บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1067 ความอันตรายที่แท้จริง
บทที่ 1067 ความอันตรายที่แท้จริง
เมื่อฉินเฟิงเปิดเผยความคิดของนางออกมาตรง ๆ หญิงสาวผู้นั้นพลันแสดงสีหน้าดุร้ายออกมา นางประคองท้องพลางจ้องมองฉินเฟิงอย่างเกรี้ยวกราด
“เจ้าคือศัตรูตัวฉกาจของตระกูลเฉิน หากเจ้าไม่ตาย จะไม่เท่ากับคนตระกูลเฉินตายเปล่าหรอกหรือ?”
“แม้ข้าจะเป็นเพียงสตรี แต่ข้าก็แยกแยะบุญคุณและความแค้นได้ เจ้าอย่าหวังจะขู่ข้า ต่อให้ต้องตาย ข้าก็ไม่สนใจ!”
แม้ตอนนี้ตระกูลเฉินจะเหลือเพียงคนชรา สตรี และเด็ก แต่เมื่อถูกหญิงสาวผู้นั้นปลุกปั่น ทุกคนก็เริ่มด่าทอฉินเฟิง
“เจ้าสารเลวฉินเฟิง เจ้าคือศัตรูที่ต้องฆ่าให้ตายของตระกูลเฉินเรา!”
“ต่อให้เหลือแค่คนเดียว ตระกูลฉินก็จะฆ่าเจ้าให้ได้!”
“ไปตายซะ!”
ไม่เพียงแค่ผู้ใหญ่ แม้แต่เด็กที่อายุไม่ถึงสิบขวบก็พากันถ่มน้ำลายใส่ฉินเฟิง แม้อายุยังน้อยแต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความแค้นเคืองไร้สิ้นสุด เห็นได้ชัดว่าพวกเขาถูกสั่งสอนให้เกลียดชัง
การฆ่าฉินเฟิงได้กลายเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของพวกเขาไปแล้ว
ความแค้นระหว่างตระกูลเฉินกับฉินเฟิงเปรีบเหมือนน้ำแข็งหนาสามฉื่อ ไม่ใช่น้ำแข็งที่เกิดจากความเย็นในวันเดียว ยากที่จะละลาย
หากฉินเฟิงมีเหตุผลสักนิดก็ควรกวาดล้างทุกสิ่งให้จบวันนี้ สังหารทุกคนตระกูลเฉินไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียว น่าเสียดาย…ฉินเฟิงทำไม่ลง
ในแง่ของความรู้สึก คนชรา คนอ่อนแอ สตรี และเด็กเหล่า จะไม่เป็นภัยคุกคามต่อฉินเฟิงเร็ว ๆ นี้ แต่อีกสิบปี ยี่สิบปีเล่า?
หากวันนี้ไม่สังหารพวกเขา สักวันพวกเขาก็จะต้องปรากฏตัวต่อหน้าฉินเฟิง แทงอาวุธเข้าที่อกของฉินเฟิงอย่างไร้ความปรานี
หากเป็นเพียงแค่การมุ่งร้ายฉินเฟิงก็คงพอทน แต่เกรงว่า… ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับฉินเฟิงก็จะถูกดึงเข้าไปในวังวนแห่งความแค้นด้วย
ตอนนี้เอง เสียงของหลิ่วหมิงดังขึ้นข้างหู
“ท่านโหวฉิน ลงมือเถิด”
“ท่านได้ให้โอกาสพวกเขามาหลายครั้งแล้ว แต่พวกเขาไม่เคยรู้จักทะนุถนอมโอกาเลย”
“ความแค้นในสนามรบ หากนำมาสู่ชีวิตส่วนตัวแล้ว ความเคียดแค้นย่อมไม่มีวันสิ้นสุด หากไม่สังหารพวกเขา วันหน้าต้องกลายเป็นภัยแน่”
ฉินเฟิงยังนิ่งเงียบไม่พูดจา หลิ่วหมิงพยายามโน้มน้าวอีกครั้ง
“ท่านโหฉินว! ท่านมีจิตใจเมตตากรุณา ไม่อยากลงมือกับคนชรา สตรี และเด็ก พวกข้าล้วนรู้ดี”
