บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2014 ประกาศจับฉบับที่สอง
บทที่ 2,014 ประกาศจับฉบับที่สอง
เขาเป็นชายผมยาวถักเปีย สวมอาภรณ์สีนํ้าเงิน ใบหน้าของเขาหล่อเหลาทรงเสน่ห์ ร่างสูงตระหง่านเยี่ยงต้นสน มีฝักดาบสีดําอยู่บนหลัง ทว่าฝักดาบนี้กลับว่างเปล่า ไม่มีดาบเสียบไว้ เมื่อซูอี้มาถึง ชายรูปงามในชุดนํ้าเงินก็ยืนอยู่กับอู่หลิงชง น่าแปลกนักที่อู่หลิงชงไม่ได้สังเกตเห็นชายชุดนํ้าเงินอย่างเห็นได้ชัด “พี่ชายร่วมวิถี เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
อู่หลิงชงถาม “เจ้ายืนตรงนั้นก่อน อย่าขยับ” ซูอี้ว่าแล้วก็กล่าวกับชายชุดนํ้าเงิน “เทพ?”
อู่หลิงชงผงะไป ก่อนจะหันขวับมองตาม แต่ก็ไม่อาจพบเห็นสิ่งใดผิดปกติ กล่าวคือ ทั้งดวงตาและจิตสัมผัสของเขามิอาจตรวจจับการมีอยู่ของชายชุดนํ้าเงินได้เลย! สิ่งนี้ทําให้หัวใจของเจ้าตัวสั่นสะท้านด้วยความพรั่นพรึง ทว่าชายคนนั้นกลับไม่ได้กล่าวอันใด
ดวงตาเรียวรีของเขาเปี่ยมด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา พินิจมองซูอี้ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างจริงจังราวกับอยากมอง ให้ทะลุถึงความลับของชายหนุ่ม
ครู่ต่อมา เจ้าตัวก็ดูผิดหวังยิ่ง พลางกล่าวขึ้นว่า “เจ้ามิใช่หลี่ฝูโหยว”
นํ้าเสียงนั้นเปรียบเสมือนคมมีดเสียดสีบนศิลาอย่างเชื่องช้า เยียบเย็น ทุ้มตํ่า แฝงความมาดร้าย ให้บรรยากาศน่า สะพรึงกลัว
เขาหันหลังเตรียมจะจรจาก
ทันใดนั้น เสียงของซูอี้ก็ดังขึ้น “ข้าเป็นก็ได้นะ” ชายที่กําลังจะจากไปพลันชะงัก หันมากล่าวกับชายหนุ่มว่า “ยามเจ้าเป็นเขา ข้าจะมาพบกับเจ้าอีกครั้ง”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ร่างของอีกฝ่ายก็หายไปอย่างเงียบงัน มิเหลือแม้กระทั่งร่องรอย กระทั่งจิตสัมผัสของซูอี้ก็ไม่อาจตรวจสอบได้ว่าอีกฝ่ายจากไปเช่นไร! “คนผู้นี้…ต้องเป็นเทพแน่นอน!”
ซูอี้ขมวดคิ้ว
ทวยเทพนั้นสามารถสัญจรไปมาในธารสายยาวแห่งยุคสมัยได้ แต่พวกเขาจะถูกหมายหัวจาก ‘ภัยพิบัติเทพยุค สมัย’ !
