บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 614 ระหว่างบิดากับบุตรี
บทที่ 614 ระหว่างบิดากับบุตรี
บริเวณประตูเมืองเต็มไปด้วยความอิจฉา
ไม่ว่าจะเป็นเหล่าทหารหรือบรรดาลูกหลานขุนนางของเมืองหลวง ล้วนอยากจะลงโทษฉินเฟิงให้หนักที่สุดเสียเดี๋ยวนี้
ทำไมเรื่องดี ๆ บนโลกนี้ถึงต้องตกเป็นของฉินเฟิงเสียหมด นี่มันไม่ยุติธรรมจริง ๆ
แค่ได้อยู่กับเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์จนแก่เฒ่าก็น่าอิจฉาจะตายแล้ว
ฉินเฟิงยังแอบฉวยโอกาส คิดเก็บองค์หญิงเพียงหนึ่งเดียวของต้าเหลียงไว้ข้างกายอีก
ถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ไม่เคยมีเรื่องกับฉินเฟิง กระทั่งคนที่ชื่นชมฉินเฟิงอยู่บ้าง ก็อดไม่ได้ที่จะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน อยากจะกลืนทั้งเป็น
ฉินเฟิงกลายเป็นศัตรูของบุตรหลายขุนนางแห่งเมืองหลวงทุกคนไปโดยปริยาย
กระนั้น ถึงจะโกรธแค่ไหน ทุกคนก็ไม่มีทางเลือก
ลำพังองครักษ์ค่ายเทียนจีข้างกายฉินเฟิงก็ทำให้ขนลุกแล้ว ตอนนี้ยังมีกองทหารม้าทมิฬห้าร้อยคนเดินทางมาเมืองหลวงอีก
ก่อนหน้านี้ แม้แต่ทหารรักษาพระราชวังกับองครักษ์หลวง ที่นับว่าเป็นกองกำลังทหารที่เก่งที่สุดในเมืองหลวง ก็ยังถูกฉินเฟิงตีจนเลนไม่เป็นท่า อย่าว่าแต่ทหารเลย กระทั่งอ่องเต้ต้าเหลียงก็ยังต้องหลบคมดาบของฉินเฟิง
สำหรับคนทั่วไปแล้ว การหาเรื่องฉินเฟิงก็เหมือนกับการจุดตะเกียงในท่อระบายแล้วมองหาสิ่งปฏิกูล
หลี่เซียวหลานขี่ม้าขาวเดินผ่านสายตาร้อนแรงและตื่นตะลึงของฝูงชน ค่อย ๆ เคลื่อนไปทางพระราชวังต้องห้าม
ฉีหยางจวิ้นจู่นำทหารรักษาพระราชวังนับร้อยคน มารอต้อนรับด้วยตนเอง
พอเห็นหลี่เซียวหลาน ฉีหยางจวิ้นจู่ก็ตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบโค้งคำนับ
“ฉีหยางยินดีต้อนรับองค์หญิงกลับเมืองหลวง”
“องค์หญิงโปรดลงจากหลังม้า แล้วใช้รถม้า ทหารรักษาพระราชวังจะเป็นผู้อารักขาเข้าพระราชวังต้องห้าม”
หลี่เซียวหลานนั่งอยู่บนหลังม้า มองฉีหยางจวิ้นจู่ ท่าทีสง่างาม
“ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน ข้าคุ้นเคยกับการอยู่ร่วมกับทหารเป่ยซี ถ้าเปลี่ยนเป็นคนแปลกหน้า กลัวว่าจะไม่คุ้นชิน”
หลี่เซียวหลานไม่ปิดบังความไม่ไว้วางใจที่มีต่อทหารรักษาพระราชวัง
ตั้งแต่แรก ฉีหยางจวิ้นจู่ก็ถูกหลี่เซียวหลานข่มขวัญเสียแล้ว แต่ในใจกลับไม่รู้สึกขัดเคือง
หลี่เซียวหลานต้องระหกระเหิน ใช้ชีวิตราวกับชาวบ้าน ต้องทนทุกข์ทรมานมามาก ตอนนี้กลับเข้าเมืองหลวงได้ การที่จะรู้สึกต่อต้านสิ่งต่าง ๆ ในเมืองหลวงบ้าง ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
ฉีหยางจวิ้นจู่ไม่ได้บังคับ เพียงสั่งให้ทหารรักษาพระราชวังคุ้มกันซ้ายขวา ส่วนตัวเองก็เดินนำทางอยู่ข้างหน้า
หลี่เซียวหลานไม่ค่อยสนใจฉีหยางจวิ้นจู่ แต่สายตามองไปที่ทหารรักษาพระราชวัง บ่อยครั้ง
นางถามจ้าวอวี้หลงที่อยู่ข้างกาย “ข้าได้ยินมาว่า ทหารรักษาพระราชวัง เมืองหลวง เป็นกองกำลังที่เก่งกาจที่สุดในบรรดากองทัพรักษาการณ์เมืองหลวง”
“พวกเขารับผิดชอบการป้องกันเมืองหลวง และพระราชวังต้องห้าม ถือเป็นด่านสุดท้ายของต้าเหลียง”
