บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 359 จบเรื่องด้วยความรวดเร็ว
บทที่ 359 จบเรื่องด้วยความรวดเร็ว
จิ่งเชียนอิ่งกำลังเฝ้าประตูหอสุรา ขณะที่จ้าวอวี้หลงและหลี่หลางกำลังโจมตีจากด้านหน้า นอกจากนี้ยังมีอู๋เว่ยอยู่บนชายคา ใช้ทักษะการยิงธนูที่ยอดเยี่ยมของเขาอยู่ตลอดเวลา
หากไม่ถูกนายท่านหลินควบคุม นักดาบคงหมดกำลังใจหนีกระจัดกระจายกันไปหมดแล้ว
ตอนนี้นักดาบเกือบสองร้อยคนไม่สามารถต่อต้านพวกนายน้อยฉินได้เลย
ส่วนนักดาบที่ซุ่มโจมตีอยู่ในเมือง ยังไม่ทันได้รุดมาช่วยก็ถูกทหารของทางการที่จู่ ๆ ก็โผล่มาล้อมไว้
บนหอคอยแห่งเดียวในอำเภอ หลิวหลิงจ้องมองไปยังสนามรบที่เหมือนนรกทางประตูเมือง เหงื่อเย็นไหลลงมาที่หน้าผากอย่างห้ามไม่ได้
สี่คน
ด้วยจำนวนคนเพียงสี่คน แต่กลับสามารถสังหารนักดาบที่อยู่ภายใต้คำสั่งของนายท่านหลินไปสองร้อยคน สถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายจนชุดเกราะของเหล่านักดาบหลุดรุ่ย
นี่คือพลังการต่อสู้ของผู้คนรอบตัวฉินเฟิงหรือ?
หลิวหลิงแอบดีใจที่เขาตัดสินใจเลือกข้างถูกอย่างทันเวลา มิเช่นนั้นคนที่ถูกสังหารหมู่ในคืนนี้ เกรงว่าจะเป็นตัวเขาเอง
หลิวหลิงก้มศีรษะลง ตะโกนบอกผู้ช่วยเจ้ากรมเมืองด้านล่างหอคอย “เร็วเข้า! นำทหารและเจ้าหน้าที่มือปราบกลุ่มที่สามไปช่วยนายน้อยฉิน นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับเราในการแสดงจุดยืน”
เมื่อกองกำลังป้องกันของอำเภอปิดล้อมและกวาดล้างกลุ่มนักดาบที่หนีกระจัดกระจาย พวกเขาก็รวบรวมกองกำลังและปรากฏตัวด้านหลังนายท่านหลิน
ในที่สุดดวงตาของนายท่านหลินก็เผยให้เห็นความสิ้นหวัง
…
เมืองหลวง ห้องทรงพระอักษร ณ พระราชวังต้องห้าม
องครักษ์ชุดดำหมอบอยู่หลังฉากกั้นลม เอ่ยรายงานด้วยเสียงเบา “กราบทูลฝ่าบาท มีข่าวมาจากอำเภอชางผิงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ต้าเหลียงกำลังตรวจฎีกาในยามดึกของวัน ถือโอกาสนี้วางพู่กันลง ยืดแขนที่ตึงและปวดเล็กน้อย “นับเวลาดู ตั้งแต่ฉินเฟิงไปชางผิงนี่ก็สิบวันแล้ว ก็ถึงเวลาที่ควรจะมีข่าวคราวมา… การจัดซื้ออาหารบรรเทาทุกข์เป็นอย่างไรบ้าง?”
เห็นได้ชัดว่าเสียงขององครักษ์ชุดดำมีความลังเล “ฉินเฟิงนำเงินจากการจัดระเบียบขุนนางในเมืองหลวงไป แต่เขาไม่ได้ซื้ออาหารบรรเทาภัยพิบัติพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อได้ฟังเช่นนี้ ฮ่องเต้ก็เลิกคิ้วแล้วพูดติดตลกว่า “หรือเขาโลภเอาเข้าถุงเงินตัวเองหรือ? หึ เจ้าเด็กตัวเหม็นนั่น แต่ไหนแต่ไรก็กล้าหาญบ้าบิ่น เขากล้าทำได้จริง ๆ แน่”
องครักษ์ชุดดำไม่กล้าขัดจังหวะ แค่ทำหน้าที่และรายงานอย่างระมัดระวัง “ฉินเฟิงจะซื้อหรือไม่ซื้ออาหารบรรเทาทุกข์ก็ดูเหมือนว่าจะไม่สำคัญแล้ว ภัยพิบัติในอำเภอชางผิง เกรงว่าจะสิ้นสุดลงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ต้าเหลียงที่ดูผ่อนคลาย รู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ยินเช่นนี้ “จบแล้วหรือ?”