หายนะเทพนี้อุบัติขึ้นในธารสายยาวแห่งยุคสมัย โดยมุ่งเป้ามาที่เทพเป็นพิเศษ กล่าวกันว่า ทวยเทพส่วนใหญ่ผู้ตกตายในธารสายยาวแห่งยุคสมัยนั้น เป็นเพราะหายนะเทพอันน่าเกรงขามนี้ และสางเทพผู้กระจัดกระจายในนครสาบสูญก็เป็นทวยเทพผู้ตกตายในธารสายยาวแห่งยุคสมัย ทว่าเรื่องนี้ไม่จีรังเสมอไป ภายในพื้นที่พิเศษบางแห่งบนธารสายยาวแห่งยุคสมัย ทวยเทพจะไม่ถูกหมายหัวจากภัยพิบัติเทพแห่งยุคสมัย เช่น อาณาจักรนิตย์ทิวา เกาะสะบั้นห้าม บรรพตนพเคราะห์ วิถีแห่งบรรพเทวา เป็นต้น ในบรรดาเขตพิเศษทั้งหมด อาณาจักรนิตย์ทิวานั้นโด่งดังที่สุด
เกาะสะบั้นห้ามและบรรพตนพเคราะห์เป็นเขตหวงห้ามในธารสายยาวแห่งยุคสมัย เปี่ยมด้วยสิ่งมีชีวิตประหลาด ที่เป็นอัปมงคลมากมาย
วิถีแห่งบรรพเทวานั้นลึกลับยากพานพบที่สุด
ทว่ายามนี้ ชายผู้หนึ่งซึ่งคาดว่าน่าจะเป็น ‘เทพ’ กลับมาปรากฏตัวในเมืองสะพานมาศกะทันหัน และดูจะรู้เสีย ด้วยว่าเขาคือร่างเวียนวัฏของหลี่ฝูโหยว! ซึ่งนี่เป็นเรื่องไม่ชอบมาพากลยิ่ง
ทันใดนั้น ซูอี้พลันนึกถึงความเป็นไปได้หนึ่งขึ้นมา……
อีกฝ่ายอาจจะเป็นสางเทพก็ได้!
นั่นก็คือตัวตนประหลาดที่ยอดฝีมือมากมายในธารสายยาวแห่งยุคสมัยเรียกว่า ‘สิ่งอัปมงคล’ !
“หรือจะบอกว่ายามหลี่ฝูโหยวสัญจรในธารสายยาวแห่งยุคสมัย เขาได้ทิ้งความแค้นที่ยังไม่ได้รับการสะสางไว้ มากมายกันหนอ?”
ซูอี้ใคร่ครวญ
“พี่ชายร่วมวิถี เมื่อครู่เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
อู่หลิงชงในตอนนี้อาบเหงื่อท่วมทั้งกายแล้ว
เพราะแต่แรกจวบยามนี้ เขามิได้สังเกตเห็นการมีอยู่ของชายชุดนํ้าเงินเลย กระทั่งเสียงของชายชุดนํ้าเงินยังมิได้ ยินด้วยซํ้า!
ช่างชวนเย็นยะเยือก
“ไม่มีอันใดหรอก แค่คนประหลาดผู้หนึ่งซึ่งน่าสงสัยว่าจะเป็นเทพเท่านั้นเอง”
ซูอี้ส่ายหน้า
สงสัยจะเป็นเทพ!!
อู่หลิงชงสูดหายใจเฮือก
……
หลังจากอยู่ในเมืองสะพานมาศมาหนึ่งวัน ซูอี้กับอู่หลิงชงก็ออกเดินทางข้ามธารสายยาวแห่งยุคสมัยกันต่อ
สองเดือนหลังจากนั้น ทั้งสองก็ผ่านจุดจอดพักอีกห้าแห่งตามลําดับ และทุกหนที่พวกเขาไปถึง ชายหนุ่มก็จะพาอู่ หลิงชงเข้าไปในเมือง
ฆ่าศัตรูทั้งหมดเสียก่อน แล้วจึงเก็บกวาดสมรภูมิ พักผ่อนฟื้นกําลัง ก่อนจะออกเดินทางอีกครั้ง
ระหว่างทาง พวกเขาได้กวาดล้างกําลังของขุมกําลังทั้งห้าแห่งอย่างศาลาข่ายสวรรค์ อารามหมื่นสุญญะ โถงแห่ง ชีวิตนิรันดร์บนจุดจอดพักทั้งห้า!
สังหารศัตรูไปเกือบแปดร้อย
นอกจากนั้น ชายหนุ่มยังได้พบกับผู้นอกรีตบางคนที่มาตามล่าบําเหน็จของเก้ามหาเทพสวรรค์ และพวกเขาก็ ล้วนตกตายด้วยนํ้ามือซูอี้
ชั่วขณะนั้นยังไม่มีอันตรายมากนัก ระหว่างทาง อู่หลิงชงในทีแรกนั้นแสนกังวลยิ่ง ทว่าในที่สุดเขาก็เริ่มเพลิดเพลินไปกับความรู้สึกสยบทั่วทิศ จนกระทั่งเดินทางมายังนครสาบสูญ อู่หลิงชงพลันรู้สึกไม่เต็มใจเล็กน้อย ในอดีต เขาไม่เคยผงาดเช่นนี้ในธารสายยาวแห่งยุคสมัย กระทั่งจะเป็นจิ้งจอกยืมหนังเสือยังไร้โอกาส!