“แล้วไยถึงถูกเฟิงเอ๋อร์สังหารจนทิ้งหมวกทิ้งเกราะ แตกพ่ายไม่เป็นกระบวนทัพเล่า”
พอได้ยินแบบนี้ ทหารรักษาพระราชวังที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็หน้าแดงหูแดง ก้มหัวต่ำจนแทบจะหาร่องแยกมุดลงไป
จ้าวอวี้หลงจะไม่รู้จักนิสัยหลี่เซียวหลานได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าจงใจเสียดสีทหารรักษาพระราชวัง ปกป้องฉินเฟิง
บรรดาสี่คุณหนูตระกูลฉิน หลี่เซียวหลานนับว่าเป็นคนที่เจ้าเล่ห์ที่สุดแล้ว
ถ้าไม่พูดก็ไม่เป็นไร แต่พอพูดขึ้นมาก็เหมือนกับฆ่าคนด้วยวาจา คำพูดแหลมคมพุ่งแทงใจดำผู้คนทีเดียว
“ตอบองค์หญิง ไม่ใช่ว่าทหารรักษาพระราชวังอ่อนแอ แต่เป็นเพราะพี่ฉินแข็งแกร่งเกินไปต่างหากขอรับ”
“อย่างไร พี่ฉินก็ต่อสู้แลกเลือดที่ชายแดนเหนือมาก่อน ประสบการณ์รบจริงของเขา จะเอาทหารพวกนี้ไม่ได้ได้อย่างไร”
จ้าวอวี้หลงตอบเบา ๆ แต่ในใจกลับรู้สึกสับสนวุ่นวายอย่างที่สุด
ท้ายที่สุดแล้ว ทหารรักษาพระราชวังเป็นตัวแทนและหน้าตาของต้าเหลียง แต่พอเผชิญหน้ากับฉินเฟิงกลับอ่อนแอปวกเปียก ยากจะไม่ทำให้เสียหน้าแว่นแคว้น
แต่ว่า…
เมื่อคิดว่าฉินเฟิงนำกำลังเพียงไม่กี่ร้อยคนฆ่าทหารในเมืองหลวงได้ กระทั่งกำจัด ทหารรักษาพระราชวัง บุกลานประหารได้
จ้าวอวี้หลงก็พลันตื่นเต้นระคนภาคภูมิใจ
การได้ติดตามผู้นำเช่นนี้ ถือเป็นเกียรติของเขา จ้าวอวี้หลง
หลี่เซียวหลานกับจ้าวอวี้หลงสนทนากัน ไม่ใส่ใจหน้าตาของทหารรักษาพระราชวังสักนิด
ฉีหยางจวิ้นจู่ได้ยินทุกสิ่ง ก็ได้แต่มองไปยังทหารรักษาพระราชวังที่ก้มหน้าอยู่ข้าง ๆ อดไม่ได้ที่จะเศร้าใจ
หลังการต่อสู้ครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลากี่ปี ทหารรักษาพระราชวังถึงจะกลับมามีบารมีดังเดิมได้
จ้าวอวี้หลงนำกองทหารม้าทมิฬส่งหลี่เซียวหลานจนถึงประตูพระราชวัง จึงส่งต่อให้ ทหารรักษาพระราชวังดูแล กระนั้นก็ยังคอยมองตามหลี่เซียวหลานเข้าพระราชวังไปจนลับสายตา
การกระทำนี้เป็นการแสดงให้โลกภายนอกเห็นว่า หลี่เซียวหลานไม่ได้เป็นเพียงแค่ องค์หญิงเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งชายแดนเหนือด้วย
ไม่ว่าใครในวังจะคิดทำร้ายหลี่เซียวหลาน ก็ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีเสียก่อน
พิธีต้อนรับหลี่เซียวหลานกลับคืนฐานันดรถูกกำหนดไว้ในวันที่สิบห้าของเดือนหน้า ซึ่งเป็นฤกษ์มงคล
ทว่าพิธีก็เป็นเพียงแค่ขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น
ตอนนี้หลี่เซียวหลานเพิ่งเข้าพระราชวังมาก็ถูกพาตัวไปยังห้องทรงพระอักษร พบฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงผู้เป็นบิดา
ภาพที่น่าประทับใจของการพบกันระหว่างพ่อลูกพร้อมน้ำตาไม่ได้ปรากฏ
กลับกัน ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงกับหลี่เซียวหลานต่างนิ่งเฉย จนแทบจะเย็นชาใส่กัน
หากหลี่เซียวหลานเป็นแค่องค์หญิงที่บริสุทธิ์ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงย่อมมองเธอเป็นไข่มุกบนฝ่ามือ แต่น่าเสียดาย เด็กสาวคนนี้ ‘หลงผิด’ ไปเป็นญาติของฉินเฟิง