“แต่ว่า…ความปรานีต้องดูคน ตระกูลเฉินถูกความแค้นบดบังตาไปแล้ว พวกเขาไม่มีทางซาบซึ้งในความเมตตาของท่าน”
“หากไม่คิดเพื่อตัวท่านเองก็ควรคิดถึงสตรีที่อยู่เบื้องหลังบ้าง”
หลิ่วหมิงพยายามอธิบายด้วยเหตุผลและความรู้สึก แต่ก็ยังไม่สามารถโน้มน้าวฉินเฟิงได้ เขาจึงได้แต่มองไปยังเสิ่นชิงฉือที่มาด้วยกัน สายตาขอความช่วยเหลือ
สีหน้าของเสิ่นชิงฉือซีดขาว
แม้นางจะเป็นพี่สาวคนโตของตระกูลฉิน และฉินเฟิงมักจะเชื่อฟังคำพูดของนาง ล่าวได้ว่านางเป็นเสาหลักของตระกูลฉินทั้งตระกูล แต่ภาพโหดร้ายตรงหน้านี้กลับทำให้เสิ่นชิงฉือต้องเปลี่ยนความคิดใหม่
ผู้คนที่นอนจมกองเลือด คนชรา สตรี และเด็กที่กอดกันเป็นกลุ่มใหญ่ พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะสละชีวิตอย่างองอาจ ภาพทั้งหมดนี้กำลังรบกวนจิตใจอันอ่อนไหวของเสิ่นชิงฉือ
นางอยากจะลากฉินเฟิงออกมาหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็อดทนเอาไว้ได้
“เฟิงเอ๋อร์…หลังจากนี้ทุกเทศกาลเชงเม้ง ข้าจะจุดธูปไว้อาลัยให้พวกเขา…”
“ฆ่าพวกเขา…”
แม้แต่เสิ่นชิงฉือผู้มีจิตใจอ่อนโยนก็ยังเข้าใจว่า คนเหล่านี้จำเป็นต้องตาย
หญิงร่างเล็กเหมือนจะเข้าใจแล้วว่าตระกูลเฉินต้องล่มสลาย นางค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืน แล้วตะโกนใส่ฉินเฟิงว่า “ยังจะลังเลอะไรอีก?”
“อย่ามาแสร้งทำเป็นคนดีตรงนี้!”
“คนอย่างเจ้า ปีศาจที่ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตาจะเป็นคนดีไปได้อย่างไร?”
“การฆ่าคน ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าถนัดที่สุดหรอกหรือ?”
เผชิญหน้ากับคำด่าทอของภรรยาเฉินป้า ฉินเฟิงหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึก
ไม่มีหนทางอื่นใดอีกแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ความแค้นลุกลามบานปลาย เขาจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลม
การสังหารอย่างไร้ปรานีแก้ปัญหาได้จริง แต่ฉินเฟิงจะต้องสูญเสียอะไรบ้าง
เขาไม่อาจข้ามด่านมโนธรรมของตนเองไปได้ เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สายตาเยียบเย็นทอดมองไปยังหญิงร่างเล็ก
“เจ้าคิดว่าข้าชื่นชอบการฆ่าฟันหรือ?”
“หากเป็นเช่นนั้น เจ้าก็ประเมินข้าต่ำเกินไปแล้ว!”
“หากข้าฆ่าพวกเจ้า ข้าคงจะต้องทนทุกข์ทรมานกับความผิดไปชั่วชีวิต แต่หากไม่ฆ่าพวกเจ้า ข้าก็จะต้องกระวนกระวายใจไปตลอดกาล นี่คือแผนการของพวกเจ้าใช่หรือไม่? ช่างไร้เดียงสา!”
