บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 218 โปรดผู้อาวุโสชี้แนะหนทางสว่าง!
บทที่ 218 โปรดผู้อาวุโสชี้แนะหนทางสว่าง!
ลู่เยี่ยไม่รู้ว่าเงาร่างเลือนรางที่ดูประหนึ่งเทพเซียนเหล่านั้นกำลังคิดอะไรอยู่
เขารู้เพียงแต่ว่า หลังจากที่ดูดซับพลังสีเลือดจากภาพหมอกมงคลเคลื่อนสู่สรวงแล้ว ผังดาบเก้าคุมขังก็กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
ทว่าท่ามกลางสายตาฝูงชนที่จ้องมองมา เขาทำได้เพียงสะกดกลั้นใจ ไม่อาจสำรวจดูในยามนี้ได้
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “ในเมื่อบัดนี้พวกท่านได้หลุดพ้นแล้ว นั่นก็เป็นโชคชะตาของพวกท่านเอง ไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้า เชิญตามสบายเถิด”
ที่มาที่ไปของคนเหล่านี้ช่างน่าสงสัย แม้จะเป็นเพียงดวงวิญญาณที่เหลืออยู่ ทว่ากลิ่นอายกลับน่าพรั่นพรึงเกินไป
ลู่เยี่ยเพียงปรารถนาให้คนเหล่านี้รีบจากไปเสีย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
ท่านใต้เท้าลู่กำลังไล่แขกเช่นนั้นหรือ?
บรรพชนหลิงเจิน เติงเทียน และคนอื่น ๆ ต่างก็ทั้งตกใจและทั้งเคารพนับถือ
คงมีเพียงท่านใต้เท้าลู่เท่านั้นที่กล้าปฏิบัติต่อวิญญาณลึกลับเหล่านั้นอย่างไร้ความเกรงกลัวเช่นนี้!
ทว่าเงาร่างพร่าเลือนเหล่านั้นกลับไม่ยอมจากไป
ชายในชุดคลุมขนหงส์ผู้เป็นแกนนำกล่าวอย่างนอบน้อมยิ่งนัก
“ท่านผู้อาวุโส ในเมื่อท่านมีวิธีขจัดพลังมหาพิบัติเทียนจิ้นได้ ข้าเชื่อว่าท่านย่อมเข้าใจดีว่า พวกข้าล้วนเหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณเท่านั้น แม้วันนี้จะได้รับการปลดปล่อย แต่อีกไม่นานก็จะสลายไปตามสายลม”
กล่าวจบ ชายผู้นั้นก็ก้มศีรษะคำนับ ประกบมือเป็นหมัดแล้วคารวะ “พวกข้าวิงวอนขอให้ท่านผู้อาวุโสโปรดเมตตา ชี้แนะหนทางสว่างให้แก่พวกข้าด้วยเถิด!”
เงาร่างอื่นๆ ต่างพากันก้มศีรษะคารวะ “โปรดวิงวอนให้ท่านผู้อาวุโสเมตตาด้วย!”
ลู่เยี่ย “…”
บัดซบ! ให้ข้าที่เป็นเพียงผู้ฝึกตนตัวเล็ก ๆ ขอบเขตแท่นทองคำมาชี้หนทางสว่างให้พวกท่านงั้นรึ?
เสียสติไปแล้วหรือไร!
ลู่เยี่ยส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด “ข้ายังไม่รู้แม้แต่ที่มาของพวกเจ้า แล้วข้าจะมีสิ่งใดไปชี้แนะพวกท่านได้? พวกท่านเห็นความสำคัญของข้าเกินไปแล้ว รีบไปเสียเถิด!”
แต่สิ่งที่ทำให้ลู่เยี่ยถึงกับพูดไม่ออกก็คือ ยิ่งเขากล่าวความจริงมากเท่าใด เงาร่างเหล่านั้นกลับยิ่งปักใจเชื่อว่า เขามีความสามารถทว่ามิปรารถนาจะพัวพันกับเหตุปัจจัยนครานี้
“ท่านผู้อาวุโส พวกข้าล้วนเป็นดวงวิญญาณที่ถูกมหาพิบัติเทียนจิ้นคร่าชีวิต บัดนี้เพียงอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสักระยะ ขอท่านโปรดเมตตาด้วย!”
เงาร่างสตรีผู้หนึ่งที่ดูงดงามชดช้อยเอ่ยวิงวอนเสียงเบาว่า “พวกข้าจะซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ยินดีเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ท่าน!”