เพียงแค่จุดนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงโกรธเคืองอย่างรุนแรง
แต่เวลานี้ ความโกรธไม่มีประโยชน์อันใด
ฮ่องเต้ต้าเหลียงชำเลืองมองจางซิวเย่ครู่หนึ่ง จางซิวเย่เข้าใจทันที รีบหยิบเก้าอี้มาวางอย่างสุภาพ แล้วเชิญหลี่เซียวหลานนั่งลง
“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เจ้าต้องลำบากพเนจรไปทั่ว”
“ไม่ว่าเจ้าจะมีคำขอใด ๆ ก็ลองพูดมา เจิ้นจะตอบสนองให้เจ้าทั้งหมด”
“เจิ้น เป็นหนี้เจ้า”
ภายในคำพูดแทบจะไม่มีความรู้สึกใด ๆ ปะปนอยู่เลย เป็นเพียงแค่คำพูดที่เย็นชาและสูงส่ง
เผชิญหน้ากับพ่อผู้ไร้ความปรานี หลี่เซียวหลานกลับไม่รู้สึกเศร้าใจแม้แต่น้อย
ในใจของหลี่เซียวหลาน พ่อของเธอมีเพียงคนเดียวเสมอ นั่นคือฉินเทียนหู่
ส่วนคนที่อยู่ตรงหน้า มากที่สุดก็เป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าที่ถูกเรียกว่าพ่อเท่านั้น
หลี่เซียวหลานไม่มีความลังเลใด ๆ เอ่ยปากออกมาทันที “คำร้องขอเพียงอย่างเดียวของหม่อมฉัน คือขอให้ฝ่าบาททบทวนคดีการสมรู้ร่วมคิดกับข้าศึกของเซี่ยปี้อีกครั้งเพคะ”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงส่งเสียงรับเบา ๆ
ไม่มีความประหลาดใจแม้แต่น้อย หรือพูดได้ว่า นี่เป็นขั้นตอนหนึ่งอยู่แล้วก็ได้
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงมอบพระราชสาส์นที่เตรียมไว้ให้จางซิวเย่ บ่งบอกว่าสามารถแจ้งศาลต้าหลี่ให้ทบทวนคดีของเซี่ยปี้ได้แล้ว
พร้อมกันนั้น ก็หยิบพระราชสาส์นอีกฉบับออกมา
“ลูกสาวของเจิ้นทุกข์ยากมามาก เพื่อชดเชยในสิ่งที่เจิ้นขาดตกบกพร่องไป”
“พรุ่งนี้ในการประชุมที่ท้องพระโรง เจิ้นจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นหมิ่งเยว่กงจู่แห่งตำหนักจ่างหนิง”
“ในฐานะองค์หญิงแห่งแคว้นต้าเหลียง เจิ้นหวังว่าเจ้าจะสามารถส่องแสงให้ดินแดนต้าเหลียงสว่างไสวดั่งดวงจันทร์ และมีความสุขตลอดชีวิต”
หลี่เซียวหลานลุกขึ้น ค้อมตัวคำนับ
“หมิ่งเยว่ ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณเพคะ”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจ้องมองหลี่เซียวหลาน มองลูกสาวตรงหน้าที่ดูสงบเสงี่ยม จนแทบไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ
แล้วก็ถอนหายใจออกมา ในใจเกิดความรู้สึกบางอย่าง
ก่อนที่ความรู้สึกจะขยายวงกว้าง ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็โบกพระหัตถ์
“เจ้าคงเหนื่อยแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ เราพ่อลูกยังมีเวลาให้พบกันอีกมาก”
“ความรักที่ขาดหายไปหลายปี ค่อย ๆ ชดเชยกันไปเถอะ”
หลี่เซียวหลานคำนับ แล้วค่อย ๆ ถอยออกจากห้องทรงพระอักษร ไม่มีความอาวรณ์ใด ๆ
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจ้องมองประตูอยู่ครู่หนึ่ง จนขันทีปิดประตู จึงละสายตา แล้วมุ่งความสนใจให้งานราชการที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ฉีหยางจวิ้นจู่รออยู่นานแล้ว พอเห็นหลี่เซียวหลานออกมาก็พาหลี่เซียวหลานไปยังวังหลวง
“องค์หญิงยังไม่ชำนาญทาง ข้าจะพาท่านไปที่ตำหนังจ่างหนิง”