“แม้จะไม่ได้มีผลงานมากนักในศึกตลอดมานี้ แต่ข้าก็ถือได้ว่าเป็นประจักษ์พยานแก่เหตุการณ์ใหญ่อันสะเทือน ตลอดยุคสมัยได้!”
“บางที เก้ามหาเทพสวรรค์แห่งอาณาจักรนิตย์ทิวาก็อาจจะรู้ชื่อของข้ากันหมดแล้ว!”
ทุกคราที่เขาคิดเช่นนี้ อู่หลิงชงพลันเกิดความรู้สึกอันมิอาจบรรยายได้ในใจ ทั้งภาคภูมิ ตื่นเต้น ทะนง และอื่นๆ ผสมกันไป
ซูอี้ไม่ได้เย้ยเยาะอู่หลิงชงสําหรับเรื่องนี้ และพูดเพียงว่า “ยามเจ้าไม่กลัวเรื่องทั้งหมดนี้อีกต่อไป ไฉนจึงไม่ทะลวง ม่านกั้นในใจเสียเล่า? เมื่อมีความกล้าเด็ดเดี่ยว มันก็หมายความว่าความคิดของเจ้าไร้ความกลัว กลัวเทพอันใด มีเทพใด ให้กลัว? ขอเพียงเจ้าใช้ความคิดเช่นนี้ เพียงมีโอกาส เจ้าก็เป็นเทพในภายหน้าได้แล้ว”
วาจานั้นเปรียบเช่นอสนีบาตฟาดกลางกระหม่อม ทําให้อู่หลิงชงครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน ……
อันที่จริง อู่หลิงชงคิดไว้ไม่ผิด สองเดือนมานี้ การบุกโจมตีหกจุดจอดพักติดต่อกันของซูอี้ได้ก่อพายุโลหิตนับไม่ ถ้วน ซึ่งสร้างเสียงฮือฮาทั่วทั้งธารสายยาวแห่งยุคสมัยแล้ว
กระทั่งอาณาจักรนิตย์ทิวายังก่อเกิดคลื่นโหม เทพสวรรค์ทั้งเก้าล้วนรับทราบ! นามของซูอี้เป็นดั่งดาวหางอันเจิดจรัส ซึ่งพาดผ่านเหนือธารแห่งยุคสมัย ทําให้มีผู้สนใจเกินคณานับ “ข้าว่าแล้ว คนบาปที่เก้ามหาเทพสวรรค์ออกประกาศจับร่วมกันต้องเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง มิใช่ใครก็
ท้าทายได้จริงๆ!”
“ครึ่งเทพรับไม่ไหว ส่งตัวตนระดับสุดลึกลํ้าไปก็มีแต่จะวอนตายเปล่าๆ!” “ลงมืออุกอาจเพียงนี้ ซูอี้ผู้นี้คิดจะประชันกับเก้ามหาเทพสวรรค์อย่างเต็มรูปแบบเลยหรือไร?” “ว่ากันว่ายอดฝีมือในจุดจอดพักมากมายต่างตกอยู่ในอันตราย กลัวว่าซูอี้จะฆ่าพวกตนแล้ว……” “แต่ที่มาของซูอี้ผู้นี้เป็นเช่นไรกันแน่?” ไร้ผู้ใดรู้คําตอบของคําถามนี้ เปรียบเช่นปริศนาไร้ทางแก้ และยังเพิ่มความลึกลับให้แก่ตัวตนของซูอี้ด้วย
จนเมื่อข่าวเกี่ยวกับซูอี้ทวีความเข้มข้นจนป่วนไปทั่วทั้งจุดจอดพักหลักในธารสายยาวแห่งยุคสมัยในภายหลัง เก้า มหาเทพสวรรค์แห่งอาณาจักรนิตย์ทิวาก็ออกโองการฉบับที่สองร่วมกัน……
หากผู้ใดจับเป็นซูอี้ได้ เสนอรางวัลเป็นชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยหนึ่งชิ้น!
