เป็นคนตรงไปตรงมาเสมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับท่าน ข้าไม่ต้องการให้มีความเข้าใจผิดใด ๆ
เกิดขึ้น ข้าคงไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความ ท่านเองก็คงเข้าใจ
เรื่องที่ข้าพูด ข้าเพียงหวังว่าในใจของตนเองจะไม่มีท่านอยู่ในรายชื่อ
เป็นศัตรู”
กล่าวจบ โม่จิ่วเยี่ยก็ลุกขึ้นยืน “ข้าพูดไปหมดแล้ว เชื่อว่าคนที่
ปราดเปรื่องอย่างท่านคงเข้าใจ”
เมื่อเห็นว่าโม่จิ่วเยี่ยก าลังจะจากไป หนานฉีจึงรีบขวางเขาไว้
ทันที่
“รอเดี๋ยว เจ้าพูดให้รู้เรื่องก่อน!”
โม่จิ่วเยี่ยจูงมือเฮ่อจือหร่านเดินมาถึงหน้าประตู หลังได้ยินเสียง
ของหนานฉี ทั้งสองก็หยุดชะงัก
“ข้ายังพูดไม่ชัดเจนอีกหรือ” โม่จิ่วเยี่ยหันกลับมาถาม
หนานฉีไม่ยอมแพ้ “บอกข้ามา เจ้ารู้เรื่องอะไรบ้าง”
ตอนนี้โม่จิ่วเยี่ยมั่นใจแล้วว่า สิ่งที่เฮ่อจือหร่านเคยบอกเขาเรื่อง
หนานฉีอาจถูกสลับตัวนั้นเป็นเรื่องจริง และการที่หนานฉีต้องการฆ่า
เขาก็เป็นเพราะเรื่องนี้
ถึงแม้ว่าเขาจะแก้ไขความเข้าใจผิดเรื่องการสลับตัวไปแล้ว แต่
เขาก็เปิดเผยความลับที่เขารู้ทั้งหมด ซึ่งยังเป็นเหตุผลที่ท าให้หนานฉี
ต้องการจะฆ่าเขาอยู่ดี
โม่จิ่วเยี่ยไม่มีทางเลือกจึงได้แต่กลับไปนั่งที่เดิม “ตอนนี้สิ่งที่ข้า
บอกท่านได้ก็คือข้ารู้เรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก ข้าเห็นท่านเป็นพี่น้อง ข้าไม่
เคยปริปากบอกใคร ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม ถ้าท่าน
ไม่ส่งคนมาตามฆ่าข้า ต่อให้ท่านเอ่ยถามข้าตามตรง ข้าก็คงไม่เอ่ย
ถึงมัน”
หนานฉีกุมขมับ ดวงตาสองข้างแดงก ่า
เฮ่อจือหร่านกลัวว่าหนานฉีจะท าอะไรบุ่มบ่าม จึงคว้ากาสุรา
หยวนหยางบนโต๊ะขึ้นมา
นางกดกลไกต่อหน้าหนานฉี ท าให้ยาพิษสายหนึ่งไหลริน
ออกมา
“ท่านอ๋องฉี กาใบนี้ของท่านช่างงดงามจริง ๆ มันคงมีราคาแพง
มากใช่หรือไม่”
หนานฉีเบิกตากว้าง มองเฮ่อจือหร่านอย่างไม่เชื่อสายตา
“เจ้า…”
เฮ่อจือหร่านแย้มยิ้ม ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับส่งไปไม่ถึงดวงตา
“ท่านอ๋องฉี เพียงเพื่อจะเอาชีวิตสามีข้า ช่างลงทุนลงแรงจริง ๆ
คงจะได้กาสุราหยวนหยางใบนี้มาอย่างยากล าบากแน่นอน”
หนานฉีแทบจะกระอักเลือดออกมา หากไม่เกรงว่าโม่จิ่วเยี่ยอยู่
ด้วย เขาคงฆ่าผู้หญิงน่ารังเกียจคนนี้อย่างไม่ลังเลเลย
เฮ่อจือหร่านไม่สนใจสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายของหนาน
ฉี นางค่อย ๆ หยิบกระดาษห่อเล็ก ๆ ออกมาจากแขนเสื้อ
นางเปิดห่อกระดาษออก ข้างในเป็นผงสีขาวอย่างหนึ่ง
“ท่านอ๋องฉีเคยได้ยินยาพิษที่ชื่อว่า ‘เจ็ดวันมอดม้วย’ หรือไม่?”