เงาร่างพร่าเลือนอื่น ๆ ต่างก็พากันแสดงเจตจำนง อ้อนวอนขอความเมตตาจากลู่เยี่ย
บรรพชนซิงหลินอดรนทนมิได้จึงเอ่ยขึ้น “ลู่เยี่ย หากเจ้าพอจะช่วยได้ ก็ช่วยพวกเขาเสียหน่อยเถิด ถือเสียว่าเป็นการสร้างบุญวาสนาร่วมกัน”
เรื่องเช่นนี้มันควรกล่าวออกมาง่าย ๆ เช่นนี้รึ?
บรรพชนหลิงเจิน เติงเทียน และคนอื่น ๆ ต่างพากันชำเลืองมองบรรพชนซิงหลินแวบหนึ่ง นี่นับเป็นเรื่องต้องห้ามอย่างยิ่ง!
ทว่าลู่เยี่ยไม่ได้โกรธเลย บรรพชนซิงหลินมีนิสัยเช่นนี้เอง ทว่าเนื้อแท้หาใช่คนเลวร้าย
ลู่เยี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วชี้ไปที่ภาพหมอกมงคลเคลื่อนสู่สรวงในมือ “ในอดีตพวกท่านถูกขังอยู่ในภาพนี้แต่ไม่ได้สูญสลาย เหตุใดจึงไม่กลับเข้าไปเล่า?”
เหล่าเงาร่างพร่าเลือนต่างพากันชะงักไป ก่อนจะดูเหมือนเข้าใจในทุกสิ่งประหนึ่งตื่นจากภวังค์
ใช่แล้ว พลังมหาพิบัติเทียนจิ้นในภาพนั้นได้ถูกท่านผู้อาวุโสท่านนั้นขจัดออกไปแล้ว และพวกเขาก็ได้รับการปลดปล่อยแล้ว เหตุใดจะไม่กลับไป ‘ต่อลมหายใจ’ ในนั้นเล่า?
“ท่านผู้อาวุโส ท่านยินยอมให้พวกข้าอาศัยอยู่ใน ‘ภาพหลอมรวมวิถีเทียนจิ้น’ นี้จริง ๆ หรือ?”
ชายในชุดคลุมขนหงส์ถามด้วยความตื่นเต้น
ที่แท้ชื่อที่แท้จริงของภาพวาดผืนนี้คือ ภาพหลอมรวมวิถีเทียนจิ้น!
ทุกคนพลันเข้าใจขึ้นมาทันที
ลู่เยี่ยพยักหน้า “ขอเพียงพวกท่านรักษาจิตใจให้เที่ยงธรรม ไม่มีความคิดเลยเถิด ย่อมสามารถทำได้อย่างแน่นอน”
ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ลู่เยี่ยกล่าวเสริมว่า “หากมีโอกาสในภายภาคหน้า ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะช่วยเหลือพวกท่าน”
บรรพชนซิงหลินกล่าวได้มิผิด การสร้างวาสนาที่ดีกับตัวตนลึกลับเหล่านี้ย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากวันหน้าเกิดเหตุจำเป็นต้องพึ่งพาขึ้นมาเล่า?
“พวกเราเข้าใจแล้ว นี่คือการทดสอบของท่านผู้อาวุโสที่มีต่อพวกเราสินะ!”
หญิงสาวผู้งดงามกล่าวด้วยความยินดี “พวกเราขอรับรองว่า จะไม่ทำให้ท่านผู้อาวุโสผิดหวังเด็ดขาด”
เงาร่างพร่าเลือนอื่น ๆ ก็ราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน
ถูกแล้ว ในโลกนี้ไม่มีเหตุผลใดที่จะช่วยเหลือกันโดยไม่มีเหตุไม่มีผล
ท่านผู้อาวุโสท่านนี้อนุญาตให้พวกเขาอยู่ในภาพหลอมรวมวิถีเทียนจิ้น ทั้งยังสัญญาว่าจะให้โอกาสแก่พวกเขา เห็นได้ชัดว่าต้องการทดสอบพวกเขาก่อน
หากผ่านการทดสอบ จึงจะได้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริง
เพื่อชี้แนะหนทางสว่างให้แก่พวกเขา!
ลู่เยี่ยกลับยิ่งเงียบขรึมลงกว่าเดิม
‘ถ้อยคำที่ข้ากล่าวไป สามารถตีความเป็น ‘การทดสอบ’ ได้ด้วยรึ?’