ยามผู้ส่งสารแห่งเทพสวรรค์แพร่กระจายข่าวนี้ออกไปทั่วทั้งธาร โลกหล้าก็จะโกลาหล ตัวตนบรรพกาลบางผู้ซึ่ง เก็บตัวมาเนิ่นนานยังสะท้านสะเทือน
กระทั่งผู้โหดเหี้ยมอันไร้เทียมทาน เลียโลหิตติดคมมีดยังสะท้านในใจ! ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยนั้นหมายถึงโอกาสในการบรรลุเทพ ใครเล่าจะปฏิเสธความเย้ายวนเช่นนี้ได้? “ซูอี้ผู้นี้กวนโทสะเก้ามหาเทพสวรรค์แล้วแน่ๆ พวกเขาจึงนําโอกาสบรรลุเทพออกมาเป็นรางวัลโดยไร้ลังเล!” มีบางคนกล่าวอย่างตะลึงงัน “ไม่อาจทราบได้เลยว่าในครานี้จะมีตัวตนร้ายกาจมากมายเพียงไรออกไปไล่ล่าซูอี้บ้าง!” “หากข้าเป็นตัวตนผู้จะเป็นเทพอยู่แล้ว ข้าก็ย่อมสู้ตายถวายชีวิต! หากสําเร็จก็ได้บรรลุเทพ หาไม่ก็แค่ตาย!” ผู้คนมากมายพร้อมลงมือ
“โอกาสเช่นนี้ร้อนเร่าเกินไป ข้าแนะนําว่าพวกเจ้าจงใจเย็นก่อนเถิด”
“การนําโอกาสในการบรรลุเทพมาเป็นรางวัลนี้ พิสูจน์ได้แล้วว่าเก้ามหาเทพสวรรค์รู้ดีแก่ใจว่าซูอี้นั้นรับมือยาก เก่งกาจไร้ความปรานีเพียงไร และหากไม่ประมาณตนให้ดี ผลีผลามโจมตีเกินไป พวกเขาก็ย่อมไม่ต่างกับส่งตนเองไป ตาย”
“ใช่แล้ว จนบัดนี้ เก้ามหาเทพสวรรค์ก็ยังไม่ประกาศที่มาของซูอี้ แต่ดูเหมือนพวกเขาจะจงใจปิดบังบางอย่าง ผู้ ใดพินิจสักหน่อยก็ล้วนเห็นได้ว่าซูอี้… ไม่มีทางเป็นตาสีตาสาโผล่มาดื้อๆ เขาต้องมีที่มาอันเกินธรรมดาเป็นแน่”
“เรื่องนี้ผิดปกติยิ่งนัก!”
“ถูกต้อง มันแปลกเกินไปที่เก้ามหาเทพสวรรค์ ตัวตนระดับสูงส่งเช่นนี้จะไม่ประกาศที่มาของซูอี้เลย”
เสียงสนทนาฮือฮามากมายแพร่สะพัด
คนบางผู้ลับมีดดาบ ตั้งมั่นต่อสู้ หลงลืมความเป็นความตาย เสาะแสวงเพียงโอกาสในการบรรลุเทพ
บ้างตระหนักว่าเรื่องนี้มีความผิดปกติ เกิดเป็นความเคลือบแคลงใจ
ไม่ว่าอย่างไร นามของซูอี้ก็โด่งดังขึ้นแล้วในธารสายยาวแห่งยุคสมัย กล่าวกันว่ากระทั่งสางเทพบางผู้ตามเขตหวง ห้ามต่างๆ ยังรับรู้และเริ่มสนใจเรื่องนี้!