“นี่เพิ่งผ่านไปกี่วันกัน? คราแรกเจิ้นประมาณตามสถานการณ์ในแง่ดีที่สุดว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งหรือสองเดือนถึงจะดีขึ้นมาได้”
“ตอนนี้ยังไม่ถึงครึ่งเดือนด้วยซ้ำ ฉินเฟิงก็ยุติปัญหาในอำเภอชางผิงได้แล้วหรือ?”
องครักษ์ชุดดำอธิบายอย่างรวดเร็ว “ในตอนแรกที่กระหม่อมได้รับข่าวก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่จากรายงาน เรื่องนี้เป็นความจริงพ่ะย่ะค่ะ”
“เมื่อฉินเฟิงไปถึงอำเภอชางผิง เขาไม่ได้เข้าไปในเมือง แต่เกณฑ์ชายร่างกำยำจากอำเภอโดยรอบจำนวนห้าพันคนมาขุดบ่อน้ำ อีกทั้งฉินเฟิงยังสอนวิธีพิจารณาหาแหล่งน้ำและเครื่องมือขุดเจาะที่สะดวกอย่างยิ่ง เมื่อคำนวณเวลาดูแล้ว กระหม่อมเกรงว่าตอนนี้มีการขุดเจาะบ่อน้ำลึกมากกว่าสิบแห่งในอำเภอชางผิงพ่ะย่ะค่ะ”
คิ้วของฮ่องเต้ต้าเหลียงขมวดแน่น
แม้ว่าพระองค์จะได้เห็นอะไรมามากมายในชีวิต มีประสบการณ์มาก็ไม่ใช้น้อย ๆ กระนั้นก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่ฉินเฟิงทำ
“อำเภอชางผิงแห่งนั้นประสบภัยแล้งมานานหลายปีแล้วมิใช่หรือ น้ำจะมาจากที่ใดเล่า แล้วบ่อน้ำลึก มันคืออะไร?”
จากน้ำเสียงขององครักษ์ชุดดำไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นความประหลาดใจหรือความชื่นชม “บ่อน้ำลึก ตามชื่อคือคำว่า ‘ลึก’ บ่อน้ำที่ลึกที่สุดในต้าเหลียงของเราคือบ่อศักดิ์สิทธิ์ มีความลึกรวมหกจั้ง ส่วนบ่อน้ำที่ฉินเฟิงขุดนั้นต่ำที่สุด ก็มีความลึกสิบจั้งและน้ำที่นำออกมาก็หวานล้ำเป็นอย่างมากพ่ะย่ะค่ะ”
“ตามคำกล่าวของฉินเฟิง การใช้น้ำลึกเพื่อชลประทานบนพื้นดินถือเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร การขุดนี้ถูกบังคับโดยภัยพิบัติทางธรรมชาติและไม่มีทางเลือกอื่น อีกอย่าง ความเรียบง่ายของเครื่องมือขุดเจาะนั้นจำกัดอยู่ที่ความสูงสิบถึงสิบสองจั้งเท่านั้น ซึ่งถึงขีดจำกัดแล้ว หากสามารถเจาะได้ลึกสามสิบจั้ง แหล่งน้ำก็จะออกมาไม่มีวันหมดพ่ะย่ะค่ะ”
ลึกสามสิบจั้งหรือ?!
ฮ่องเต้ต้าเหลียงหรี่ตาลงทันที ด้วยรู้สึกว่าคำพูดนี้น่าเหลือเชื่อเกินไป
อีกทั้งเครื่องมือขุดเจาะบ่อน้ำที่สามารถเจาะลึกลงไปใต้ดินสามถึงสี่จั้งได้อย่างง่ายดายและตรวจหาแหล่งน้ำได้อย่างแม่นยำนั้น นั่นก็ทลายขีดจำกัดองค์ความรู้ของฮ่องเต้ต้าเหลียง
บัดนี้ฮ่องเต้ต้าเหลียงจึงได้วางแผนอย่างลับ ๆ ที่จะหาทางทำให้ฉินเฟิงมอบขั้นตอนการทำชุดเครื่องขุดเจาะและวิธีการสำรวจนี้ให้กับกรมโยธา
และทันทีที่กำลังจะตรัส องครักษ์ชุดดำก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน
“วิธีการขุดเจาะบ่อน้ำลึกนี้ ได้สอนให้กับคนในท้องถิ่นทุกคนแล้วหรือ?” ฮ่องเต้ต้าเหลียงแทบจะร้องอุทานออกมา เขาแอบสบถอยู่ในใจ
ฉินเฟิงเด็กคนนี้ ช่างเป็นคนไม่รู้ความจริง ๆ
หากวิธีการขุดเจาะบ่อน้ำลึกถูกควบคุมโดยราชสำนัก ภายภาคหน้าการขุดเจาะบ่อน้ำของราษฎรจะดำเนินการโดยราชสำนัก เขาก็จะได้รับความไว้วางใจและความยำเกรงจากราษฎรอย่างแน่นอน
แต่ในเมื่อทุกอย่างดำเนินไปแล้ว ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาพลันเปลี่ยนหัวข้อ และตรัสถามว่า “แล้วสถานการณ์ในอำเภอชางผิงเป็นอย่างไร?”