‘ดูเหมือนพวกเขาจะเข้าใจในตัวข้า มากกว่าที่ข้าเข้าใจตนเองเสียอีก!’
ยามนี้เงาร่างพร่าเลือนเหล่านั้นต่างพากันคารวะอย่างเคร่งขรึม “นับจากนี้ไป หากท่านผู้อาวุโสมีคำสั่งใด พวกข้าจะทุ่มเทสุดกำลัง ไม่เกรงกลัวแม้ความตาย!”
ลู่เยี่ยก็ขี้เกียจจะอธิบายอีก จึงกล่าวไปตรง ๆ ว่า “ภาพหลอมรวมวิถีเทียนจิ้นนี้เป็นสมบัติล้ำค่าของเผ่าปีศาจปี้ฟาง ข้าไม่ปรารถนาจะแย่งชิงของรักของผุ้อื่น พวกท่านควรคิดให้ดี”
บรรพชนหลิงเจินรีบกล่าวขึ้นทันควัน “ท่านใต้เท้าลู่ ท่านสามารถเอาสมบัตินี้ไปได้เลย! นี่นับเป็นเกียรติของเผ่าพวกเรา!”
“อีกอย่าง มีเพียงท่านเท่านั้นที่จะทำให้เหล่า ‘ผู้อาวุโส’ เหล่านั้นยอมรับได้ หากสิ่งนี้ยังคงอยู่ในเผ่าของพวกเรา กลับจะเป็นการเสียของโดยใช่เหตุ”
บรรดาผู้อาวุโสเผ่าปีศาจปี้ฟางคนอื่น ๆ ก็รีบกล่าวสนับสนุนคะยั้นคะยอให้ลู่เยี่ยรับไว้
ลู่เยี่ยอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นนวดขมับ ความเข้าใจผิดนี้เริ่มจะเตลิดไปไกลจนกู่ไม่กลับเสียแล้ว
“ไม่ได้ ข้ามีหลักการของข้า ทุกท่านปฏิบัติต่อข้าด้วยความจริงใจ ข้าจะโลภในสมบัติล้ำค่าเผ่าปีศาจปี้ฟางของพวกท่านได้อย่างไร?”
สุดท้าย ลู่เยี่ยก็ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
ในเมื่อความเข้าใจผิดไม่สามารถอธิบายให้กระจ่างได้ เช่นนั้นก็จงเผชิญหน้าด้วยความจริงใจอย่างสง่างาม
สิ่งที่ควรปฏิเสธก็ต้องปฏิเสธ
เพื่อไม่ให้ติดบุญคุณคนมากเกินไป
หากเขาต้องการใช้ความเข้าใจผิดเหล่านี้เพื่อหวังผลประโยชน์อะไร เขาคงใช้จงหลี่ซีไปหาผลประโยชน์จากมหาปุโรหิตอี้เทียนไปนานแล้ว
จะต้องรอถึงตอนนี้ทำไมกัน?
เหนือสิ่งอื่นใด ลู่เยี่ยดูแคลนการกระทำเช่นนั้น
ยึดมั่นในจิตใจที่ซื่อตรง แสงสว่างจะคงอยู่ชั่วนิรันดร์
บรรดาบรรพจารย์ทั้งหลายเคยกล่าวไว้ว่า บนเส้นทางการฝึกฝนนั้น สิ่งที่พึงระวังที่สุดคือการเล่นเล่ห์เพทุบาย
ดูเหมือนว่าจะเป็นทางลัด แต่สุดท้ายแล้วมันจะกลายเป็นมหาภัยพิบัติที่คุกคามจิตใจ!
เมื่อเห็นเช่นนี้ บรรพชนหลิงเจินและคนอื่น ๆ ต่างก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งใจ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในสายตาของท่านใต้เท้าลู่นั้น ความจริงใจที่มาจากเผ่าปีศาจปี้ฟางของพวกเขาสำคัญยิ่งกว่าสมบัติตกทอดแห่งเทียนจิ้นนี้เสียอีก!
เงาร่างของชายในชุดคลุมขนหงส์กล่าวว่า “สหายเต๋าท่านนี้ พวกท่านสามารถวางใจได้เลย ภาพหลอมรวมวิถีเทียนจิ้นนี้หากยังอยู่ในเผ่าของพวกท่าน พวกข้าขอรับรองว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เด็ดขาด”
“อีกทั้ง แม้พวกข้าจะเป็นเพียงวิญญาณที่เหลือลมหายใจสุดท้าย แต่ทว่าหากพวกท่านมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจต้องการความช่วยเหลือ พวกเราจะไม่ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด!”