หนานฉีชี้ไปที่ห่อยาอย่างตกใจ พร้อมเอ่ยถามว่า “นี่คือเจ็ดวัน
มอดม้วยหรือ”
ยาพิษเจ็ดวันมอดม้วยเป็นยาพิษล ้าค่าหายากยิ่งในแผ่นดิน
ต้าซุ่น นับว่าเป็นยาพิษสังหารคนได้อย่างแนบเนียนและไร้ร่องรอย
ตรงตามชื่อเจ็ดวันมอดม้วยที่บอกไว้ชัดเจน หากใครก็ตามที่ถูก
พิษนี้เข้าไป ร่างกายจะไม่รู้สึกผิดปกติอะไรทั้งสิ้น จนกระทั่งถึงวันที่
เจ็ดก็จะสิ้นใจ ซึ่งก่อนหน้านั้นจะไม่มีวี่แววของอาการใด ๆ ปรากฏ
ขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
แม้แต่หมอเทวดาก็วินิจฉัยสาเหตุการตายไม่ได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หนานฉีก็รู้สึกหวั่นใจ หากเขาถูกพิษนี้เข้าไป คง
ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย…
เฮ่อจือหร่านไม่ได้ตอบค าถามของเขา แต่กลับถามย้อนคืนว่า
“หากเมื่อครู่ข้าใส่ยาพิษนี้ลงในจอกสุราของท่าน เช่นนั้นจะมีผู้ใด
ล่วงรู้ว่าท่านตายด้วยน ้ามือข้า”
เฮ่อจือหร่านเว้นเสียงไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อ “หากไม่ใช่เพราะ
สามีของข้ายังนึกถึงไมตรีพี่น้องระหว่างท่านกับเขา ท่านคิดว่าตนเอง
จะมีชีวิตรอดมาถึงวันนี้หรือ”
แท้จริงแล้ว ห่อยาที่อยู่ในมือเฮ่อจือหร่านนั้นเป็นเพียงผงแป้ง
ธรรมดา นางเคยได้ยินชื่อเสียงของยาพิษเจ็ดวันมอดม้วยอยู่บ้าง แต่
ก็ไม่เคยรู้วิธีปรุงมัน อีกทั้งยาพิษชนิดนี้ล ้าค่าและหาได้ยากยิ่ง จนถึง
ขั้นที่แม้มีเงินก็ไม่อาจหาซื้อได้
การที่นางท าเช่นนี้ เพียงเพราะต้องการให้หนานฉีรู้ว่า พวกนาง
ไม่ได้คิดฆ่าเขา และยิ่งไม่คิดจะแพร่งพรายความลับของเขาออกไป
ถึงแม้โม่จิ่วเยี่ยจะไม่รู้ว่าเฮ่อจือหร่านไปหายาพิษมาจากที่ใด แต่
ก็ถือโอกาสนี้เอ่ยขึ้นว่า
“ด้วยความสามารถของข้า การจะลอบให้ท่านกินยาพิษนี้ลงไป
ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก แต่เพราะมิตรภาพที่เรามีต่อกัน ในวันนี้ข้าจะยอม
อภัยให้ท่าน และหวังว่าท่านก็จะท าแบบนั้นเช่นเดียวกัน”
เมื่อได้ยินทั้งสองเอ่ยบอก หนานฉีก็อดไม่ได้ที่จะทบทวนถึงความ
น่าเชื่อถือระหว่างเขากับโม่จิ่วเยี่ยอีกครั้ง
ไม่ว่าจะวิเคราะห์จากมุมมองไหน ค าพูดของโม่จิ่วเยี่ยก็ล้วนเป็น
ความจริง
เนื่องด้วยเขาค่อนข้างรู้จักนิสัยใจคอของโม่จิ่วเยี่ยดี อีกฝ่ายเป็น
ชายหนุ่มที่เปิดเผยตรงไปตรงมา
อีกฝ่ายรู้ความลับของเขามานานแล้ว และไม่เคยเปิดเผยให้คน
นอกล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย
นี่ไม่เพียงเป็นการบ่งบอกว่าโม่จิ่วเยี่ยคอยปกป้องเขา แต่ยังบอก
ได้ว่าคนที่สลับตัวกับเขาไม่ใช่โม่จิ่วเยี่ยอย่างแน่นอน