“มือของตระกูลหลินได้ไปถึงอำเภอชางผิงแล้ว มิเช่นนั้น เจิ้นคงจะไม่ยืดระยะเวลาครั้งแล้วครั้งเล่าในการจัดการกับพิบัติธรรมชาติและภัยจากน้ำมือมนุษย์เช่นนี้”
“ตอนนี้สงครามแคว้นอยู่เบื้องหน้า ไม่ใช่เวลาที่จะฉีกหน้าตระกูลหลิน แต่ที่ส่งฉินเฟิงไปก็ด้วยหมดหนทางแล้วจริง ๆ”
“ถ้าเจิ้นจำไม่ผิด ทหารค่ายเทียนจีทุกคนไปที่อำเภอเป่ยซีหรือไม่ก็อยู่ในเมืองหลวง ฉินเฟิงไม่ได้พาทหารไปด้วย หากเขาต้องการเข้าไปในชางผิงจะต้องปะทะกับตระกูลหลินเป็นแน่ พูดกันตามตรง ก่อนที่ฉินเฟิงจะออกเดินทาง เจิ้นก็ค่อนข้างกังวลว่าเขาจะไปแต่ไม่อาจหวนกลับ”
…
ณ โถงดอกไม้ทิศตะวันตกของพระราชวังต้องห้าม บัดนี้มีเสียงที่เย็นชาดังขึ้น
“อะไรนะ? เจ้าพูดอีกครั้งซิ!”
กุ้ยเฟยจ้องมองนางกำนัลตรงหน้าราวกับต้องการจะกินนางทั้งเป็น
ใบหน้าของนางกำนัลซีดเซียว นางคุกเข่าลงกับพื้น เอ่ยด้วยเสียงสั่นเทา “กุ้ยเฟยทรงหลักแหลม แม้ว่าท่านจะให้ร้อยความกล้า ข้าน้อยก็ไม่กล้าพูดเรื่องไร้สาระเพคะ”
“ฉินเฟิงได้ยึดเมืองไว้แล้วจริง ๆ เพคะ”
กุ้ยเฟยเบิกตากว้าง “เจ้ามันทาสชั้นต่ำ หรือว่าเจ้ายังไม่ตื่นดี มิเช่นนั้นจะพูดเรื่องไร้สาระกลางวันแสก ๆ ได้อย่างไร”
“มีนักดาบสี่ร้อยคนซุ่มรออยู่ในอำเภอ แต่ฉินเฟิงมีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ไม่ว่ามันจะเก่งกล้าแค่ไหนก็ไม่สามารถยึดเมืองได้!”
นางกำนัลตกใจจนแทบจะร้องไห้ “จดหมายเขียนมาเช่นนี้จริง ๆ เพคะ ฉินเฟิงนำจ้าวอวี้หลง หลี่หลาง อู๋เว่ยและจิ่งเชียนอิ่งไปโจมตีเมืองยามวิกาล เพียงแค่สี่คนก็ฆ่านักดาบไปหลายสิบคน เมื่อนายอำเภอชางผิงเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาก็นำทหารมาควบคุมสถานการณ์ โจมตีนักดาบจากด้านหลัง”
“คนสนิทของตระกูลหลินถูกม้าศึกของจ้าวอวี้หลงเหยียบย่ำจนตาย พวกนักดาบที่เหลือก็คุกเข่าทิ้งอาวุธยอมจำนน และ… เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นก็ถูกนำตัวออกไปนอกประตูเมือง เรียงแถวรอตัดหัว ใครก็ตามจากตระกูลหลินที่เข้ามาไปในอำเภอชางผิง สังหารไม้ละเว้น ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตเลยเพคะ”
กุ้ยเฟยเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ นางกำลังจะอาละวาด แต่กลับได้ยินเสียงหัวเราะขององค์หญิงใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลเสียก่อน
ยามนี้ท่าทางของกุ้ยเฟยจึงดูน่าเกลียดเป็นอย่างยิ่ง พระนางจึงหันมาเตะนางกำนัล และหันหลังจากไป
เป็นเรื่องยากที่องค์หญิงใหญ่จะยิ้มอย่างมีความสุขได้ขนาดนี้ นางส่ายหัว อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “สมแล้วที่เป็นฉินเฟิง มีคนอยู่เพียงสี่คน แต่ก็กล้าจะโจมตีเมืองยามวิกาล ทั้งยังทำได้สำเร็จอีกด้วย”
ฉีหยางจวิ้นจู่มีสีหน้ายากจะเชื่อ “นี่จะเป็นไปได้อย่างไร!”