ชายในชุดคลุมขนหงส์ให้คำมั่นสัญญาเช่นนั้น
บรรพชนหลิงเจินดีใจจนเนื้อเต้น จิตใจสั่นไหวด้วยความยินดี
ลาภลอยก้อนใหญ่แท้ ๆ!
ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ได้ไขปริศนาภาพหลอมรวมวิถีเทียนจิ้นที่บรรพบุรุษทั้งหลายไม่อาจแก้ไขได้ แถมยังได้พึ่งบารมีจากท่านใต้เท้าลู่ จนได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มตัวตนอันลึกลับเหล่านี้อีก!
วันหน้าหากมีสมบัติชิ้นนี้อยู่ เผ่าปีศาจปี้ฟางของพวกเขาก็เท่ากับมีอาวุธร้ายแรงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชิ้น!
บรรพชนหลิงเจินสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเอ่ยเสียงหนักแน่นว่า “ในเมื่อท่านใต้เท้าลู่จัดการเช่นนี้ เผ่าปีศาจปี้ฟางของพวกเราย่อมจะทุ่มเทดูแลเป็นอย่างดี ถือว่าทุกท่านเป็นเสมือนคนในครอบครัว จะไม่มีวันละเลยอย่างแน่นอน!”
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้น ต่างก็พากันแย้มยิ้มออกมา
นี่เป็นผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายต่างพึงพอใจ
จงหลี่ซีเฝ้ามองด้วยความอิจฉายิ่งนัก ท่านผู้อาวุโสลู่ไม่เพียงแต่มีพลังบำเพ็ญเต๋าที่ยากแท้หยั่งถึง แม้แต่วิธีการจัดการเรื่องราวก็ช่างยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง!
หากว่าเขาสามารถเดินทางไปยังแดนรัตติกาลลึกลับได้ก็คงดี…
เงาร่างพร่าเลือนเหล่านั้นก็กลายเป็นแสงเซียนงดงามราวกับความฝันหลายสาย พุ่งกลับเข้าสู่ภาพหลอมรวมวิถีเทียนจิ้นอย่างรวดเร็ว
ลู่เยี่ยจึงมอบสมบัติชิ้นนี้คืนให้กับบรรพชนหลิงเจิน
“ขอบคุณท่านใต้เท้าลู่ ไม่เพียงแต่ไขปัญหายากที่มีมาหลายพันปีให้แก่เผ่าข้า ทว่ายังสร้างวาสนาอันยิ่งใหญ่ให้แก่เผ่าของข้าอีกด้วย!”
บรรพชนหลิงเจินแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจจากก้นบึ้งของหัวใจ
เหตุการณ์ในวันนี้ ทำให้เขาและคนในเผ่ามีความเคารพยำเกรงต่อลู่เยี่ยพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน!
ทว่าท่ามกลางฝูงชน มีเพียงบรรพชนซิงหลินที่มีสีหน้าซับซ้อนที่สุด
จวบจนขณะนี้ เขายังรู้สึกราวกับกำลังฝันไป รู้สึกเหมือนว่าตนไม่รู้จักลู่เยี่ยผู้นี้เลยสักนิด
เขาไม่อาจมองลู่เยี่ยเป็นเพียง ‘คนรุ่นหลัง’ ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ได้อีกต่อไป
คนรุ่นหลังเช่นนี้ แม้ว่าเขาจะหยิ่งผยองหรือยโสโอหังเพียงใด… ตัวเขาเองจะมีคุณสมบัติอันใดไปตักเตือนสั่งสอนได้อีก?
บรรพชนซิงหลินถอนหายใจในใจ
คนแก่แล้ว สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือการคิดเองเออเองว่ากำลังทำเพื่อเขา
เมื่อนึกย้อนกลับไป ตนเองเพิ่งจะทำความผิดพลาดเช่นนั้นลงไปจริง ๆ!
โชคดีที่ลู่เยี่ยใจกว้าง ไม่เคยถือสาตน มิเช่นนั้น…
บรรพชนซิงหลินถอนหายใจยาว ดื่มสุราใจอกจนหมด พลางหัวเราะเยาะเย้ยในความเบาปัญญาของตนเอง
ในขณะที่ลู่เยี่ยยามนี้ เพียงอยากจะหาสถานที่อันเงียบสงบ เพื่อเร่งตรวจสอบดูว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงอันใดขึ้นกับผังดาบเก้าคุมขังกันแน่