……
ขณะที่โลกภายนอกกําลังวุ่นวายกันอยู่ ซูอี้ก็กําลังข้ามธารสายยาวแห่งยุคสมัยอันโอฬาร
เขานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หวาย ลอบทอดถอนใจว่าหากอยากรํ่ารวย การปล้นศัตรูนั้นเป็นวิธีการที่ง่ายดายและให้ผลดี ที่สุดอย่างไร้ข้อกังขา
การกวาดล้างหกจุดจอดพักติดๆ กัน ทําให้เขาได้รับสมบัติมาเป็นจํานวนมาก กองพะเนินส่องแสงวิบวับ
เรื่องเดียวที่น่าเสียดายคือ พวกมันส่วนใหญ่เป็นสมบัติระดับขอบเขตมหาศาล
สิ่งที่อยู่ในสายตาของซูอี้จริงๆ คือเศษสมบัติโบราณหลายร้อยชิ้นที่เต็มไปด้วยวัตถุอมตะ และ ‘ไข่มุกกระแส ปีศาจ’ สามพันกว่าชิ้น
ในธารสายยาวแห่งยุคสมัย ไข่มุกกระแสปีศาจนี้เป็นสิ่งที่จําเป็นในการฟื้นกําลังกาย นอกจากนั้น ยังสามารถใช้ เป็นสกุลเงินแลกเปลี่ยนสินค้าได้
ไข่มุกกระแสปีศาจสามพันกว่าชิ้นนี้จึงมีค่ามากมายแน่นอน ท้ายที่สุด ซูอี้ก็โยนสินสงครามทั้งหลายลงในเตาเสริมสวรรค์ เตาเสริมสวรรค์ใกล้จะก่ออํานาจเทพอันสมบูรณ์ได้อยู่แล้ว และอีกไม่ช้า มันจะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นสมบัติ
เทพแห่งยุคสมัยโดยแท้จริง และถึงยามนั้น มันจะสามารถช่วยซูอี้สร้างโอสถเทพ หลอมวัตถุดิบเทพสารพัดได้! “พี่ชายร่วมวิถี ดูสิ นั่นคือน่านนํ้ารวนสวรรค์! นครสาบสูญตั้งอยู่ในน่านนํ้ารวนสวรรค์นี่แหละ!” ทันใดนั้น อู่หลิงชงก็กล่าวขึ้น
ซูอี้เบนสายตามองตาม
และพบว่ามีม่านหมอกคล้อยเคลื่อนอยู่ไกลออกไป อสนีบาตสีเลือดแปลบปลาบ วารีปั่นป่วน คลื่นนํ้าอันน่าสะ พรึงกลัวสาดซัดเป็นเสียงครืนครางระลอกแล้วระลอกเล่า
ปราณกาลเวลาอันพลุ่งพล่านโหมกระหนํ่าเช่นพายุ ฉีกกระชากสุญตาจนปั่นป่วน เมื่อเห็นภาพนี้จากไกลๆ สีหน้าของอู่หลิงชงก็เปี่ยมด้วยความเคร่งขรึม น่าสะพรึงกลัวยิ่ง!
อย่าว่าแต่เข้าไปในนครสาบสูญเลย เพียงเฉียดใกล้น่านนํ้ารวนสวรรค์ก็มีอันตรายหมายชีวิตทุกแห่งหน! “แปลกจริง เหตุใดที่ตรงนี้จึงแตกต่างไปจากกาลก่อนหนอ?”
ซูอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย หวังเย่เองก็เคยมายังน่านนํ้าแห่งนี้ แม้จะไม่เคยเข้าไปในนครสาบสูญ เขาก็รู้สถานการณ์ในบริเวณนี้ดี
แม้น่านนํ้ารวนสวรรค์ในอดีตจะอันตราย แต่ก็ยังห่างไกลความปั่นป่วนในยามนี้นัก และตัวตนระดับสุดลึกลํ้ายัง สามารถข้ามไปได้ขอเพียงระมัดระวังเท่านั้น
ทว่าในยามนี้ ตัวตนระดับสุดลึกลํ้าทั้งหลายต่างเกรงว่าคงเข้าไปได้แต่ออกมาไม่ได้ และขอเพียงหลุดเข้าไป พวก เขาก็ย่อมมีโอกาสตายมากกว่ารอด!
ขณะครุ่นคิดในใจ ม่านตาของซูอี้ก็หดตัวอย่างเงียบงัน
ด้วยมีตัวตนกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นใกล้กับบริเวณน่านนํ้ารวนสวรรค์!!