“พวกเจ้าไม่รู้เลยว่าโลกใบนี้มืดมนเพียงใด”
“เมื่อนี่คือเส้นทางที่พวกเจ้าเลือก ข้าก็จะทำตามความปรารถนาของพวกเจ้า”
ตระกูลเฉินได้ยินข่าวลือมากมายเกี่ยวกับฉินเฟิง ตามความเข้าใจของพวกเขา ฉินเฟิงคือคนเลวที่ฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบ และตระกูลเฉินก็มีความแค้นที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้ากับคนคนนี้
แต่ตอนนี้ที่พวกเขาเผชิญหน้ากับฉินเฟิ กลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดก่อตัวในใจ ความเข้าใจที่พวกเขามีต่อฉินเฟิงเหมือนจะเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง
ชายผู้นี้อันตรายยิ่งกว่าที่คิด
ฉินเฟิงส่งสัญญาณ หลิ่วหมิงรีบเข้ามาข้างกาย เขากระซิบบางอย่างข้างหูหลิ่วหมิง หลิ่วหมิงถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
ครู่ต่อมา หลิ่วหมิงมองไปยังคนตระกูลเฉินด้วยสายตาเวทนาอย่างที่สุด
“มานี่! แยกเด็ก ๆ และสตรีมีครรภ์ทั้งหมดออกมา แล้วคุมตัวไว้ต่างหาก”
คำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ผู้คนในตระกูลเฉินก็วุ่นวายสับสน เสียงร้องครวญครางดังไม่หยุด พวกเขาลุกขึ้นต่อต้าน น่าเสียดายที่พวกเขาเป็นเพียงกลุ่มคนชรา สตรี และเด็ก
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี พวกเขาจะทำอะไรได้ ชั่วพริบตา พวกสตรีและเด็กถูกแยกออกมา รวมทั้งหมดสิบห้าคน
หลิ่วหมิงจ้องมองคนชรา คนป่วย และคนพิการที่เหลืออยู่ แล้วถามเสียงดัง “แม้ว่าคำสัญญาของพวกเจ้าจะไร้ค่า แต่ท่านโหวก็ยังจะให้โอกาสพวกเจ้าอีกครั้ง”
“ผู้ใดที่เต็มใจจะละทิ้งความแค้นก้าวออกมาเถิด แล้วกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ”
“มีผู้ใดเต็มใจจะจากไปหรือไม่?”
หลิ่วหมิงย่อมรับรู้ได้ถึงสายตาแห่งความเคียดแค้นของคนตระกูลเฉิน เขาถามอีกครั้ง “มีผู้ใดต้องการจากไปหรือไม่?”
ไม่มีผู้ใดตอบสนอง คนตระกูลเฉินต่างอยากจะฉีกร่างฉินเฟิงและคนของฉินเฟิงทั้งหมดเป็นชิ้น ๆ
หลิ่วหมิงถามเป็นครั้งสุดท้าย “มีผู้ใดต้องการจากไปหรือไม่?”
แววตาอันแน่วแน่และเปี่ยมด้วยความแค้นของผู้คนตระกูลเฉินคือคำตอบ
หลิ่วหมิงก็ไม่พูดให้มากความอีก เขาหมุนตัวกลับ แล้วโบกมือ
ทุกคนต่างคิดว่าเลือดคงย้อมตระกูลเฉินจนแดงฉานแล้ว ทว่าเหตุการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้น หน่วยอาวุธมืดเอาถุงดำที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา แล้วคลุมศีรษะคนตระกูลเฉินที่ไม่ยอมจำนน
ภรรยาเฉินป้าตกใจสุดขีดเมื่อเห็นญาติพี่น้องถูกมัด แม้แต่ศีรษะก็ยังถูกคลุมจนมิด
“เจ้าสารเลวฉินเฟิง เจ้าจะทำอะไร?!”
“จะฆ่าก็ฆ่าเถิด ไยต้องทำอะไรมากมายเช่นนี้!”
“หรือเจ้าคิดจะทรมานพวกข้า? ฮึ! อย่าคิดว่าพวกข้าตระกูลเฉินเกรงกลัว ตระกูลเฉินไม่มีคนขี้ขลาด อยากทำอะไรก็ลงมือเลย!”
เผชิญหน้ากับการยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่าของสตรีผู้นั้น ฉินเฟิงกลับยังมีสีหน้าเรียบเฉย เมื่อเขาตัดสินใจไปแล้วย่อมไร้ความลังเล
“ข้าจะบอกเจ้าว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น…”
“ข้าฉินเฟิงจะพักอยู่ที่ตระกูลเฉินสามวัน ตลอดสามวันนี้องครักษ์เสื้อแพรจะติดต่อกับกองทัพที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อนำตัวคนเหล่านี้ไป”
“การจัดการกับตระกูลเฉิน หาได้มีเพียงวิธีฆ่าล้างให้สิ้นซาก!”